Tuesday, September 29, 2009

ใครว่า VI ไม่มีจังหวะซื้อขาย

ผมเคยเข้าใจว่าการวิเคราะห์พื้นฐานนั้นช่วยในการเลือกหุ้น ส่วนการวิเคราะห์เทคนิคนั้นเอาไว้ช่วยดูจังหวะซื้อขาย และผมก็เชื่อว่าหลายๆคนคงมีหรือเคยมีความคิดแบบนี้อยู่ในหัว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมลงทุนมาเกือบ 7 ปีแล้ว ยังไม่เคยวิเคราะห์เทคนิคมาเป็นจังหวะซื้อขายหุ้นเลยซักครั้ง ความเชื่อผมเปลี่ยนไปแล้ว เพราะผมได้รู้ว่าการวิเคราะห์พื้นฐานแบบ VI ก็สามารถบอกจังหวะการซื้อขายได้ดีไม่แพ้วิธีไหนๆ

ผมเอาที่ผม post ตอบไว้ในกระทู้ที่ Thaivi มาแปะไว้เพื่อให้ได้อ่านกันถ้วนหน้านะครับ ข้อเขียนนี้ถือเป็นการต่อยอดจากบทความเรื่องการบริหาร port style yoyo ที่เคยเขียนเอาไว้ใน Blog มาพักนึงแล้ว

____________

ถาม. คุณ yoyo ใช้อะไรในการดูจังหวะซื้อขายครับ เพราะไม่ได้ดูกราฟหลักการของคุณ Yoyo บอกจังหวะในการลงทุนอย่างไรบ้างครับยกตัวอย่างของจริงที่เคยทำมาแล้วให้หน่อยได้ไหมครับตัวอย่างในอดีตน่ะครับจะได้ไม่เป็นการชี้นำ

ตอบ. จังหวะซื้อขายของผมเกิดมาจากการประยุกต์ portfolio management ครับ การบริหาร port นั้นทำโดยการถือหุ้นกระจายหลายๆตัวเพื่อลดความเสี่ยง แรกๆผมก็ทำการจัด port เพื่อลดความเสี่ยง แต่ไปๆมาๆ พอจัดไปจัดมาอยู่ๆ ผมก็เห็นว่าเอ๊ะ... ไอ้การจัด port โดยดูจากความถูกความแพงของหุ้นนี่มันช่วยบอกจังหวะซื้อขายให้เราได้ดีมากๆ ซึ่งผมอ่านหนังสือมาหลายเล่ม ฟังสัมมนามาหลายงาน ก็ยังไม่เคยเจอใครที่เอาเรื่องนี้มาเขียนหรือมาพูดเป็นชิ้นเป็นอัน ผมถือว่าเรื่องนี้สำคัญเป็นอันดับ 2 รองจาก Stock Selection เลยครับ

ผมเคยเขียนไว้ใน Blog
www.yoyoway.com "การบริหาร Port style yoyo" ลองไปอ่านดู
ผมจะเอามา Replay ใหม่อีกรอบแบบมีภาพประกอบด้วย เพื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้น


หลักการคร่าวๆคือ
สมมติผมถือหุ้น 2 ตัว คือ
หุ้น A ราคา 10 บาท เป้าหมาย 16
และ B ราคา 10 บาท เป้าหมาย 16
ทั้ง 2 ตัวมี Upside ที่ 60% เท่ากัน







ผมแบ่งสถานะ port ออกมาเป็น 7 ช่วงเวลา

1. ผมควรจะถือหุ้นทั้ง 2 ตัว ตัวละกี่ % ดีครับ... ใช้ common sense ทั่วไปก็พอจะเดาได้ว่าควรจะถือหุ้นอย่างละครึ่ง เพราะทั้งคู่มี Upside เท่ากัน

2. ที่นี้สมมติว่าหุ้น A ขึ้นไป 12 บาท หุ้น B ลงมาเหลือ 8 บาท ณ จุดนี้หุ้น A จะมีสัดส่วน 60% ในขณะที่ B จะลดเหลือ 40% แต่เมื่อดู upside แล้ว A จะมี upside ที่ 33% ขณะที่ B จะมี 100%ในเมื่อ B มี Upside ที่สูงกว่า A ตั้งเยอะ ทำไมเราจะไม่ถือ B เยอะกว่า A ล่ะครับ...

3. ที่นี้ผมก็จะขายหุ้น A มาซื้อหุ้น B เพื่อปรับสัดส่วนใหม่ สมมติว่าเป็น 30:70

4. เมื่อเวลาผ่านไป สมมติต่ออีกว่าหุ้น A ลดลงมาเหลือ 8 บาท หุ้น B วิ่งขึ้นไปเป็น 12 แทน สัดส่วนหุ้น B ใน port ผมจะยิ่งสูงขึ้นจาก 70 กลายมาเป็น 84% ...

5. แน่นอนครับ ในเมื่อ Upside หุ้น A กลับมาสูงถึง 100 แล้ว B ลดลงเหลือ 33% ผมก็ขายหุ้น B แล้วก็ไปซื้อหุ้น A อีกครั้ง เพื่อปรับสัดส่วนหุ้นใน port ใหม่เป็น 70:30

6. ตลาดหุ้นเล่นตลกกับเราอีกแล้วครับ... หุ้น A เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 หุ้น B ลดลงมาเหลือ 10 บาท....

7. ในเมื่อ Upside มันเท่ากับ ผมก็ขายหุ้น A ซื้อหุ้น B จนกลายเป็น 50:50 สุดท้ายผมถือหุ้นไปตั้งนาน ราคาหุ้นมันกลับมายืนที่เดิมอีกแล้วมันน่าเซ็งมั๊ยล่ะ ... แต่เอ๊ะ มาดูมูล port รวมของผมซิครับ ทั้งๆที่ ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวไม่ไปไหนเลย port ผมโตขึ้นมา 40% จาก 1 ล้านบาท กลายเป็น 1.4 ล้านบาท

เห็นมั๊ยครับ ไม่ต้องดูกราฟ ไม่ต้องดู Fund flow ... ใช้หลักการแบบ VI ง่ายๆ ซื้อหุ้นถูกขายหุ้นแพง แม้ว่าหุ้น A และ B มันจะต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ 16 บาทอยู่ตลอดเวลา แต่ความถูกความแพงมันเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ

เมื่อ A ถูกกว่า B ผมก็ขาย B ซื้อ A ...
เมื่อ B ถูกกว่า A ผมก็ขาย A ซื้อ B ...

เค้าบอกกันว่า VI ถือหุ้นระยะยาว ถือแล้วไม่ขายจนกว่าราคาหุ้นจะเกินพื้นฐาน ... ผมบอกว่าผมขายถ้ามีตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า

สุดท้ายหลักการข้อนี้เลยทำให้หลักการซื้อหุ้นพื้นฐานแบบ VI สามารถบอกจังหวะซื้อขายได้ด้วยตัวมันเอง และช่วยทำให้ port ผมโตได้ แม้ราคาหุ้นโดยรวมอาจจะไม่ได้ไปไหนเลย แบบตัวอย่างข้างต้น
ตัวอย่างนี้เป็นแบบง่ายๆมีหุ้น 2 ตัว... ปกติถ้าผมจะมีหุ้นประมาณ 4-5 ตัว ก็ใช้หลักการเดียวกันครับ Upside เยอะกว่าก็ควรจะมีสัดส่วนสูงกว่า


Wednesday, September 09, 2009

สัญญาณจากงบการเงิน

ทุกๆไตรมาส บลจ. จะประกาศงบการเงินออกมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมจะคอยติดตามว่าหุ้นที่ตัวเองถือ รวมถึงหุ้นที่กำลังสนใจอยู่ประกาศรึยัง เพื่อที่จะได้ Load มาอ่านแล้ววิเคราะห์เพื่อใช้ในการตัดสินใจต่อไป

ทีนี้ดูงบนี่ดูกันไปทำไมครับ...

ต้องย้อนกลับมาดูหลักการทั่วไปของการซื้อธุรกิจก่อนครับ
เวลาเราซื้อธุรกิจ เราก็มักจะต้องดูผลงานย้อนหลังไปหลายปี ว่ามีผลงานดีแค่ไหนผันผวนแค่ไหน เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ ... ใจความสำคัญมันอยู่ตรงนี้เองครับ การซื้อธุรกิจหรือการซื้อหุ้น เราซื้อที่อนาคตของธุรกิจ ผลงานที่ผ่านมาในอดีตเป็นเพียงตัวช่วยในการคาดอนาคตเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรจะสนใจในงบการเงินคือสิ่งที่จะบ่งบอกให้เห็นถึงอนาคตของบริษัท พอดีว่าผมเจอบางคนที่ดีใจว่าบริษัทประกาศกำไรออกมาดี แต่กลับไม่ได้ดูเลยว่าตัวเลขเหล่านั้นบางทีมันสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตที่ไม่สวยงามของบริษัทเท่าไหร่นัก

ยกตัวให้ดูนะครับว่า Case ข้างต้นมีหน้าตาเป็นไง
- บริษัท A ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า ปกติบริษัทนี้มียอดขายประมาณ 100 ล้านต่อไตรมาส กำไรสุทธิประมาณ 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้ บริษัทนี้มีหุ้นทั้งสิ้น 10 ล้านหุ้น (คิดเป็น eps ประมาณ 1 บาทต่อไตรมาส หรือ 4 บาทต่อปี) ราคาหุ้นซื้อขายกันอยู่ประมาณ 24 บาทหรือคิดเป็น p/e ประมาณ 6 เท่า (เพราะบริษัทไม่มีการเติบโตมานาน p/e ที่ซื้อขายจึงไม่สูงนัก)
- เวลาผ่านไป บริษัทนี้ประกาศงบการเงิน Q2 ออกมาว่าบริษัทสามารถทำรายได้สูงถึง 150 ล้านบาท และทำกำไรได้ 15 ล้านบาท นักลงทุนเห็นก็ดีใจเพราะว่าบริษัทสามารถทำกำไรเพิ่มจากปกติได้ถึงประมาณ 50% เลยรีบกระโจนเข้าไปซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาหุ้นยังอยู่นิ่งๆ ไม่ตอบรับข่าวดีที่ออกมา เลยซื้อเข้า Port ไปที่ราคา 24 บาท เพราะกะว่าถ้าบริษัทกำไรได้ 15 ล้านต่อไตรมาส eps ก็จะออกมาประมาณ 6 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น p/e เพียง 4 เท่าเท่านั้น
- เวลาผ่านไปอีกแล้ว บริษัทประกาศงบ Q3 ออกมาทำรายได้เพียง 50 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 1.67 ล้านบาท หุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็วเพราะเห็นว่าบริษัทขาดทุนนักลงทุนท่านเดิมตัดใจขายหุ้นทิ้งไปที่ราคา 10 บาท

case ข้างต้นนี้สอนอะไรเราได้บ้าง ...?
- ถ้าดูลงไปลึกๆจะเห็นว่าใน Q2 ที่บริษัททำรายได้ได้สูงนั้น เพราะว่าลูกค้ามีความจำเป็นต้องเร่งงานให้เร็วขึ้นกว่าปกติจึงได้ส่ง Order ของ Q3 มาให้บริษัทเร่งผลิตส่งให้ทันในไตรมาส 2 จำนวน 50 ล้านบาท .. รายได้จึงเพิ่มขึ้นจาก 100 มาเป็น 150
- เมื่องานของ Q3 ถูกดึงไปลงใน Q2 แล้ว 50 ล้าน พอถึงเวลา Q3 จริงๆ รายได้เลยหดลงมาเหลือเพียง 50 ล้าน
- ถ้าดูงบ Q2 ต่อก็จะเจอว่าบริษัทนั้นมี Net Profit Margin (NPM) คงที่ที่ประมาณ 10% ทั้งๆที่ปกติแล้วเมื่อบริษัทมี Vol สั่งซื้อที่มากขึ้น ถ้ากำไรต่อหน่วยใกล้เคียงเดิม NPM มักจะเพิ่ม เพราะว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารหลักๆนั้นมักจะมีส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่อยู่พอสมควร แต่ในกรณีนี้ NPM ของ Q2 นั้นคงที่ที่ 10% ตามหลักของนักลงทุนที่ดีควรจะเจาะดูให้ละเอียดว่า NPM ที่ควรจะเพิ่มขึ้นกลับคงที่ มันมีสัญญาณไม่ค่อยดีบอกเราอยู่บ้างแล้ว...

ลองมาดูงบรายไตรมาสของบริษัท A กันนะครับว่าหน้าตาเป็นยังไงจริงๆ และมันส่งสัญญาณให้นักลงทุนมองอนาคตยังไงบ้าง

- งบไตรมาสก่อนหน้าของบริษัททำมาได้อย่างสม่ำเสมอ มีหน้าตาแบบนี้
รายได้ 100 ล้าน
ต้นทุนสินค้า 80 ล้าน
กำไรขั้นต้น 20 ล้าน คิดเป็น GPM ที่ 20%
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 10 ล้าน (สมมติว่าค่าใช้จ่ายด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนผู้บริหารเป็นหลักซึ่งมักจะเป็น Fix cost ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่)
กำไรสุทธิ 10 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%

- งบไตรมาส 2
รายได้ 150
ต้นทุนสินค้า 125
กำไรขั้นต้น 25 คิดเป็น GPM ที่ 16.67
ค่าขายและบริหาร 10
กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%

- งบไตรมาส 3
รายได้ 50
ต้นทุนสินค้า 41.67
กำไรขั้นต้น 8.33 คิดเป็น GPM ที่ 16.67%
ค่าขายและบริหาร 10
ขาดทุน 1.67 ล้านบาท

นักลงทุนที่ไม่ละเอียดดูเพียงแค่อดีตซึ่งก็คืองบ Q2 ที่ประกาศออกมาว่ามีกำไรดีโตจากปกติ 50% จึบรีบเข้าไปซื้อ แต่หารู้ไม่ว่ากำไรที่เพิมขึ้นมานั้นเป็นผลมาจาก Order ของ Q3 ที่ถูกเร่งมาส่งมอบใน Q2

นอกจากนี้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทซึ่งดูได้จาก GPM นั้นลดลงจาก 20 เหลือ 16.67% ทั้งนี้สาเหตุอาจจะมาจากความรุนแรงในการแข่งขัน ทำให้บริษัทจำเป็นจะต้องลดราคาให้ลูกค้าเพื่อรักษายอดขายเอาไว้ เพราะฉะนั้นปกติถ้าเราเห็น GPM ที่ลดต่ำลงกว่าปกติเราควรจะเจาะลึกลงไปให้ดูมากขึ้นว่าที่ลดลงนั้นลดลงเพราะอะไร เป็นปัญหาชั่วคราวหรือว่าถาวร ในกรณีของบริษัท A นั้น การลดราคาเพราะต้องตัดราคาแข่งกับคู่แข่งนี้ดูจะเป็นปัญหาถาวร จนทำให้ผลงานที่ออกมาใน Q3 นั้นมี GPM พอๆกับ Q2

ถ้าไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายนับจากนี้ นักลงทุน VI ที่มีประสบการณ์ก็พอจะประมาณงบของไตรมาสต่อๆไปได้หลังจากประมาณงบ Q3 ว่าน่าจะออกมาประมาณนี้
รายได้ 100
ต้นทุนสินค้า 83.33
กำไรขั้นต้น 16.67
ค่าขายและบริหาร 10
กำไรสุทธิ 6.67 คิดเป็น 0.67 ต่อหุ้นต่อไตรมาส หรือ eps เท่ากับ 2.67 บาทต่อปี
- เมื่อเห็นว่า แม้บริษัทน่าจะสามารถทำกำไรได้ลดลงจากปกติ 4 บาทต่อหุ้นเหลือเพียง 2.67 บาทต่อหุ้น แต่ราคาหุ้นที่ดิ่งลงก็ตอบสนองกับข่าวร้ายซะจนเกินเหตุเหลือเพียง 10 บาท คิดเป็น p/e ประมาณ 3.7 เท่า VI ที่มีประสบการณ์ก็อาจจะใช้โอกาสนี้เข้ามาซื้อหุ้นที่ราคาต่ำเกินจริงๆและสามารถทำกำไรได้ไม่ยากนัก

ตัวอย่างที่แสดงข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติที่ผมคิดตัวเลขง่ายๆมาใช้ แต่ในสถานการณ์จริงๆ ผมก็เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดอยู่ในตลาดหุ้นอยู่เรื่อยๆ รายละเอียดอาจจะคล้ายๆแบบนี้ บางกรณีอาจจะมีความซับซ้อนกว่านี้ แต่นักลงทุนที่ดีก็จะเจาะรายละเอียดของงบการเงิน เพื่อดูถึงสัญญาณต่างๆที่งบการเงินพยายามจะบอกเราให้เห็นถึงโอกาสหรือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในตลาดหุ้น

หมายเหตุ
- บริษัท A นี้เป็นแสดงถึง Negative signal ที่งบบอกให้เราเห็นแม้ว่าบริษัทจะสามารถกำไรสุทธิได้มากขึ้น ซึ่ง case แบบนี้มักจะทำให้นักลงทุนเจ็บตัว
- ในขณะที่บางบริษัทอาจจะแสดง Positive Signal ในลักษณะที่ตรงข้ามกับบริษัท A คือบริษัทอาจจจะแสดงกำไรสุทธิที่ลดต่ำลง และถ้าเจาะลงไปให้ลึกแล้วจะเห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าราคาหุ้นในตลาดลดต่ำเพราะมากเพราะตลาดเห็นว่าบริษัททำกำไรได้ลดต่ำลง ทั้งๆที่งบการเงินกำลังส่งสัญญาณเป็นบวกให้กับเรา .. นี่แหละครับจะเป็นโอกาสการทำกำไรที่ดีของนักลงทุนที่ทำการบ้านและมีความเข้าใจงบการเงินที่ดีกว่า


Friday, September 04, 2009

คำถามเรื่องการศึกษากลุ่มอสังหา

มีคำถามมาจากหลังไมค์ครับ

ทราบมาว่าพี่โยฯ ถนัดด้านอสังหาฯ ไม่ทราบว่า ตอนเริ่มแรกๆ พี่โยฯ ตั้งเป้าเลยหรือเปล่าครับว่าจะเลือก อุตสาหกรรมเดียว เอาให้เก่งไปเลย ส่วนอุตฯ อื่นๆ พี่โยฯ ได้ติดตามศึกษา weight ลงมาใช่หรือไม่ครับ ( จริงๆพี่โยฯ น่าจะโอเคทุกอุตฯ แหละ พี่แต่ด้านอสังหาฯน่าจะแม่นสุด )

ฟังเส้นทางแล้วอาจจะตกใจ ประวัติผมกับหุ้นอสังหานี่แย่เอามากๆครับ เล่นทีไรเป็นเจ๊งทุกที ทั้งๆที่ผมเองก็จบมาทางสายโยธา ดูเหมือนน่าจะถนัดกลุ่มนี้เป็นพิเศษ พอเล่นทีไรก็ขาดทุนทุกทีบ่อยๆ เข้า ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองคงจะไม่ถนัดกับหุ้นกลุ่มนี้จริงๆ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งผมตั้งเป้าไว้ในใจเลยว่าจะไม่ยุ่งกับหุ้นกลุ่มนี้เลย เวลาอ่านข่าว อ่านหนังสือพิมพ์เจออะไรเกี่ยวกับอสังหาผมก็อ่านข้ามไปเลย ตอนนั้นก็คิดไว้ครับว่าอะไรที่เราไม่ถนัดก็ไม่ยุ่งดีกว่า


ก็ไม่ยุ่งกับมันมาตลอดจนมาปีนี้แหละครับ


จุดเริ่มต้นของอสังหาคือ หลังจากที่ผมขาดทุนกับหุ้นในปีที่แล้วหนัก บวกกับสภาพเศษรฐกิจในช่วงต้นปีดูไม่ดีเอาซะเลย ผมเลยปรับกลยุทธ์มาจากปกติเล่นหุ้น Growth มาเป็นเน้นหุ้นที่น่าจะปันผลได้สูง และกำไรไม่ลดลง ... ค้นหาหุ้นประเภทนี้ไปเรื่อยๆก็มาลงที่หุ้น LPN เพราะว่ามี Backlog จำนวนมาก และเป้าหมายรายได้ที่จะรับรู้ในปีนี้คงไม่ผิดคาดเท่าไหร่ กำไรก็น่าจะพอๆกับปีก่อน แล้วตอนนั้นราคาหุ้นมัน 2 บาท ปันผลน่าจะได้ประมาณ 0.4 บาท คิดเป็น Yield ถึง 20% แล้วหุ้น lpn ผมก็ได้ยินมาตลอดว่าเป็นหุ้นอสังหาชั้นยอดตัวหนึ่งเหมือนกัน ก็เลยซื้อเอาไว้


หลังจากถือหุ้น LPN แล้วก็เลยทำให้ไปศึกษาหุ้นอสังหาในกลุ่มตัวอื่นๆเพิ่มเติม ก็มาเจอ PS ที่ราคาก็ถูกไม่แพ้กัน ในขณะที่ทั้งรายได้และกำไรน่าจะโตพอสมควร ผมก็ชอบอีก.. ก็เลยได้ซื้อ ps เข้ามาอีก

ตอนผมถือหุ้นอสังหาอยู่ 2 ตัวความคิดผมก็เริ่มตกผลึกแล้วล่ะครับ ว่าทำไมหุ้นอสังหาถึงได้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้.. เพราะว่าสถานการณ์ของกลุ่มมันดูแย่ ในขณะที่ยอดขายของบริษัทอสังหาหลายรายยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ... เห็นปุ๊บผมก็เลยนึกถึงคำที่ ปีเตอร์ลิ้ช เลยบอกเอาไว้ว่า "ให้ลงทุนใน บริษัทยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่" ผมก็ปิ๊งเลยครับ กลุ่มอสังหา Key สำคัญอย่างนึงในการดำเนินธุรกิจคือเรื่องสภาพคล่อง เพราะต้องลงเงินทุนเยอะ บริษัทที่อยู่ได้คือบริษัทที่มีสภาพคล่องดี ซึ่งบริษัทอสังหาส่วนใหญ่ในตลาดก็มีสภาพคล่องดีกันหลายราย ... การซื้ออสังหาในภาวะแย่ๆ คนมักจะกลัวไม่ได้บ้าน ไม่ได้คอนโด เพราะฉะนั้นบริษัทที่ชื่อเสียงจะได้เปรียบมาก ...

จากภาวะอุตสาหกรรมแย่ๆ มันทำให้บริษํทที่มีสภาพคล่องดี ชื่อเสียงดี สามารถทำธุรกิจต่อได้ ในขณะที่บริษัทเล็กๆที่ขาดทั้ง 2 ข้อ หรือข้อในข้อ 1 ไปทำธุรกิจยากขึ้น... บริษัทที่ใหญ่อยู่แล้วก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก แกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งแกร่งขึ้นอีก .. เลยเป็นที่มาของการศึกษาหุ้นกล่มนี้อย่างลึกขึ้น สิ่งที่ผมคิดไว้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ Pre-sale ของบริษัทใหญ่ๆในตลาดนี่เรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีพอสมควรเลยครับ

สุดท้ายผมก็ดูมันเกือบทั้งกลุ่มแหละครับ เอา Ratio มาเทียบกับดูย้อนหลังไปหลายๆปี ก็เริ่มเห็นว่าใครเด่นกว่าใครด้านไหน ข้อมูลบางส่วนยังไม่รู้ก็อาศัยอ่านเอา อาศัยถามเอา ก็เลยได้ลงทุนอสังหาเพิ่มขึ้นๆ นอกจาก lpn ps ก็มี spali siri เพราะหุ้นมีราคาถูกเอามากๆ ทั้งๆที่ผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ratio ต่างๆที่แสดงถึงคุณภาพในการบริหารงานก็จัดได้ว่าไม่แพ้บริษัทอื่นๆในกลุ่ม แต่มี pe ต่ำกว่ากันร่วมๆครึ่ง
ต่อไปจะเป็นยังไงก็ต้องติดตามครับ หุ้นอสังหาบางตัวที่ผมซื้อมาผมก็ขายไปแล้ว บางตัวก็ถืออยู่เพราะยังเห็นว่าผลงานยังดีและมีราคาถูก

ผมย้อนกลับมามองอดีตที่ผมขาดทุนหุ้นอสังหา อาจจะเป็นเพราะว่าวันนั้นผมยังศึกษาหุ้นกลุ่มนี้น้อยไปหน่อย ไม่ค่อยได้เอาแต่ละบริษัทมาเทียบกับ และจังหวะการลงทุนมันผิดกันเยอะครับ ในอดีตที่ผมเล่นหุ้นมาตลอด ยังไม่เคยมีช่วงไหนที่หุ้นอสังหาน่าสนใจเท่าตอนนี้ ราคาถูกเท่าตอนนี้ ทั้งๆที่คุณภาพในการทำธุรกิจมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ถ้าจะเล่นกลุ่มนี้ก็ต้องศึกษาดีๆนะครับ ตัวถูกยังมีตัวแพงก็มี ตาดีได้ตาร้ายเสีย แฮ่ม

ปล. เอาเข้าจริงๆผมก็รู้เรื่องหุ้นกลุ่มนี้ไม่ได้ลึกมากๆนะครับ ทำเลไหนดี คอนโดไหนน่าจะขายดีขายไม่ได้ ผมไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ คนที่แม่นๆกว่าผมนั้นมีอีกเยอะแยะ ผมเน้นมองเป็นภาพใหญ่มากกว่า ว่าบริษัทไหนเก่งด้านไหน เด่นด้านไหน ทำผลงานเป็นอย่างไร และราคาถูกหรือแพง แค่นั้นเองครับ

Thursday, August 27, 2009

ลืมต้นทุน

พอดีว่ามีน้องคนนึงส่งข้อความมาถามผมเรื่องการลืมต้นทุน คิดว่ามีประโยชน์เลยเอามาแปะไว้ใน Blog ด้วยดีกว่า .. แฮะๆ อู้อยู่นานมาเขียนซะที
___ Qoute ____
เคยอ่านกระทู้พี่ yoyo เคยทักพี่คนนึง ว่า ทำการบ้านเลือกหุ้นมาดิบดี แล้ว เอาต้นทุนที่ซื้อมาโพสต์ทำไม และบอกว่า ต้นทุนที่ซื้อมาเป็นจุดอ่อนของการเป็น VI ที่ดี

ผมอยากรู้ที่มาที่ไปครับ จะได้เลิกติดนิสัยดูต้นทุนหุ้นสักที

กรณีที่ผมจะฝึกตัวเองไม่ให้ดูต้นทุนที่ซื้อมา แปลว่า สิ่งที่อนุญาตให้ตัวเองจดลงกระดาษ มีเพียง 1. ชื่อหุ้นที่ซื้อ 2. จำนวนเงินที่ลงทุนไป 3. .... ฯลฯ
___ End qoute_________

VI คืออะไรครับ... คือ การลงทุนที่เน้นมูลค่าเพราะฉะนั้นตัวแปรสำคัญในการลงทุนแนวนี้คือราคาตลาด และ ราคาเหมาะสมถ้าราคาตลาดต่ำกว่าราคาเหมาะสม ก็น่าซื้อหรือถือถ้าราคาตลาดเกินราคาเหมาะสม ก็น่าขาย
สังเกตุดูดีๆครับ ว่ามันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับต้นทุนของเราเลยจริงๆ.. จากนี้สรุปได้ว่าต้นทุนไม่ได้ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเลย


แต่ถึงกับเป็นจุดอ่อนเลยเหรอ... อืม เพราะคนส่วนใหญ่ชอบเอาต้นทุนมาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจไงครับ

สมมติว่าเราซื้อหุ้นตัวนึงมา 7 บาท โดยคิดว่าราคาเหมาะสมคือ 10 บาทซื้อมาปุ๊บหุ้นลงไป 6 บาท แล้วมีข่าวใหม่ๆออกมาทำให้พื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนไป เราคำนวณมูลค่าเหมาะสมใหม่ได้ 5 บาท....

กรณีนี้คนส่วนใหญ่ทำไงครับ.... เมื่อหุ้นอยู่ 6 บาท ?
- คนส่วนใหญ่รอครับ รอให้หุ้นถึง 7 บาท (ถึงทุนก่อน) ค่อยขายในขณะที่ VI ที่ดีนั้นจะขายหุ้นทันที เพราะราคามันเกินราคาเหมาะสมอยู่ โดยไม่สนต้นทุน

แล้วทำไมคนที่ดูต้นทุนถึงไม่ยอมขายเหรอครับ.. เพราะคนทั่วไปมักจะไม่ชอบยอมรับว่าตัวเองผิด การที่เราซื้อหุ้นมา 7 บาทแล้วขาย 6 บาท นั้นจะรู้สึกผิดหวังทั้งผิดหวังเพราะขาดทุน และผิดหวังเพราะเป็นการยอมรับว่าตัวเองผิด เพราะงั้นคนกลุ่มนี้จึงมักจะยึดคติ "ไม่ขายไม่ขาดทุน" เรียกว่าไม่อยากยอมรับผิดกันเลย เพราะกลัวจะผิดหวัง

ในขณะที่ VI ที่ดีไม่สนใจหรอกครับว่าตัวเองจะขาดทุนรึเปล่า ในเมื่อราคาเกินมูลค่าก็ขาย.. นอกจากนี้ VI ยังเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่มีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นตัวอื่น

จุดจบของวงจรนี้ก็คือ คนที่ดูแต่ต้นทุนก็ยังคงถือหุ้นที่รอวันจะมีมูลค่าต่ำลง และขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ VI ที่ขาดหุ้นที่ตัวเองรับว่าคิดผิด ไปซื้อหุ้นตัวใหม่แล้วสุดท้ายก็จะสามารถทำกำไรกลับขึ้นมาได้ในระยะยาว

เวลาผมซื้อขายหุ้นผมจะบันทึกลงไปใน excel ว่าซื้อขายหุ้นอะไร เท่าไหร่ เมื่อใด จุดประสงค์เพื่อ Cross check กับโบรกเกอร์ว่ามีผิดพลาดรึเปล่า และเพื่อเอาไว้บริหารเงินสด ให้เพียงพอไม่พลาดไปซื้อหุ้นทั้งที่ตัวเองไม่มีเงินจ่าย พอดีว่าเวลาผมซื้อหุ้นนั้นผมมักจะซื้อหลายครั้ง ด้วยสาเหตุที่เมื่อผมมีข้อมูลมากขึ้นผมก็ซื้อหุ้นเพิ่ม หรือเวลาขายก็เหมือนกัน.. ผมก็มักจะขายหลายๆ lot เพื่อที่จะแบ่งหุ้นที่ upside น้อยไปซื้อหุ้นที่ upside เยอะ จนทำให้ผมไม่รู้ว่าต้นทุนตัวเองเป็นเท่าไหร่กันแน่.. คือถ้าอยากรู้ก็ต้องมานั่งคำนวณกันจริงๆจังๆละครับ

สรุปว่าในหน้า excel หน้าหลักผมจะบันทึกเฉพาะจำนวนหุ้น ราคาเป้าหมาย Upside สัดส่วนของหุ้นใน port คือจะบันทึกหน้าหลักไว้เฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจเท่านั้นครับ

Tuesday, February 24, 2009

คุณสมบัติสำคัญ

ผมเคยมานั่งคิดว่าทำไมคนบางคนนั้นเข้ามาลงทุนและสามารถเป็นนักลงทุน vi ที่ดีได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางคนนั้นต้องใช้ความพยายามมากในการลงทุนให้ดีได้ และหลายๆคนก็หมดความพยายามก่อนที่จะเห็นผล ...

เมื่อมานั่งสังเกตุและวิเคราะห์คน 2 กลุ่มข้างต้นนั้นจะเห็นว่าคนที่เป็น vi ที่ดีได้นั้นมักจะมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัวคือมักจะเป็นคนที่ใจเย็น ความอดทนสูง สามารถอดทนรอดูผลลัพธ์ในการลงทุนลงแรงได้นานกว่า และที่สำคัญคือ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนั้นก็จะขาดคุณสมบัติเหล่านี้ไปบางข้อ หรืออาจจะหลายๆข้อ


การวิเคราะห์โดยใช้ตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล และไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่ามีความสำคัญมากในการเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดี .... ผมเคยอ่านเจอว่า 2 เรื่องที่คนมักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล คือ ความรัก และเงิน.. อาจจะไม่เป็นจริงเสมอในทุกกรณีหรือในทุกคน แต่ผมก็เชื่อว่าประโยคดังกล่าวมีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย

จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ผมเห็นว่าคนบางคน เรียกได้ว่าเกิดมาเป็นนักลงทุนที่ดีได้เลย เพราะมีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน เพียงแค่เรียนรู้ให้ถูกจุด อ่านหนังสือเพิ่มเติมอีกหน่อยก็สามารถจะเป็นนักลงทุนที่ดีได้ไม่ยากนัก ... แต่คนที่คิดว่าตัวเองขาดสิ่งเหล่านี้ไปก็ไม่ต้องเสียใจนะครับ เราอาจจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าแต่ก็ไม่ได้ความว่าจะไม่สามารถฝึกตัวเองให้เป็น vi ที่ได้ ...

1. ความอดทนใจเย็น
2. การไม่ใช้อารมณ์ (ไม่มีอคติ หรือลำเอียง)

3. การคิดเป็นเหตุเป็นผล

คุณสมบัติ 3 อย่างนี้ผมว่าคนเราสามารถฝึกกันได้ครับ อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะลอง เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ผมว่าไม่ใช่ว่าจะมีผลดีกับเฉพาะการลงทุนของเราเท่านั้น แต่มีผลดีต่อการใช้ชีวิตในด้านอื่นๆอีกมากมาย ในอดีตเองผมก็คิดว่าผมมีคุณสมบัติพวกนี้ไม่ครบเหมือนกัน แต่ประสบการณ์การฝึกฝน (โดยไม่รู้ตัวทำให้คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองได้) ลองดูนะครับว่าเราจะสามารถพัฒนาตัวเองได้ยังไงบ้าง (วิธีการที่เขียนนั้นเป็นความเห็นและความเชื่อของผมเองล้วนๆ ไม่ได้มีหลักวิชาการใดๆรองรับทั้งสิ้น จะเชื่อหรือไม่ จะตัดสินใจยังไงอยู่ที่ตัวของท่านเองนะครับ)

ข้อ 1 และข้อ 2 นั้น ผมว่าผมพัฒนามาจากการอ่านหนังสือด้านจิตวิทยาหลายๆเล่ม ... ที่ผ่านมานอกจากหนังสือด้านการลงทุนแล้ว หนังสือแนวจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองนั้นเป็นหนังสือแนวที่ผมชอบอ่านอยู่เรื่อยๆ ... การที่เราจะเป็นคนใจเย็น และไม่ใช่อารมณ์ได้ ลำดับแรกเราต้องรู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น เข้าใจว่าการกระทำต่างๆของเรานั้นเกิดขึ้นโดยมีเบื้องลึกมาจากอะไร หลักการตรงนี้จริงๆแล้วจะคล้ายกับเรื่อง "สติ" ในแนวคิดของพุทธศาสนา สังเกตุนะครับ คนที่ไม่ค่อยมีเหตุผล ชอบใช้อารมณ์ และไม่ใจเย็นนั้น มักจะไม่รู้ตัวหรอกครับว่าตัวเองกำลังเป็นอย่างไร ... เมื่อเราไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใช้อารมณ์ เราก็จะหยุดมันไม่ได้ ... ในการลงทุนก็มีผลมากเหมือนกัน... เรามักจะหลอกตัวเองว่ากำลังใช้เหตุผลในการตัดสินใจทั้งๆที่เรากำลังใช้อารมณ์อยู่...

เมื่อเรารู้ตัวว่าเรากำลังโกรธ กำลังหัวเสีย ใช้อารมณ์ นั้นเราก็มีโอกาสที่จะหยุดหรือลดการกระทำของเราได้ง่ายขึ้น ... มีหนังสือด้านจิตวิทยาและพัฒนาตัวเองมากกว่าในร้านหนังสือให้เลือกอ่านกันครับ เล่มที่ผมชอบก็ของนักเขียนชื่อ เดล คาร์เนกี้ มีดังๆอยู่หลายเล่มอาจจะหาซื้อยากซักหน่อยเพราะหนังสือมันเก่ามากแล้ว

ข้อ 3 เรื่องการคิดเป็นเหตุเป็นผล นั้นก็เป็นการกระทำที่อยู่คนละฝั่งของการใช้อารมณ์ แต่ในที่นี้ผมอยากจะขยายเพิ่มเติมอีกหน่อยเพราะว่าการคิดเป็นเหตุเป็นผลอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องเป็นเหตุผลที่ถูกต้องด้วย ... ว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล บางคนเอาเหตุกับผลมาสลับกันมั่ว หรือของบางอย่างไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยก็เอามาเชื่อมโยงกันได้ .... วิธีการลับความคิดด้านเหตุผลของเราให้คมนั้นก็มุขเดิมครับ คือการอ่าน อ่านหนังสือด้านธุรกิจ อ่านหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงหนังสือที่ฝึกด้านตรรกะโดยตรงก็มีขาย (ผมเพิ่งเห็นหนังสือแนวนี้มาขายไม่ได้นานนี้เอง ปกสีขาวๆ แต่ไม่ได้ซื้อมาอ่านหรอกนะครับ ตอนนี้หนังสือท่วมเต็มบ้านยังอ่านไม่หมดเลย) เรื่องของการใช้ตรรกะแบบผิดๆนั้นมีอยู่เยอะครับ แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ (จริงๆแล้วเป็นแหล่งที่ผมเจอการใช้ตรรกะแบบผิดๆบ่อยมากๆ) เพราะฉะนั้นแล้วการฝึกตัวเองให้มีทักษะด้านเหตุผลนั้น หาหนังสือที่ผมบอกมาฝึกอ่านๆไปเรื่อยๆนะครับ มันจะค่อยๆซึมไปเอง แล้วก็ต้องระวังการอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยครับ อ่านแล้วอย่าไปเชื่อทั้งหมด เพราะจุดผิดๆนี่เพียบเลยครับพี่น้อง... ผมจะเอาตัวอย่างการใช้ตรรกะ ผิดๆมาให้อ่านกันอีกทีนะครับ...

ปล. เอ๊ะอะๆจะฝึกฝนอะไรก็ให้อ่านๆตลอด ไม่รู้เบื่อกันรึเปล่า.... แต่ผมก็ไม่รู้จะแนะนำยังไงนะครับ เพราะผมว่าผมก็พัฒนาตัวเองมาจากการอ่านเยอะเหมือนกัน จะแนะนำในทางที่ตัวเองไม่ถนัดมันก็แปลกๆ

Friday, February 20, 2009

หายหน้าไปนาน

ผมนั่งดูที่ตัวเองเคย update blog ไว้ครั้งล่าสุดนี่ก็นานมากๆแล้ว เมื่อเดือน Oct ปี 2008 นู้นแน่ะ ที่ไม่ได้ up ก็มีสาเหตุหลายๆอย่าง เช่น ขี้เกียจบ้าง หมดมุขบ้างไม่รู้จะ post อะไรเพิ่ม เซ็งๆนิดหน่อยจากราคาหุ้นที่ลดลงเยอะบ้าง เลยทำให้ yoyoway กลายเป็น Blog ล้างไปนาน วันนี้นึกครึ้มใจมีอารมณ์มา Up ใหม่ ความขี้เกียจเริ่มลดลง มี idea ใหม่ๆมา post เพิ่มขึ้น หายเซ็งจากราคาหุ้นแล้ว (ออกแนวชินๆซะมากกว่า :)

ที่หายหน้าไปก็ไม่ใช่ว่าออกจากตลาดหุ้นหนีไปไหนหรอกนะครับ ก็ยังคงลงทุนอยู่เต็มตัวในตลาดเหมือนเดิม แล้วก็ระหว่างที่หายหน้าไปก็อ่านๆๆ อ่านหนังสือ อ่านบทความ อ่านอะไรอีกมากมาย เพื่อเพิ่มมุมมองใหม่ๆในการลงทุนในมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มเดิมๆ แต่เอามาอ่านในภาวะที่แตกต่างกัน ในช่วงตลาดดีกับตลาดแย่ เวลาเราอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเล่มเดียวกัน มุมมองในการอ่านมันก็ต่างกันเยอะนะครับ

เช่นหนังสือพวกเกี่ยวกับการลงทุนของ Buffett ... สิ่งที่เรียนรู้จากการอ่านก็ต่างกันไป
- ในช่วงที่เศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นดี: ผมเลือกจับธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่เป็นบริษัทเล็กที่โตกระจาย ปีละหลายสิบ% ราคาหุ้นก็ยังคงเน้นถูกๆ ช่วงนั้นหุ้นตัวไหน Growth ไม่ถึง 30% นี่แทบไม่อยากจะดูเลยครับ ..
- ช่วงเศรษฐกิจแย่ ตลาดหุ้นแย่: เอาเล่มเดิมมาอ่านใหม่ ใจความสำคัญที่จับได้คือ เลือกธุรกิจที่แข็งแกร่ง กำไรสามารถเติบโตได้ในระยะยาว พวกโตเร็วระยะสั้นแต่ไม่มั่นคงนี่หลุดไปหมด ให้ความสำคัญกับ Margin of Safety เป็นพิเศษ เลือกหุ้นที่มี Cash flow ดี สภาพคล่องทางการเงินสูงๆ บริษัทจะเอาตัวรอดได้และยังจ่ายปันผลได้งามด้วย

หลังจากเอาหนังสือเก่าๆมาอ่าน + ซื้อหนังสือใหม่ๆมาอ่านเพิ่มเติม Style การลงทุนของผมก็เปลี่ยนไป ไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยังคงเน้นความเป็น Value Investing อยู่ ยังเน้นคุณค่าอยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นการพัฒนาขึ้น หรือว่ากำลังก้าวถอยหลังผมก็ไม่อาจรู้ได้ ... คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

หุ้นอสังหา

จากกระใน thaivi.com มีคนถามเรื่องหุ้นอสังหาเอาไว้ พอดีผมตอบซะยาวเลยเอามาลงไว้ในนี้ด้วยดีกว่า

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=467433#467433


Amadeus wrote:
กำลังจะเริ่มศึกษากลุ่มนี้ เห็นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้มากแถมเป็นหนี้ระยะยาวไม่น้อยทีเดียว (เอาเฉพาะพวกที่ขายบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้า คอนโด นะครับ) แล้วของเก่าก็ยังขายไม่หมด ก็ต้องขึ้นโครงการใหม่ตลอด คอนโดทำเลทองมักจะขายหมด แต่พวกบ้านเดี่ยวมักจะเหลือเป็นสต็อกไว้ หลายบริษัทโตขึ้นเพราะว่าสินค้าคงคลังมากขึ้นและหนี้ก็เพิ่มด้วย แต่กำไรก็โตบ้างตกบ้าง รายรับที่รับรู้เข้ามาในงบเข้ามาตั้งแต่ตอนโอน หรือตอนจองครับ แล้วถ้าเป็นกรณีเช่าซื้อเค้าบันทึกรายได้เหมือนกับโอนแล้วเลยหรือป่าวครับ ขอคำแนะนำเวลาจะศึกษาหุ้นกลุ่มนี้หน่อยครับ


Yoyo ตอบ

... หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดูจะไม่ค่อยดี การมีหนี้เยอะๆนี่เสี่ยงมากครับ อย่างที่พี่ Amadeus บอกว่าอสังหาหลายๆตัวมีหนี้เยอะ ทำให้ทั้งกลุ่มดูอันตรายและควรห่างๆไว้ แต่ในวิกฤตผมก็มองว่ามักจะมีโอกาสอยู่เสมอ ..

ในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังแย่ ก็จะมีบริษัทที่ล้มหายตายจากไป แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีบริษัทบางแห่งที่ยังเอาตัวรอดอยู่ได้ บ้างเจ็บหนัก บ้างเจ็บนิดหน่อย

เมื่ออุตสาหกรรมกลับมาอยู่ในภาวะปกติ คู่แข่งในตลาดจะแบ่งได้ตามลักษณะดังนี้
1. เจ็บหนักถอนตัวออกไป ... พวกนี้ก็ไม่ใช่คู่แข่งอีกต่อไป
2. เจ็บหนัก แต่ยังสู้ไหวอยู่ ... ก็จะทำโครงการออกมาแข่งกัน แต่เนื่องจากเจ็บหนัก ทำให้กลุ่มนี้ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรถึงจะกลับมาได้ เพราะในช่วงอสังหาแย่ๆ สภาพคล่องจะของกลุ่มนี้จะเหือดหายไปพอสมควร จะกลับมาทำโครงการใหม่ก็คงทำได้แต่โครงการเล็กๆพอเลี้ยงตัวไปก่อน
3. เจ็บนิดหน่อย ... กลุ่มนี้แหละครับที่ผมว่าหลังจากผ่านวิกฤตกันไปได้ จะกลับมายิ่งใหญ่กันอีกครั้ง อาจจะใหญ่กว่าก่อนวิกฤตด้วยซ้ำ เพราะคู่แข่งหายไปหมดทำให้คนแย่งเค้กลดลง ในขณะที่เค้กเองก็อาจจะใหญ่ขึ้นด้วย เพราะในช่วงวิกฤตมีการชะลอ demand ไว้ เมื่อกลับมาภาวะปกติ demand ที่อั้นไว้ก็จะค่อยๆออกมา
4. คู่แข่งใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในอุตหสากรรมนี้ .. กลุ่มนี้อาจจะมีสภาพคล่องที่ดี เพราะยังไม่เคยเจ็บตัวมาก่อน มีเงินทำโครงการใหญ่ๆได้ แต่สิ่งที่กลุ่มนี้ขาดไปคือความน่าเชื่อถือในการทำโครงการ พวกเราในฐานะก็เป็นหนึ่งในผู้บริโภคอสังหาก็น่าจะพอมองออกนะครับว่า ความน่าเชื่อถือของผู้ทำโครงการนั้นเป็น Key success factor ที่สำคัญลำดับต้นๆในธุรกิจอสังหา เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็จะใช้เวลาอีกพอสมควรถึงจะมีโอกาสมาเทียบกับพวกที่อยู่ในอุตสาหกรรมมาก่อนได้

สรุปว่า กลุ่มอสังหาโดยรวมผมว่าก็ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ... แต่ถ้าเราสามารถหาหุ้นที่เป็นกลุ่มที่ 3 คือพวกที่จะเจ็บนิดหน่อยเมื่อเกิดวิกฤต และพร้อมที่จะกลับมายิ่งใหญ่เมื่อวิกฤตผ่านไป กลุ่มนี้ผมว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากครับ ยิ่งถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคา discount เยอะๆ

ผมซื้อหุ้นอสังหาไม่ได้หวังว่าจะกำไรในปีนี้ปีหน้าครับเพราะอุตสาหกรรมคงแย่ลงจริงๆ อย่างที่หลายๆคนก็คงรู้กัน แต่ผมหวังกำไรหลายๆเด้งในอีกหลายๆปีข้างหน้า.. ในขณะที่ระหว่างรอก็กินปันผลรอไปเรื่อยๆก่อน

คุณสมบัติที่สนใจในกลุ่มนี้คือ
- หนี้น้อยๆ
- มี Backlog ช่วยค้ำไว้ระดับนึง
- มีความแข็งแกร่งในตลาดนั้นๆ
- มีปันผลสูงๆ yield ดีๆ เอาไว้รอวิกฤตผ่านไป

Monday, October 20, 2008

บทเรียนจากกระทู้เก่า กับ การใช้ Margin

พอดีเพิ่งตอบกระทู้อันหนึ่งในเวป thaivi ไป แล้วเนื้อหาก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจจะเขียนใน Blog นี้อยู่แล้วครับ เลยอยากให้ลองไปอ่านกระทู้ตัวเต็มเลยดีกว่า จะเห็นว่า ณ สภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป สถานการณ์ หรือเหตุการณ์ต่างๆเกิดอะไรขึ้นบ้าง

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=32466&postdays=0&postorder=asc&start=0

อย่าให้ความผิดพลาดนั้นทำให้เราท้อแท้นะครับ
กลับกัน ถ้าเรารู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ มันจะยิ่งทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
เปรียบกับการเล่นกล้าม เมื่อเราใช้งานกล้ามเนื้อจะเกิดอาการเจ็บ ถ้าเราได้สารอาหารที่เพียงพอ ร่างกายก็จะสร้างซึมซับสารอาหารนั้นมาสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นทำให้เรานั้นแข็งแกร่งมากขึ้น

ความผิดพลาดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆก็เช่นกัน ถ้าเราได้เรียนรู้จากมัน จิตใจก็จะซึมซับบทเรียนต่างๆ แล้วทำให้เราเป็นคนที่พัฒนาขึ้นได้เสมอ

ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่า กล้ามผมเริ่มจะใหญ่ขึ้นแล้วครับ :)

Thursday, September 11, 2008

Beating the Street

Beating the Street เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เขียนโดย Peter Lynch นักลงทุน VI ฝีมือระดับตำนานของโลกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยแนะนำหนังสือ One up on Wallstreet ไปแล้วทีนึง ซึ่งเป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านสนุก และมีเนื้อหาค่อนข้างครบถ้วน

ส่วน Beating นี้ ผมอ่านครั้งแรกเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ยอมรับตรงๆว่าตอนนั้นผมอ่านไม่รู้เรื่องเลย หนังสืออะไรอ่านยากชะมัด ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับหนังสือเล่มนี้เท่าไหร่ ผิดกับ One up ที่ผมมักจะหยับกลับมาอ่านซ้ำและแนะนำให้คนที่สนใจเล่นหุ้นอ่านกัน เมื่อไม่นานมานี้เอง พอดีว่าว่าง ก็เลยไปขุดๆหนังสือลงทุนกลับมาอ่านซ้ำใหม่ รวมถึง Beating ด้วย พอกลับมาอ่านอีกครั้งถึงเพิ่งมารู้ว่าจริงๆแล้วหนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

One up นี่เน้นหนักไปในแง่แนวคิดเบื้องต้นในการเลือกซื้อหุ้น พูดถึงการติดตามค้นหาหุ้นจากสิ่งรอบตัว พูดถึงประเภทของหุ้น รวมถึงความถูกความแพงของหุ้น สรุปว่าจะเน้นในเรื่องของ Stock Selection ในขณะที่ Beating นี่จะพูดทั้งในแง่ลึกของหุ้น เพราะเป็นการเอาหุ้น 20 กว่าตัวที่ Peter Lynch แนะนำว่าเป็นหุ้นดีลงในนิตยสาร Barron มาวิเคราะห์ให้เห็นเป็นฉากๆ พูดถึงสถานการณ์ของหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาและการตอบสนองต่อสิ่งที่เปลี่ยนไปว่าควรจะซื้อเพิ่ม ถือ หรือว่าขายทิ้ง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำงานในยุคต่างๆของ Lynch ซึ่งจะช่วยสอนในเรื่องของการจัดการบริหารพอร์ทด้วย

โดยสรุปแล้วสำหรับคนที่เคยอ่าน One up รวมถึงหนังสือการลงทุนเล่มอื่นๆมาแล้ว บวกกับพอมีประสบการณ์ในการลงทุนแนว VI มาบ้าง ผมว่าควรจะไปหา Beating the Street มาอ่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นหนังสือที่อ่านยากหน่อย แต่เนื้อหาแน่นมากๆครับ (โดยเฉพาะบทที่ 2 ผมว่าเข้ากับสภาการณ์ภาวะตลาดแย่ๆแบบปัจจุบันได้พอควรเลย ซึ่งเราจะได้เห็นว่าการลงทุนในระยะยาวนั้นมันมีทั้งปีที่ตลาดดีและตลาดแย่ การเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ไว้ จะทำให้นักลงทุนสามารถรับมือกับภาวะตลาดในทุกรูปแบบได้เป็นอย่างดีครับ)

Tuesday, September 02, 2008

ศัตรูหลักของการลงทุน

เวลาที่ตลาดหุ้นผันผวนมีความไม่แน่นอนสูง ผมมักจะชอบนั่งวิเคราะห์ทบทวนการลงทุนของตัวเองในอดีตที่ผ่านมา ... ในช่วงปีนี้สภาวะตลาดผันผวนค่อนข้างบ่อยและยาว ทำให้ผมเองก็มีเวลานั่งทบทวนมากขึ้นเช่นกัน ผมลงทุนมาเป็นระยะเวลาประมาณเกือบ 6 ปี ทั้งผมและเพื่อนที่ลงทุนอยู่ด้วยกันก็มองคล้ายๆกันว่าปีนี้จัดว่าเป็นปีที่ลงทุนยากที่สุด หลังจากใช้เวลานั่งคิดทบทวนอยู่นานผมก็ได้ข้อสรุปของตัวเองว่าสาเหตุที่ทำให้การลงทุนปีนี้ยากเป็นพิเศษ หรือสามารถเรียกได้ว่าเป็นศัตรูตัวใหญ่ของการลงทุนคือ "ความผันผวน"

ความผันผวน เช่น ราคาน้ำมันที่ขึ้นลงรวดเร็ว ค่าเงินบาทอ่อน/แข็ง การเมืองที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นและก็ลดลงอย่างเร็ว ราคาเหล็ก ราคาสารเคมี ฯลฯ

ในการวิเคราะห์เลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้น นอกจากความแข็งแกร่งของตัวบริษัท และความสามารถของผู้บริหารแล้ว เราจำเป็นที่ต้องดูถึงปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบถึงการดำเนินงานของบริษัท
- ในภาวะที่น้ำมันกำลังขึ้น บริษัทในกลุ่มพลังงานก็มักจะมีผลกำไรที่ดีขึ้น เราก็สามารถเลือกลงทุนหุ้นพลังงานที่ยังมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานได้
- ในช่วงที่น้ำมันลง หุ้นที่ได้ประโยชน์ก็คือหุ้นที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุน ซึ่งค่อนข้างจะกว้าง ไม่ว่าจะเป็นพวกวัสดุก่อสร้าง อสังหา ขนส่ง หรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากเป็นพิเศษก็คือกลุ่มที่ต้นทุนหลักนั้นผูกกับราคาน้ำมันค่อนข้างมาก เช่น พวกที่ใช้วัตถุดิบเป็นพลาสติก หรือหุ้นกลุ่มเหล็กที่ใช้พลังงานมากในการผลิต
- เมื่อเงินบาทแข็ง ผมก็เลือกจะเล่นหุ้นน้ำเข้า เมื่อบาทอ่อนเราก็ควรจะมองหุ้นที่ส่งออก
- การเมืองไม่แน่ ผมก็จะหลีกเลี่ยงหุ้นที่เกี่ยวกับการลงทุนของภาครัฐ ในขณะที่การเมืองมั่นคงนั้น การลงทุนของภาครัฐก็จะดีมีงานออกมาเป็นปกติ หุ้นกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะมีผลกำไรที่ดี

จากย่อหน้าข้างบนจะสังเกตุเห็นว่าไม่ว่าภาวะจะเป็นอย่าง ถ้าเราวิเคราะห์ด้วยความรอบคอบแล้วเราจะเห็นว่าในวิกฤตจะมีโอกาสอยู่เสมอ ถ้าเราเลือกหุ้นได้ดี เราก็สามารถทำกำไรได้ในทุกโอกาส แต่เมื่อมีความผันผวนเขามาเกี่ยวข้องแบบในปีนี้ การลงทุนมันก็ยากขึ้นอีกเยอะ
- ช่วงครึ่งแรกของปี น้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนส่วนใหญ่มองว่าน้ำมันคงจะเพิ่มขึ้นไปได้อีกเรื่อยๆ นักลงทุนที่เชื่อว่าน้ำมันจะเพิ่มก็พากันเข้าไปซื้อหุ้นพลังงานกัน... แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่ๆน้ำมันที่ทำท่าเหมือนจะขึ้น ก็กลับปักหัวลงจากเกือบๆ 150 มาเหลือเพียง 110 กว่าเหรียญ คนที่ซื้อหุ้นพลังงานก็เจ็บตัว ซึ่งปัจจุบันก็มีความเห็นมากมายเชื่อว่าน้ำมันนั้นอาจจะลงลดไปต่ำกว่า 100 เหรียญ ถ้าคนที่เชื่อตามนี้ก็อาจจะเลือกหุ้นที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลัก .... อนาคตราคาน้ำมันจะเป็นยังไง ผมว่ายากเกินคาดเดา ถ้าอยู่ๆราคาน้ำมันกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง คนที่เพิ่งซื้อหุ้นที่เชื่อว่าน้ำมันลงก็คงจะเจ็บตัว
- เรื่องของค่าเงินก็มีลักษณะคล้ายๆกัน คือในช่วงครึ่งปีแรกค่าเงินบาทแข็งขึ้นเรื่อยๆ หุ้นส่งออกส่วนใหญ่ก็ดูจะลำบาก แต่เมื่อผ่านมาถึงครึ่งปีหลังเงินบาทก็กลับมาอ่อนค่าลงหุ้นส่งออกที่ดูเหมือนจะลำบากในช่วงครึ่งปีแรกก็กลับมาดูน่าสนใจขึ้นอีกครั้ง ....

ปัญหาของความผันผวนคือเราคาดการณ์อนาคตได้ยาก หุ้นที่เคยคิดว่าดีเมื่อวาน ผ่านไปไม่นานก็กลายเป็นแย่ หรือหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะแย่ในเมื่อวาน ก็กลับมาดูน่าสนใจในวันนี้ ทำให้เราไม่สามารถวิเคราะห์ล่วงหน้าได้ไกลว่าหุ้นตัวไหนจะมีผลประกอบการณ์เป็นยังไง ปีนี้จึงจัดว่าเป็นปีที่ยากในการลงทุน และ ความผันผวนที่แหละคือศัตรูหลักของการลงทุนจริงๆ

เพราะฉะนั้นแล้วในภาวะแบบนี้ผมจึงมักจะเลือกหุ้นที่มีความแน่นอนสูง สามารถคาดการณ์ผลกำไรได้ไม่ยาก รวมถึงหุ้นที่มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง สามารถที่จะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้ลูกค้าได้ คือเมื่อต้นทุนเพิ่ม ก็ขึ้นราคาสินค้าได้โดยไม่ส่งผลต่อปริมาณการขาย ... แม้ว่าหุ้นประเภทนี้จะมีอยู่ไม่เยอะแต่ก็คุ้มค่าในการค้นหาและลงทุนเสมอ

Saturday, August 09, 2008

หุ้น Market Share น้อยๆ

หุ้นพวกนี้ก็จะมีคุณสมบัติโดยรวมตรงข้ามกับหุ้น Share สูงๆ คือความมั่นคงนั้นไม่มาก โอกาสเจ๊งและหายไปจากอุตสาหกรรมมีสูงกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าหุ้นที่ Share สูง

หุ้นที่มี Share อยู่ในตลาดต่ำๆ นั้นมีให้เลือกเยอะมาก แต่หุ้นพวกนี้จะน่าสนใจได้นั้นจะต้องมีจุดเด่นบางประการที่จะทำให้กลายเป็นหุ้นที่คุ้มค่าน่าลงทุนได้ คือจะต้องทำให้เรามั่นใจได้ว่าหุ้นพวกนี้จะสามารถแย่ง Share มาจากคู่แข่งรายอื่นๆได้ โดยอาจจะเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ (มีอย่างใดอย่างหนึ่งโดดเด่นมากๆ หรือมีหลายๆข้อรวมกันเลยยิ่งดี)
- มีสินค้าที่ดีกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
- มีการตลาดที่โดดเด่น
- มีต้นทุนที่ต่ำกว่า
- มีการบริการที่ดีกว่า

สมมติบริษัท A เป็นบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งบริษัทมีการจัดการที่ดีทำให้บริษัท A นั้นมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งจึงส่งผลให้ราคาขายของ A นั้นต่ำกว่าคู่แข่งอยู่ประมาณ 10% ในขณะที่คุณภาพและบริการของบ. A นั้นอยู่ในระดับเดียวกับคู่แข่ง และมี Share อยู่ประมาณ 5% ของตลาดเท่านั้น

เพราะฉะนั้นถ้าลูกค้ามีความมั่นใจในบริการ คุณภาพของสินค้า และความมั่นคงในการส่งมอบสินค้า ก็มีโอกาสสูงที่ลูกค้านั้นจะต้องการให้บริษัท A ผลิตสินค้าให้มากขึ้น (เพราะราคาถูกกว่า) จนทำให้กำลังการผลิตของบริษัท A นั้นมักจะเต็มที่อยู่เป็นประจำ

- เมื่ออุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่เติบโต A ก็จะได้ Order เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตของ A ถ้า A ขยายกำลังการผลิตเรื่อยๆ) ทำให้บริษัทนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น
- แม้เวลาที่อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงหดตัว บริษัท A ก็มักจะสามารถคงระดับรายได้เดิมไว้ได้ หรืออาจจะขยายตัวได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังแย่ ลูกค้าก็ต้องการที่จะลดต้นทุน ทำให้ Order จากคู่แข่งก็ย้ายมาลงบริษัท A ได้เรื่อยๆ

การเติบโตของรายได้ของบริษัทที่ Share น้อยๆที่มีความได้เปรียบต่อคู่แข่งอย่างชัดเจน มักจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตของบริษัทเป็นหลัก ถ้าบริษัทสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เรื่อยๆ ไม่ว่าอุตสาหกรรมจะอยู่ในภาวะใด บริษัทก็ยังเติบโตได้เรื่อยๆ หุ้นพวกนี้แหละครับ ที่ผมชอบที่สุด

ตัวอย่างบริษัทที่มี Share น้อยๆแต่ความได้เปรียบชัดเจนดูนะครับ 2 บริษัทดูนะครับ

1. MCS บริษัทนี้รับจ้างผลิตโครงสร้างเหล็กที่รับแรงแผ่นดินไหว ลูกค้าหลักก็คือบริษัทก่อสร้างในญี่ปุ่น MCS นั้นขายโครงสร้างเหล็กราคาต่ำกว่าคู่แข่งในญี่ปุ่นประมาณ 10-15% และคุณภาพเทียบเท่ากัน ทำให้บ.ก่อสร้างนั้นส่ง Order มาให้ MCS จนมี Backlog ข้ามปีอยู่เป็นประจำ ในขณะที่ขนาดอุตสาหกรรมเหล็กโครงสร้างประเภทนี้ในญี่ปุ่นนั้นใหญ่มากๆ MCS มี Share อยู่ไม่กี่ % เท่านั้น เพราะฉะนั้นการลงทุน MCS นั้นเราแทบไม่ต้องไปสนใจภาวะตลาดเหล็กก่อสร้างในญี่ปุ่นว่าจะโตหรือหดเท่าไหร่เลย

2. บริษัท UEC บริษัทนี้ก็รับจ้างผลิตถังความดันให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งขนาดของตลาดนั้นใหญ่พอสมควร บริษัทสามารถผลิตถังความดันได้ในมาตราที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าและมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งในต่างประเทศพอสมควร ลักษณะก็จะคล้ายๆกับ MCS คือลูกค้าก็ส่ง Order ให้ UEC เรื่อยๆ

ณ ปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่แตกต่างของหุ้นทั้ง 2 ตัวคือ..
- MCS นั้นมี Capacity ที่ค่อนข้างเต็ม และไม่สามารถขยายได้มากเท่าไหร่ ผู้บริหารเคยบอกไว้ว่าปริมาณที่บริษัทจะขยายได้แล้วมีต้นทุนที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่ประมาณ 4-5 หมื่นตัน ตรงนี้ผมไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดถึงขยายมากกว่านี้ไม่ค่อยได้ อาจจะมาจากสาเหตุของพื้นที่โรงงานที่เต็มและที่บริเวณใกล้เคียงไม่สามารถหาซื้อได้
- UEC เมื่อปี 2 ปีก่อนหน้านี้ก็มี Capacity ที่ค่อนข้างเต็มเหมือนกัน ทำให้บางงานบริษัทก็รับงานที่ต้องไปผลิตที่ไซต์งานของลูกค้า (เพราะในโรงงานเต็มแล้ว) แม้จะมีกำไรที่ต่ำกว่า แต่บริษัทก็ได้มีการขยายกำลังการผลิตสร้างโรงงานเพิ่มใหม่ทำให้ ณ ปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้น รายได้ของบริษัทก็จะเติบโตได้อีก

ถ้าเปรียบเทียบกันเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของทั้ง 2 บริษัท UEC จะน่าสนใจกว่ามาก ... นอกจากว่า MCS จะสามารถขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นได้อีก โดยไม่ทำให้ความได้เปรียบต่อคู่แข่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป MCS จะกลับมาเป็นหุ้นที่น่าสนใจขึ้นอีกเยอะเลยครับ

หมายเหตุ 1. การวิเคราะห์ข้างต้นนั้นพิจารณาเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของรายได้เท่านั้น ยังไม่ได้คำนึงถึงผลกำไร บางบริษัทรายได้โตแต่ต้นทุนโตเร็วกว่าทำให้กำไรแทนที่จะเพิ่มตามรายได้ก็กลับมาลดลง หุ้นแบบนี้ก็ไม่น่าสนใจเหมือนกัน... หรือแม้ว่าบริษัทจะมีรายได้โต กำไรโต แต่ถ้าราคาหุ้นแพงเกินไป ก็ซื้อไม่ลงเหมือนกัน

หมายเหตุ 2. การขยายกำลังการผลิต บริษัทนั้นอาจจะต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง และเมื่อโรงงานเครื่องจักรติดตั้งเสร็จแล้ว บริษัทยังมักจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการปรับระบบการผลิต รวมถึงการรอ Order จากลูกค้าในการเพิ่มยอดขาย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้นชั่วคราว ซึ่งเราก็ควรจะวิเคราะห์ไปด้วยว่าช่วงที่บริษัทขยายกำลังการผลิตนั้นใช้ระยะเวลามากแค่ไหนที่จะทำให้ Capacity ใหม่นั้นถึงจุดคุ้มทุน ไม่งั้นเราอาจจะไปซื้อหุ้นเอาตอนบริษัทขยายกำลังการผลิตและมีต้นทุนพิเศษเกิดขึ้นมากมายแต่รายได้ยังเข้ามาไม่ทัน ทำให้กำไร Drop ลงหุ้นก็เลยลง ... แต่กรณีแบบนี้ก็มักจะเป็นจังหวะการลงทุนที่ดีได้เหมือนกัน เพราะกำไร Drop ลงราคาหุ้นลดลงจากการขยายกำลังการผลิตนั้นเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นชั่วคราว หุ้นพวกนี้เมื่อเวลาผ่านไปกำไรกลับมาอยู่ในสภาพเดิม ราคาหุ้นก็มักจะดีดกลับขึ้นมาได้ไม่ยากครับ

สรุปย่อๆนะครับ ...
- หุ้นที่มี Share ต่ำๆ นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มหายตายจาก
- แต่ก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้สูงเช่นกัน ถ้าบริษัทนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นพิเศษ
- หุ้นที่มี Share ต่ำๆ และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน จะน่าสนใจเมื่อบริษัทนั้นมีแนวโน้มที่จะขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในขณะความได้เปรียบในการแข่งขันนั้นไม่ได้ลดลง
- อย่าลืมวิเคราะห์ความถูกความแพงของหุ้นด้วยนะครับ หุ้นดีแต่ราคาแพงนั้นไม่ใช่การลงทุนที่ดีครับผม

หุ้น Market Share สูงๆ

หุ้นที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงๆ มักจะทำให้คู่แข่งนั้นเข้ามาแข่งขันได้ยาก เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีความได้เปรียบจากขนาด (ผลิตเยอะกว่าก็ได้เปรียบด้านต้นทุน) อำนาจการต่อรองทั้งกับ Supplier และลูกค้า เพราะฉะนั้นหุ้นที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงนั้นจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่แข็งแกร่งในแง่ของการแข่งขันในอุตสาหกรรม แต่ผมกลับไม่ค่อยจะชอบลงทุนในหุ้นประเภทนี้ซักเท่าไหร่ ...

สาเหตุก็คือหุ้นพวกนี้โอกาสที่จะเติบโตได้มากๆนั้นยากพอสมควร ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศและไม่สามารถขยายออกไปนอกประเทศซึ่งขนาดตลาดใหญ่ได้ ยกตัวอย่างเช่นบริษัท STANLY บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตโคมไฟ และหลอดไฟ ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นประมาณ 90% ของตลาด OEM เท่าที่ผมจำได้มีคู่แข่งอีกประมาณ 2 ราย ซึ่งเป็น Supplier เดิมของบริษัทรถญี่ปุ่นที่ตามมาจากประเทศญี่ปุ่น หุ้น Stanly นี้มีรายได้และกำไรที่เติบโตได้อย่างมั่นคงพอสมควร แต่เราจะคาดหวังการเติบโตสูงๆจาก Stanly นี่ก็จะยากหน่อย เพราะการเติบโตของรายได้นั้นทำได้เต็มที่ก็จะพอๆกับอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งน่าจะโตได้เฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น

หุ้นพวกนี้จะน่าซื้อเมื่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจาก 2 ข้อนี้เกิดขึ้น
1. อุตสาหกรรมจะต้องเติบโตอย่างชัดเจน และอยู่ในระดับที่สูง
2. หุ้นจะต้องมี p/e ที่ต่ำเป็นพิเศษ เช่น 4-6 เท่า เพราะเราจะคาดหวังการเติบโตสูงๆจากหุ้นพวกนี้ได้ไม่มากนัก

stanly จริงๆก็จัดว่าเป็นหุ้นที่ลงทุนได้ระดับหนึ่ง เพราะถึงแม้บริษัทจะมี Market share ที่สูงมาก แต่ยังดีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยนั้นสามารถเติบโตได้เรื่อยๆจากการส่งออกทำให้ Market ที่ stanly จะขายได้นั้นขยายตัวเพิ่มได้เรื่อยๆ แม้อาจจะไม่ได้สูงมาก

ลองมาดูตัวอย่างหุ้นที่มี Share สูงๆแต่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ตลาดแทบจะไม่โต (หรืออาจจะเล็กลงด้วยซ้ำ) เช่นหุ้น SSC หรือบริษัทเสริมสุข ทำธุรกิจขายเครื่องดื่ม สินค้าหลักก็คือ Pepsi ...

ในตลาดน้ำอัดลมทั่วโลก โค้กนั้นมีส่วนแบ่งสูงกว่า pepsi เกือบทุกประเทศทั่วโลก มีอยู่เพียง 2-3 ประเทศเท่านั้นเองที่ pepsi ชนะ coke ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น....

การที่ ssc จะมีรายได้เพิ่มได้นั้นจะเกิดได้จาก 2 วิธีหลัก คือ อุตสาหกรรมมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือ บริษัทไปแย่ง Market share เพิ่มขึ้น ... ผมจำตัวเลข Market share ของ pepsi เป๊ะๆไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่ก็คุ้นๆว่าอยู่ในระดับที่ค่อยข้างสูง เพราะฉะนั้นการเพิ่มรายได้จากการแย่ง Market share จาก coke นั้นก็ยากพอสมควร หรือทำได้ก็เพิ่มรายได้ได้ไม่มาก ... ในขณะที่อุตสาหกรรมนั้นมีการเติบโตที่ต่ำมาก ที่ผ่ามามีการเติบโตในระดับ 0-5% เท่านั้นเอง (บางปีอาจจะดูว่ารายได้เพิ่มขึ้นเยอะกว่านี้ ผมเข้าใจว่าเกิดจากการขึ้นราคาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่า) ซึ่งสาเหตุหลักก็อาจจะมาจากการที่คนใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น จนหันไปดื่มชาเขียวหรือน้ำผลไม้แทน ราคาหุ้นจึงไม่ไปไหนมานานหลายปีแล้ว มีแต่สาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ

สรุปชัดๆอีกทีสำหรับหุ้นที่มี Market share สูง
- หุ้นพวกนี้มีความมั่นคงสูง โอกาสหายไปจากตลาดค่อนข้างยาก ซึ่งนับเป็นข้อดีของหุ้นกลุ่มนี้
- หุ้นกลุ่มนี้จะน่าสนใจ ถ้าเรามั่นใจว่าอุตหสาหกรรมจะโตสูงและต่อเนื่อง หรือถ้าโตไม่สูง pe ต้องต่ำพอสมควร
- ถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังไม่โตหรือเล็กลงเรื่อยๆ หุ้นพวกนี้ต้องหลีกเลี่ยงให้ห่าง
- ในหลายๆครั้งเราคาดการณ์อุตสาหกรรมไม่ออกว่าจะโตสูง โตน้อย คงที่หรือว่าหดตัว เราก็ควรหลีกเลี่ยงหุ้นพวกนี้อยู่ดี ... แต่มีหุ้นอีกพวกหนึ่งที่ไม่ว่าอุตสาหกรรมจะเป็นยังไงก็ยังน่าสนใจ... รอดูกันในบทความต่อไปครับ :)

Tuesday, August 05, 2008

ข่าวกับหุ้น

การลงทุนกับการอ่านข่าวปกติแล้วก็ถือว่าเป็นของคู่กันอย่างแยกกันไม่ออก เพราะการที่เราจะสามารถวิเคราะห์บริษัท สถานการณ์ คู่แข่งขัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทั้งในทางที่ดีขึ้นและแย่ลงนั้น ข่าวไม่ว่าจะจากหน้าหนังสือพิมพ์ Internet หรือแม้แต่ข้อมูลจากบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น

แต่ใครจะเคยคิดบ้างรึเปล่าว่าจริงๆแล้ว การอ่านข่าวนั้นสามารถทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นแย่ลงได้เช่นกัน ... สาเหตุก็เพราะว่าปัจจุบันนั้น ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับความเร็วของข้อมูลมาก เพื่อจุดประสงค์ที่จะสามารถตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างรวดเร็วที่สุด เมื่อการมุ้งเน้นที่ความเร็วเกิดขึ้นเรื่อยๆ ความครบถ้วน ความถูกต้องของข่าวนั้นก็ลดลงเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน

ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ผมเห็นอยู่เป็นประจำก็คือ
แทนที่ข่าวจะนำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเราในอนาคต ข่าวนั้นกลับมุ่งเน้นแต่การหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว

ลองมาดูตัวอย่างของข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รวมถึงข่าวจากโทรทัศน์ดูนะครับ
- วันที่หุ้นลงไปเยอะๆ เช้าวันต่อมา ข่าวอาจจะพาดหัวว่า "หุ้นไทยไหลแรง จากผลกระทบของความกังวลเกี่ยวกับปัญหา Subprime "
- วันที่หุ้นขึ้นเยอะๆ เช้าวันต่อมา ข่าวจะพาดหัวว่า "หุ้นไทยเด้งแรง หลังนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องปัญหา Subprime"
ถามว่าเราได้ข้อมูลอะไรจากข่าวข้างต้นบ้าง ... ผมว่าแทบจะไม่มีเนื้อหาข่าวอะไรเลย อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็คือทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกับคำว่า Subprime (ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้น) นั้นพอจะคุ้นเคยกับคำๆนี้มากขึ้น แต่ในแง่การลงทุนแล้ว ผมว่าข่าวนี้ไม่อ่านยังจะดีกว่า

ตัวอย่างอีกอันที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องของราคาน้ำมัน
- ในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังขึ้นข่าวต่างๆก็พากันเขียนไปในทางที่บอกว่าน้ำมันนั้นจะขึ้นต่อไปน้ำมันจากปี 50 ที่ยังไม่ถึง $100 พุ่งขึ้นมาเกือบแตะ $150 มีทั้งบทวิเคราะห์ต่างประเทศ ผู้บริหารบริษัทน้ำมัน หรือนักวิเคราะห์ที่พูดให้ฟังกันตาม TV บอกว่าน้ำมันจะขึ้นไปเท่านู้นเท่านี้ บางรายถึงกับบอกว่าน้ำมันจะพุ่งไปสู่ระดับ $250 เหรียญในเวลาอันใคร
- เวลาผ่านจากเหตุการณ์ข้างต้นไปไม่นาน ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ดีๆก็เริ่มไหลลง จากระดับ $140 กว่า ลงมาเรื่อยๆจนเหลือ 120 กว่า... ข่าวและบทวิเคราะห์ตลาดสื่อต่างๆก็พากันเปลี่ยนแปลง .. เริ่มมีคนมาบอกว่าน้ำมันจะยืนลงไปต่อ อาจจะเหลือ 100 บทวิเคราะห์จากเลแมนบราเธอร์ก็ออกมาบอกว่า Demand น้ำมันจะลดลงทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันจะต้องลงไปต่อ หรือแม้แต่ประธาน Opec เองก็มาบอกว่าราคาน้ำมันที่เหมาะสมนั้นจะอยู่ที่ระดับเพียงเลข 2 หลักเท่านั้น

ข่าวดีและข่าวร้ายในตลาดนั้นมันมีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าคนจะเลือกหยิบข่าวประเภทไหนมานำเสนอเท่านั้นเอง เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น ข่าวดีจะออกมาเยอะมาก ช่วงตลาดขาลง ข่าวร้ายก็จะเพียบเช่นกัน

จุดที่อยากชี้ให้เห็นก็คือ การเลือกบริโภคข่าวนั้นเป็นได้ทั้งดาบสองคม ... นักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นน้ำมันตามข่าวอาจจะเจ็บตัวอย่างมาก ถ้าอ่านข่าวว่าน้ำมันจะขึ้นๆ แล้วสุดท้ายก็ไปซื้อหุ้นพลังงานเมื่อราคากำลังพุ่งแรงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาขายหุ้นเหล่านี้ทิ้งในการที่ถูกกว่าเดิมมาก เมื่อราคาน้ำมันไหลลง บวกกับข่าวที่ออกมาในแนวทางตรงข้ามกับที่เคยเป็น ...

นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดีนั้นจะต้องไม่เป็นคนที่เปลี่ยนตามกระแสไปได้ง่ายๆ การวิเคราะห์ก็ควรจะเลือกวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองเข้าใจ อะไรที่ไม่เข้าใจก็พยายามอยู่ให้ห่างๆ (เช่นเราคาดการณ์ราคาน้ำมันไม่ได้ว่าจะขึ้นหรือลง ก็อย่าไปเล่นหุ้น PTT PTTEP) เลือกบริโภคข้อมูลที่เป็น Fact ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เราลงทุนอยู่แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยตัวเอง และอย่าให้ข่าวร้ายต่างๆทำให้เราหดหู่และตัดใจขายในราคาที่ถูกกว่าที่ควรจะเป็น และอย่าให้ข่าวดีที่จะมาในช่วงที่หุ้นกำลังขึ้นเอาๆ มาทำให้เราโลภและซื้อหุ้นในขณะที่ราคามันแพงว่าพื้นฐาน

หมายเหตุ. บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อไม่ให้คนไม่ต้องอ่านข่าว ไม่เชื่อข่าว หรือบทวิเคราะห์นะครับ เพียงแต่อยากให้ระวังในการบริโภคข้อมูล อย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่านหรือได้ยิน ในขณะเดียวกันก็อย่าเชื่อมั่นแต่ความคิดของตัวเองเพียงอย่างเดียวโดยปฏิเสธที่จะรับข้อมูลที่มีประโยชน์

Thursday, May 29, 2008

Evolution 46

นักลงทุนที่ลงทุนมาเป็นระยะเวลานาน และรู้จักที่จะมองย้อนทบทวนผลงานการลงทุนของตัวเองในแต่ละปี รวมถึงพิจารณารูปแบบการลงทุนของตัวเองหรือของคนรอบข้างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ ซึ่งผมเชื่อว่านอกจาการวิเคราะห์หุ้นแล้วการวิเคราะห์ตัวเองนั้นเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เราควรจะต้องมีในการจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้

ผมลงทุนมาเป็นระยะเวลาประมาณ 5 ปีครึ่ง ผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละปีก็มีการผันผวนไปตามทั้งภาวะตลาด และ Style การลงทุนที่ใช้ในแต่ละช่วงเวลา ลองตามมาดูพร้อมๆกันนะครับว่าความสัมพันธ์ระหว่างวิวัฒนาการของรูปแบบการลงทุนและผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง (ผมเองก็ยังไม่รู้เลยนะ ว่าผลจะเป็นยังไง เพราะระหว่างที่เขียนไปนี่ก็ยังไม่ได้คิดล่วงหน้าไว้ถึงผลสรุปของความสัมพันธ์ 2 ปัจจัยนี้ กะว่าลองผิดลองถูดวิเคราะห์ไปพร้อมๆกับผู้อ่านเลย)

ปี 46 (ผมเริ่มลงทุนในช่วงปลายปี 45 ด้วยเงินจำนวนที่ไม่มากนัก) ผลตอบแทนในปีนี้ประมาณ 156% ในขณะที่ตลาดให้ผลตอบแทนประมาณ 117% ชนะตลาดประมาณ 39%

- ลักษณะการลงทุนครั้งแรกของผมนั้นยังใหม่อยู่มาก หลักการลงทุนแบบ VI ก็เพิ่งศึกษาได้ไม่นานจากหนังสือตีแตก เพราะฉะนั้นในการลงทุนครั้งแรกของผมก็ใช้หลักการง่ายๆคือดูตัวเลขเป็นสำคัญ โดยหาหุ้นที่มี P/E P/BV ต่ำ และมี Dividend Yield สูงๆ แต่การลงทุนครั้งแรกผมก็เจ็บตัวหนัก (ลองย้อนกลับไปอ่านบทความเรื่องหุ้นตัวแรกในชีวิตผมดูนะครับ)

- หลังจากที่ผมเจ็บตัวจากหุ้นตัวแรก ผมก็พยายามหาจุดผิดพลาดของตัวเอง ก็ได้ข้อสรุปว่าผมดูเน้นแต่ข้อมูลตัวเลขมากเกินไป ซึ่งตัวเลขเหล่านั้นเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นในอดีต แทนที่จะมองอนาคตของธุรกิจเป็นหลัก จากนั้นมาผมก็ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นเชิงคุณภาพมากขึ้นมองที่ความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจมากขึ้น

- หุ้นตัวต่อๆมาที่ผมซื้อในปี 46 Metco ทำธุรกิจรับจ้างผลิตอุปกรณ์ Electronic ซึ่งผมดูตัวเลขย้อนกลับไปหลายๆปีเห็นว่าเป็นบริษัที่มียอดขายเติบโตดี กำไรก็โตเร็ว และที่สำคัญมีราคาไม่แพง ผมเริ่มซื้อตั้งแต่ราคา 130 บาท แล้วไปขายที่ราคาประมาณ 250 บาท แต่ผมก็ยังติดกับดักตัวเลขในอดีตอยู่เช่นเคย คือซื้อหุ้นที่มี P/E P/BV ต่ำเป็นหลัก โดยไม่ได้วิเคราะห์อนาคตของธุรกิจอย่างที่ควรทำ อย่างไรก็ตาม metco ก็เป็นหุ้นที่ผมทำการบ้านหนักกว่าตอนซื้อหุ้น GFPT อยู่พอสมควร คือมีการวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังไปหลายๆปีเพื่อดูแนวโน้มระยะยาว รวมถึงวิเคราะห์งบการเงินรายไตรมาสเพื่อให้เห็นถึงแนวโน้มระยะสั้น ผิดกับตอนซื้อ gfpt ที่มองเพียงแค่ตัวเลข Ratio ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์

- หุ้นที่ผมเล่นในปีแรกนั้นมีอยู่อีกหลายตัวดังนี้ egcomp mbk p-fcb pha wacoal tr pr fe charan amata patkol tta psl ticon astl มองย้อนกลับไปแล้วจะเห็นว่าแนวทางการลงทุนจะค่อนข้างกระจัดการจายพอสมควร คือมีการซื้อขายหุ้นค่อนข้างบ่อย อุตสาหกรรมของหุ้นก็ไม่ค่อยจะเชื่อมโยงกันเท่าไหร่ เพราะมีตั้งแต่พลังงาน ห้าง ประกัน โฆษณา สิ่งทอ โรงงาน เรือ และวัสดุก่อสร้าง การตัดสินใจหลักของเลือกหุ้นแต่ละตัวนั้นยังคงอยู่บนหลักพื้นฐานของค่า PE PBV ที่ต่ำ บวกกับการมองพื้นฐานของธุรกิจมากขึ้น เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ปีเป็นปีที่ผมเรียนรู้รูปแบบการทำธุรกิจของหุ้นหลายๆประเภทเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งถือว่าเป็นฐานความรู้ในการเลือกหุ้นได้ดี

สรุปการลงทุนปี 46
ผลตอบแทนปีนี้ของผมถือว่าสูงมาก แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากโชคที่ผมเริ่มต้นลงทุนในปีที่ Set มีการปรับตัวขึ้นอย่างมาก ทำให้แม้หลายๆครั้งหุ้นที่ผมอาจจะวิเคราะห์ผิดคาดการณ์ผิดผมก็ยังมีกำไรได้ (ซึ่งแบบนี้ไม่ควรนับเป็นความสำเร็จในการลงทุน)

Criteria ในการเลือกหุ้นหลักๆมีอยู่ 2 ข้อคือ P/E P/BV มีค่าต่ำ และบริษัทต้องมีความแข็งแกร่งในตัวเอง การลงทุนช่วงนี้ผมยังไม่เก่งพอที่จะมองอนาคตของธุรกิจได้ขาด เพราะฉะนั้นการตัดสินใจส่วนใหญ่จะมองจากอดีตและปัจจุบันเป็นหลัก เช่นมองว่าอดีตบริษัทนั้นมีผลงานที่ดี มีการเติบโตสูง และปัจจุบันบริษัทมีความแข็งแกร่ง มีส่วนแบ่งการตลาดที่ดี แต่ยังไม่ได้มองว่าอนาคตคู่แข่งจะแซงได้หรือไม่ แนวโน้มอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร

การลงทุนช่วงนี้ผมยังอ่านงบการเงินไม่ค่อยเป็นเลยครับ พยายามเปิดงบดูก็จริงๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ดูแต่ยอดขาย กำไร และก็หนี้เป็นหลัก (หุ้นตัวไหนหนี้ยิ่งน้อยยิ่งดี) ซึ่งการอ่านงบนั้นผมว่าเป็น skill สำคัญการลงทุนเลย (เพราะฉะนั้นที่รอดมาได้ก็บุญโขแล้ว)

Monday, April 21, 2008

Q&A 1

เนื่องจากช่วงนี้ผมเองก็หมดมุขจริงๆ ไม่รู้จะเขียนอะไรลง Blog แล้ว เลยขอถือโอกาสเอาคำถามที่มีคนส่งมาทั้งจาก Blog และทาง Website Thaivi.com มาตอบไปเรื่อยๆก่อนล่ะกันนะครับ ถ้าใครมีคำถามอะไรอยากรู้ก็เขียนส่งมาทาง comment ได้เรื่อยๆนะครับ แต่อย่าถามนะว่าผมซื้อหุ้นขายหุ้นตัวไหนจ้างให้ก็ไม่บอก :b


Q. รบกวนคุณ yoyo ช่วยแนะนำ Web.หรือวิธีการหาหุ้นดีๆด้วยคะ
A. เวปหุ้นที่ผมใช้อยู่บ่อยๆก็มีอยู่เพียงไม่กี่เวปครับ คือ www.thaivi.com/webboard ซึ่งจะแยกเป็นหลายๆห้อง ห้องที่ผมชอบที่สุดคือห้องร้อยคนร้อยหุ้น เวลาผมสนใจหุ้นซักตัวก็จะไปย้อนอ่านข้อมูลในกระทู้ของหุ้นนั้นๆตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหุ้นหลายๆตัวที่ไม่สามารถหาอ่านได้จากบทวิเคราะห์ เพราะหลายๆครั้งคนที่มา post นั้นเจาะลึกข้อมูลหุ้นได้อย่างเต็มที่ บางคนก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานในธุรกิจนั้นเองจึงมักจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆที่ไม่ควรพลาดครับ

อีกเวปที่ชอบคือ http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/cgi-bin/cfis_docall.php#top เป็น link เอาไว้ค้นหาข้อมูลของหุ้นที่เป็น formal information ทั้งหมด ซึ่งรวมไว้ครบทั้ง annual report (อาจจะมีไม่ครบทุกบริษัท), 56-1 (สำคัญมากๆต้องอ่านก่อนซื้อหุ้นเสมอ) และ งบการเงินย้อนหลังหลายๆปี

สุดท้ายแล้วคือ http://www.settrade.com/ อันนี้เอาไว้อ่านบทวิเคราะห์อย่างเดียวเลยครับ

ส่วนวิธีการหาหุ้นส่วนใหญ่แล้วก็มาจากในร้อยคนร้อยหุ้นนี่แหละครับ ว่างๆก็นั่งอ่านกระทู้ที่มัน update ใหม่ไปเรื่อยๆ หุ้นที่ตัวเองไม่ได้ถือหรือไม่ได้สนใจ ถ้าไม่ขี้เกียจจริงๆก็อ่านไปเรื่อยๆ บางทีหุ้นเดิมๆพื้นฐานมันเปลี่ยนแปลงไปในร้อยคนร้อยหุ้นก็พอจะชี้ให้เห็นได้ครับ

Q. หุ้นที่คุณ yoyo เล่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีบทวิเคราะห์ แล้วหาข้อมูลจากไหนหรือคะ แล้วถ้าเป็นหุ้นที่น่าสนใจทำไมไม่มีใครวิเคราะห์
A. หุ้นที่ผมเล่นมักจะไม่ค่อยมีบทวิเคราะห์นี่ก็จริงครับ ซึ่งมันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียเหมือนกัน ข้อดีก็คือแสดงว่าหุ้นตัวนี้ยังไม่มีใครมาสนใจเท่าไหร่ เพราะงั้นถ้ามันดีและไม่มีคนสนใจ โอกาสที่เราจะซื้อได้ในราคาถูกก็สูง แต่ข้อเสียก็คือหาข้อมูลยาก เพราะฉะนั้นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ผมก็หาข้อมูลเอาจากแหล่งอื่นๆเช่น ร้อยคนร้อยหุ้น (ซ้ำกับข้อที่แล้วเลย แต่มันดีจริงๆนะ ผมว่าเด็ดกว่าบทวิเคราะห์อีก), พูดคุยกับผู้บริหารหรือ IR ของบริษัท (จากงาน oppday, company visit ประชุมผู้ถือหุ้น หรือไม่ก็โทรไปคุยเองเลย)

ส่วนที่ถามว่าถ้าเป็นหุ้นที่น่าสนใจแล้วทำไมไม่มีใครวิเคราะห์ มีหลายเหตุผลมากครับ เช่น หุ้นมันเล็กเกินไปพวกโบรกเกอร์ก็เลยไม่สนใจวิเคราะห์เท่าไหร่ เพราะรายได้เค้าคือรายได้จากการซื้อขายหุ้น หุ้นเล็กๆมี volume น้อยๆเค้าก็ไม่ค่อยวิเคราะห์กัน ทั้งๆที่หุ้นเล็กๆดีๆนี่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำนี่มีเยอะมากเหมือนกัน หุ้นดีราคาถูกที่ไม่มีคนวิเคราะห์ถ้าเราซื้อไปเมื่อเวลาผ่านไปจนกำไรมันดีขึ้น ราคาหุ้นเริ่มขึ้น หลายๆครั้งโบรกก็จะเริ่มมาวิเคราะห์กันมากขึ้น และจังหวะนี้และครับที่ pe ของหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นจากที่เคยเป็น (เพราะพอมีบทวิเคราะห์ คนสนใจหุ้นก็จะเยอะขึ้น) ซึ่งกรณีนี้ผมจะชอบมากๆ เพราะจะทำกำไรได้สูง หลายๆกรณีทำกำไรได้เกิน 100% ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ปีที่แล้ว snc uec ums ช่วงแรกๆนี่ไม่ค่อยมีใครวิเคราะห์กันหรอกครับ ตอนนั้นเวลาซื้อหุ้นพวกนี้ก็ pe ประมาณ 4-5 เท่า แล้วคาดหวังว่า pe จะเพิ่มเป็น 8 เท่า .. แต่หลังจากเริ่มมีบทวิเคราะห์ออกมาเรื่อยๆ คนก็เห็นความสามารถของบริษัทเหล่านี้จนสุดท้าย pe ก็เพิ่มมาอยู่ในหลัก 12 เท่า คนที่ซื้อตั้งแต่ pe 4 เท่าถือมาจน pe 12 เท่านี่กำไรจะกระจายครับ (ปีที่แล้วผลตอบแทนของผมเลยเป็นปีที่สูงมากปีหนึ่ง)

Q. อยากให้คุณ yoyo วิเคราะห์หุ้นในอดีต(ปัจจุบันด้วยก็ดี)ที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จ/ไม่ประสบความสำเร็จว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างคะ
A. อันนี้ขอติดไว้ก่อนนะครับ ตอบไปท่าจะยาว

Q. เมื่อเจอหุ้นที่น่าสนใจและทำการวิเคราะห์รายได้และกำไรในอนาคตแล้ว ตัดสินใจซื้อเลยหรือเปล่าคะ(อยากให้อธิบายขั้นตอนการซื้อและการตัดสินใจ)
A. เมื่อเจอหุ้นน่าสนใจ วิเคราะห์รายได้และกำไร"คร่าวๆ" ถ้าราคามันอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจผมก็จะซื้อหุ้นจำนวนนึงก่อนซักประมาณ10% ของที่ตั้งใจจะซื้อทั้งหมด สาเหตุที่ต้องซื้อแบ่งส่วนนี่เหตุผลหลักคือพอผมไม่ได้ถือหุ้นผมจะไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการศึกษาหุ้นตัวนั้นลึกๆเท่าไหร่ ก็อาศัยว่าถ้าอ่านแล้วหุ้นมันพอใช้ได้ก็จะซื้อไปก่อนส่วนนึง แล้วพอมีหุ้นอยู่ผมจะเริ่มขยันขึ้นก็จะศึกษาในเชิงลึกต่อ เช่นเข้าไปอ่านร้อยคนร้อยหุ้นให้ละเอียดขึ้น อ่าน 56-1 ในละเอียด อ่านบทวิเคราะห์เท่าที่มี จนมั่นใจว่าหุ้นนั้นดีจริงๆ สามารถคาดการณ์กำไรล่วงหน้าได้แม่นพอประมาณแล้วหลังจากนั้นก็จะซื้อให้ครบทันทีเลยครับ style การซื้อหุ้นของผมมักจะไม่ค่อยทยอยซื้อเท่าไหร่ จะเป็นพวกแบบว่าถ้าถูกใจมากๆ แล้วก็ซัดเลย คือไม่รอนานครับ ยิ่งถ้า upside ของหุ้นนั้นสูงๆแล้ว ผมไม่ค่อยเกี่ยงราคาเท่าไหร่ ลองย้อนไปอ่านบทความเรื่อง "เคาะ" ดูนะครับ ว่าทำไม่ผมถึงมองว่าการเกี่ยงราคานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลยสำหรับหุ้น vi ที่ดีๆและมีโอกาสขึ้นไปได้สูงๆ

Thursday, April 03, 2008

Thai Investors' Day 2551 "หุ้นดี หุ้นเด่น เน้นคุณภาพ"

มาช่วยประชาสัมพันธ์สัมมนาครับ
วันเสาร์ที่ 5 นี้ เวลา บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น
http://www.setfinmart.com/seminar.do?ccID=5&cosID=1854

สัมมนาหัวข้อ "คาถาลงทุนหุ้นคุณค่า"
- ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
- "ลูกอีสาน" คุณอนุรักษ์ บุญแสวง ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- "Blue Blood" ม.ล.กมลสวัสดิ์ วิสุทธิ ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- "โยโย่" คุณสันติ สิงหวังชา ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- "Kiri" คุณภาสุชา อุตรวณิช ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า ดำเนินรายการโดย ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา

ช่วงที่ผ่านมายุ่งพอสมควรครับ และก็ตันๆนึกมุขไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ใครสงสัยอะไร อยากให้เขียนแนวไหนเรื่องอะไรเสนอกันมาได้นะครับ จะได้มีบทความใหม่ๆมาลงบ้างซะที แช่มานาน :b

Thursday, February 21, 2008

มาขอโทษผู้อ่านครับ

ในบทความที่ผ่านมาๆ ผมพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงหุ้นรายตัวเพราะจะเป็นการชี้นำมากเกินไป แต่ก็เท่าที่ผ่านมาผมก็เขียนถึงหุ้นไปหลายครั้งแล้วเช่นกัน เท่าที่นึกออกก็ดูเหมือนจะมี ilink ait snc และ tr เนื่องจากผมก็คิดว่าการยกตัวอย่างหุ้นจริงๆให้เห็นทำให้การอธิบาย concept บางอย่างนั้นเข้าใจง่ายขึ้นมา ...

แต่ทั้งนี้ก็มีเพื่อนๆพี่ๆรวมถึงน้องๆบางคนที่อ่านในบทความของผมแล้วไปซื้อหุ้นตามโดยที่ยังไม่ได้ไปทำการบ้านเองต่อ ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นที่ผมพูดถึงมักจะมีราคาลดลงจนทำให้คนที่ลอกการบ้านไปขาดทุนเจ็บตัวกันไป เพราะอย่างที่บอกไว้ในบทความที่แล้วนะครับ ว่าในการลงทุนที่ผ่านมาผมเองก็มีผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ซื้อหุ้นตัวไหนแล้วจะกำไรตลอด (แต่ไม่รู้เป็นไหรหุ้นตัวไหนที่เอามาเอ่ยถึงในบทความนี่ราคามักจะลงตลอดเลย แฮะๆ)

เอาเป็นว่านับจากนี้ไปถามจะพยายามเขียนโดยหลีกเลี่ยงการพูดถึงหุ้นรายตัวนะครับ แต่จะเน้นในแง่ของ Concept หรือแนวคิดในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Tips เล็กๆน้อยๆในการพัฒนาการลงทุนของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แทนนะครับ

ปล. จริงๆมีอีกเรื่องที่อยากจะขอโทษคือเรื่องการสะกดผิด... ผมเป็นคนที่เวลาพิมพ์แล้วผิดประจำ แถมยังไม่ค่อยชอบย้อนอ่านตรวจสอบข้อความของตัวเองซะอีก (เพราะกว่าจะเขียนเสร็จแต่ละอันมันก็กินเวลามากอยู่แล้ว แบบว่าแอบขี้เกียจนิดหน่อย) อย่าถือสาเลยนะครับ

สำรวจความผิดพลาดของตัวเอง

การวิเคราะห์หุ้นรายตัวนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่ามีความสำคัญมากแค่ไหนในการลงทุน แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ลงทุนมานานแล้วยังรู้สึกว่าความสามารถในการลงทุนนั้นไม่ได้มีการพัฒนามากเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะลืมวิเคราะห์ตัวเองไป

ในแต่ละปีผมจะพยายามตรวจดูว่าตัวเองมีความผิดพลาดในการลงทุนอย่างไรบ้าง เกิดจากอะไร และจะพยายามแก้ไขอย่างไร... ความผิดพลาดที่ผ่านๆมาของผมที่มักจะเกิดขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนนั้นลดลงกว่าที่ควรจะเป็น มีคร่าวๆดังนี้

1. ตัดสินใจเร็วจนเกินไป... หลายๆครั้งเมื่อผมเจอหุ้นบางตัวที่ดูแล้วน่าสนใจมากๆ ผมมักจะรีบซื้ออย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะมีคนมาไล่ซื้อก่อนทำให้ผมต้องซื้อหุ้นในราคาแพงขึ้น การตัดสินใจเร็วไปทำให้ผมขาดความรอบคอบ ไม่ได้ศึกษาตัวธุรกิจอย่างดีก่อนที่จะลงทุน

2. ลงทุนนอกกรอบความถนัดของตัวเอง .. ที่ผ่านมาผมมีหุ้นอยู่ 2 ประเภทที่มักจะสร้างกำไรให้ผมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ได้แก่หุ้นขนาดเล็กเติบโตเร็ว หรรือหุ้นที่เป็นงานประมูล นักลงทุนแต่ละคนอาจจะมีความถนัดในหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกันไป การลงทุนในกรอบความถนัดของตัวเองนั้นจะทำให้โอกาสขาดทุนลดลง และโอกาสทำกำไรก็มากขึ้น มีหุ้นอยู่ประเภทหนึ่งที่ผมพยายามจะเข้าไปซื้ออยู่หลายรอบ คือหุ้นที่เรียกว่าเป็น Asset play (หุ้นที่มีสินทรัพย์หักด้วยหนี้สิน เยอะว่ามูลค่าหุ้นทั้งบริษัทอยู่มาก) ตลอชีวิตการลงทุนผมผ่านหุ้นประเภทนี้มา 3 ตัว ได้แก่ charan spsu brock
  • ตัวแรก charan มีเงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น-หนี้สินทั้งหมดประมาณ 70-80 บาทต่อหุ้น ในขณะที่หุ้นมีราคา 40 กว่าบาทเท่านั้น ... ผมก็ซื้อไปถือรอไป 2 ปี แล้วก็ขายหุ้นไปในราคาประมาณ 45 พอๆกับราคาที่ซื้อมา แม้จะไม่ได้ขาดทุนอะไร (ได้เงินปันผลมาปีละประมาณ 2-3 บาท) แต่ถ้าเอาเงินไปลงทุนในกลุ่มที่ถนัดผมจะได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้มากๆ
  • spsu เป็นบริษัทที่ทำการตลาดในกับรถซูซูกิ บริษัทมีบ.ร่วมเป็นโรงงานผลิตมอไซด์ซูซูกิ ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชีสูงว่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้มาก ผมลองเอาเงินสด + มูลค่าบริษัทร่วม - หนี้สินทั้งหมด ได้ประมาณ 12-14 บาทต่อหุ้น ตอนนั้นหุ้นราคาประมาณ 7 บาท... ผมซื้อไว้แล้วรอเวลา .. เมื่อเวลาผ่านไปธุรกิจของ spsu ก็แย่ลงเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดถูกคู่แข่งทั้ง Honda และ Yamaha สุดท้ายผมก็ไปขายหุ้นราคาประมาณ 6 บาท เจ็บตัวอีกแล้ว
  • brock อันนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีที่แล้ว... ผมมองมูลค่าที่ดินที่ภูเก็ตของบริษัทซึ่งมีอยู่สูงมาก จากการสอบถามคนรู้จักที่เชี่ยวชาญเรื่องที่ดินที่ภูเก็ตหลายท่าน ผมตีมูลค่าที่ดินของ brock (เฉพาะที่ภูเก็ตเท่านั้น .. จริงๆบริษัทยังมีที่ดินที่อื่นอีกมาก) ได้ประมาณ 3-4 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทนั้นมีเงินสดมากกว่าหนี้สินทั้งหมดของบริษัทซะอีก และบริษัทนั้นซื้อขายกันที่ราคาทั้งบริษัทประมาณ 1000 ล้านบาทเท่านั้นเอง ... ผมก็ซื้อไว้ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้น... แล้วก็ถืออยู่เกือบปีแล้วก็ขายไปที่ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้นเช่นกัน

หุ้น Asset Play ไม่ได้มีอะไรผิดครับ มันไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ไม่ดี หลายๆบริษัทที่เข้าข่าย Asset play ก็จัดว่าเป็นบริษัทที่ดีที่กำลังรอเวลาจะดีขึ้นมากๆในอนาคต เพียงแต่ผมไม่มีความสามารถพอที่จะคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่ สินทรัพย์มหาศาลที่บริษัทเก็บไว้อยู่ จะแสดงมูลค่าของมันออกมาให้เห็นได้ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นจนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นได้

3. หุ้นที่ผมขาดทุน ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ผมไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร เพราะการเพียงนั่งอ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทได้พอสมควร แต่ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของผู้บริหาร หรือข้อมูลเชิงลึกหลายๆอย่างเกี่ยวกับธุรกิจและบริษัทนั้น จะหาได้ยากมากถ้าไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหาร ที่ผ่านมาผมก็ไม่ค่อยจะเข็ดเท่าไหร่.. เพราะผิดข้อนี้ซ้ำๆอยู่หลายรอบ เนื่องจากหุ้นบางตัวเราหาโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารได้ยาก (จะมีก็เฉพาะงานประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น) หลายครั้งผมอ่านข้อมูลหุ้น หรือข่าวบางชิ้นก็ทำให้อยากซื้อหุ้นทันที เพราะรู้สึกว่ากว่าจะรอให้ประชุมผู้ถือหุ้นก็คงไม่ทันการณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องมาเจ็บตัวเพราะหุ้นพวกนี้เป็นประจำ... ตอนนี้ผมเลยพยายามตั้งกฏขึ้นมาให้ตัวเองว่า "การลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ (เช่นเกิน 10% ของเงินลงทุน) ผมจะต้องได้คุยกับผู้บริหารก่อนเสมอ"

ยิ่งเราพบจุดอ่อนตัวเองและหาทางแก้ไขจุดอ่อนของเรามากเท่าไหร่ เราก็จะมีฝีมือในการลงทุนที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน.... การปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอนั้นสำคัญไม่เฉพาะเรื่องของการลงทุนเท่านั้นนะครับ ลองประยุกต์เอาไปใช้กับเรื่องนิสัยส่วนตัว การทำงาน หรือครอบครัว และจะรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา และเราก็พร้อมที่จะเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพทั้งในแง่การเงินและการใช้ชีวิตครับ :)

Saturday, January 26, 2008

การบริหาร Port style yoyo

นอกจาการเลือกหุ้นที่ดีในราคาที่ไม่แพงแล้ว การจัดจำนวนหุ้นใน port รวมถึงสัดส่วนใน port นี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เรื่องของการจัดสัดส่วนใน port นี่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เห็นความสำคัญในการเขียนถึงซักเท่าไหร่เคยเขียนก็แค่จำนวนหุ้นใน port ... แต่มาในช่วงหลังๆนี้ผมเจอเพื่อนๆคนรู้จักที่มีปัญหาในการลงทุนเนื่องมาจากการบริหาร port เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเลือกหุ้นได้ดีแล้ว หรือบางทีเจอเพื่อนที่ให้แนะนำหุ้นลงทุนให้ ผมก็บอกไป 3-4 ตัว ... ตอนบอกไปก็คิดว่าเพื่อนมันจะไปซื้อตามทั้ง 3-4 ตัว ที่ไหนได้มันหยิบมาแค่ตัวเดียว แล้วซื้ออัดมันทั้ง port ผลที่ตามมาก็คือปีที่แล้วทั้งปีผลตอบแทนมันแทบจะไม่ไปไหนเลย บางคนอาจจะถอยหลังซะด้วยซ้ำ เพราะดันไปเลือกหุ้นที่ผมอาจจะวิเคราะห์ผิด หรือหุ้นนั้นมันดีจริงๆแหละ แต่ราคามันก็ลงเอาลงเอา ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆทีมันไม่ได้เลือก วิ่งเป็น 100% แบบสบายๆ

แต่ก่อนผมเองก็เคยผ่านช่วงที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องการบริหาร port เท่าไหร่ เคยซื้อหุ้นมันตัวเดียวเกือบทั้ง port โชคดีที่หุ้นนั้นๆมันวิ่งขึ้นเยอะ ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่ แต่หลังจากลงทุนไปเรื่อยๆผมก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการจัด port มากขึ้น ซึ่ง Style การจัด port ของผมนั้นอาจจะแตกต่างจากหลักวิชาการ Portfolio Management ที่เด็ก Finance หรือ MBA ได้เรียนกันมาก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ผมเป็นพวกไม่ค่อยจะเชื่อหลักวิชาการเป๊ะๆเท่าไหร่อยู่แล้ว อาศัยประสบการณ์มั่วๆคิดขึ้นมาเอง :)

ลองทำตามกันดูง่ายๆนะครับ
- เริ่มต้นโดยผมเอาจำนวนหุ้น และราคาตลาดของหุ้นที่ผมถืออยู่ในไปใส่ในตาราง Excel ที่สร้างขึ้นมาเองง่ายๆ โดยมีช่อง ชื่อหุ้น จำนวนหุ้น ราคาตลาด และมูลค่าหุ้น (มูลค่าหุ้น = จำนวนหุ้น x ราคาตลาด)

- เพิ่ม Column มาอีก 1 ช่องให้เป็น "สัดส่วนใน port" โดยเอามูลค่าหุ้นตัวนั้นๆ หารด้วยผลรวมมูลค่าหุ้นทั้ง port แล้วคูณด้วย 100 จะได้ออกมาเป็นสัดส่วน %

- เพิ่ม Column อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า "ราคาเป้าหมาย" และ "Upside Gain" ช่องแรกก็ตรงตัวครับ เราต้องคิดประมาณราคาเป้าหมายของหุ้นออกมาให้ได้แล้วใส่ลงไป ส่วนในช่อง Upside Gain เอาผลต่างของราคาเป้าหมายกับราคาตลาด หารด้วยราคาตลาดแล้วคูณ 100 ก็จะได้เป็นผลตอบแทนที่น่าจะได้รับ ณ ราคาตลาดเวลานั้นๆ ถ้าหุ้นมันขึ้นไปตามเป้าหมายจริงๆ

- เพิ่ม Colunm อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า "ระดับความมั่นใจ" และ "ผลตอบแทนคาดหวัง" ระดับความมั่นใจที่เราใส่ลงไปจะต้องสอดคล้องกับราคาเป้าหมายที่เราใส่ไปก่อนหน้านะครับ เช่นผมคาดว่าหุ้น A ราคา 10 บาท มีเป้าหมาย 15 บาท และผมมั่นใจค่อนข้างมากว่ากำไรจะเป็นไปตามคาด ก็จะให้คะแนนเยอะๆ โดยมีตั้งแต่ 1-10 (ความมั่นใจจะมาจากข้อมูลที่เรามีในการวิเคราะห์ ความยากง่ายในการวิเคราะห์ ความผันผวนของกำไรของหุ้นนั้นๆ) ส่วนช่องผลตอบแทนคาดหวัง ก็เอา Upside Gain มาคูณกับระดับความมั่นใจแล้วหารด้วย 10 ค่าก็จะออกมาเป็น %

หลังจากเราสร้างตารางทั้งหมดเสร็จแล้วผมจะสอนต่อไปว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันยังไง
1. เราควรจะถือหุ้นอย่างน้อย 3 ตัว เพราะการปรับ Port จะทำได้ลำบากมาก ขณะเดียวกันก็อย่างถือเยอะจนเกินไปจนไม่มีเวลาติดตามพื้นฐานของหุ้นใน port จะให้ดีก็ประมาณ 4-6 ตัวนี้กำลังสวยเลย (ปัจจุบันผมมีประมาณ 4 ตัว)

2. ทีนี้ให้เราดูช่องสุดท้าย (ผลตอบแทนคาดหวัง) หุ้นตัวไหนมีค่ามากๆ เราก็ควรจะซื้อเป็นสัดส่วนมากๆใน Port เพราะฉะนั้นตรงช่อง "สัดส่วนใน port" กับ "ผลตอบแทนคาดหวัง" ก็ควรจะสอดคล้องกัน ตัวที่ผลตอบแทนคาดหวังต่ำๆ สัดส่วนใน Port ก็ควรจะน้อยตาม

3. เมื่อเราทำการซื้อขายหุ้นจนปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ได้ตามข้อที่ 2 แล้วที่นี้เราก็นั่งสบายใจได้เลย แล้วปล่อยให้หุ้นมันทำงานหาเงินให้เราต่อไป

4. อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีข้อมูลของหุ้นนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแง่บวกหรือแง่ลบที่ส่งผลให้ราคาเป้าหมายของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องไปเปลี่ยนค่าราคาเป้าหมายใหม่ด้วย หรือบางทีการมีข้อมูลหุ้นเพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับความั่นใจของเรานั้นเพิ่มขึ้น เราก็ควรไปปรับระดับความมั่นใจของหุ้นด้วย ทีนี้พอค่าที่เราใส่ลงไปเปลี่ยน ระดับผลตอบแทนคาดหวังนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงตาม ถ้าค่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เราก็สามารถที่จะปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ของเราใหม่ได้ โดยการขายหุ้นที่มั่นใจน้อยไปซื้อหุ้นที่มั่นใจมากขึ้นได้ อย่างปีนี้ผมก็มีการปรับ port ครั้งใหญ่ไป 1 ครั้ง เมื่อได้ข้อมูลหุ้น TR เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เป้าหมายหุ้น TR นั้นเพิ่มขึ้นและระดับความั่นใจก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนคาดหวังนั้นเพิ่มขึ้นจนมีค่ามากที่สุดใน Port ผมจึงตัดสินใจขายหุ้นตัวที่มีผลตอบแทนคาดหวังน้อยที่สุดออกไปแล้วเอาซื้อ TR เพิ่ม รวมทั้งยังขายหุ้นที่ผลตอบแทนคาดหวังรองๆลงมามาซื้อ TR เพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนหุ้น TR เพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกัน

5. กรณีที่หุ้นแต่ละตัวมีราคาขึ้นลงที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้ช่องราคาตลาดของเรานั้นเปลี่ยนแปลง และก็ย่อมส่งผลถึงไอ้เจ้าผลตอบแทนคาดหวังของเราให้เปลี่ยนแปลงอีก โดยเฉพาะเมื่อมีหุ้นบางตัวราคาเพิ่มขึ้นมากๆ ในขณะที่หุ้นบางตัวราคาลดลงมากๆ ผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ขึ้นเยอะๆจะลดลง และผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ลงเยอะๆจะเพิ่มขึ้น หลายๆครั้งผมก็จะทำการปรับสัดส่วนหุ้นใน port ใหม่ให้สอดคล้องกับผลตอบแทนคาดหวัง

6. การปรับ Port ในข้อ 4 และ 5 นั้นไม่ควรจะปรับบ่อยครั้งจนเกินไป ควรจะทำเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจริงๆเท่านั้น ไม่งั้นคนที่จะรวยก็คือโบรกเกอร์ของเราครับ

ข้อดีของการบริหาร port แบบนี้
- เป็นการจัด Port โดยใช้หลักทางวิชาการมาช่วยตัดสินใจการซื้อขายหุ้นซึ่งถ้าเราไม่ได้คำนวณออกมาแบบนี้การจัดสัดส่วนจะทำไปตามสัญชาติญาณซึ่งหลายๆครั้งมันก็อาจจะผิดได้

- เป็นการหลีกเลี่ยงการถือหุ้นน้อยตัวใน port ซึ่งมีความเสี่ยงมากๆ ไม่ว่านักลงทุนท่านไหนจะเก่งซักแค่ไหน ผมเชื่อว่าก็มีโอกาสผิดพลาดบ้าง โดยที่นักลงทุนที่เก่งอาจจะเลือกหุ้นมา 10 ตัวอาจจะพลาดซัก 1-2 ตัว คงไม่มีใครที่เก่งขนาดเลือกหุ้นไม่เคยพลาดเลยในชีวิต แม้เราจะมั่นใจมากแค่ไหนถ้าเราลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียวทั้ง port แล้วมันดันเป็นไอ้เจ้า 1 ในสิบตัวที่เป็นตัวที่เราคิดผิด... อาจจะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นต่ำมาก หรืออย่างรุนแรงก็อาจจะขาดทุนอย่างหนัก

- การลงทุนในหุ้นตัวเดียวทั้ง port นั้นความยืดหยุ่นต่ำ เพราะบางครั้งแม้ว่าเราจะวิเคราะห์มาดีแล้ว ผลงานของบริษัทก็เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ทุกอย่าง แต่ในบางครั้งราคาหุ้นอาจจะไม่สะท้อนออกมาในทันที คุณอาจจะต้องรอเป็นเวลา 1 ปี 2 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งถ้ามีหุ้นตัวเดียวที่ดีแล้วดันฟลุ๊คไปเจอหุ้นที่มันไม่สะท้อนราคาพื้นฐานขึ้นมา ผลตอบแทนของ port เราจะอืดอาดไปถนัดตา แต่ถ้าเรามีหุ้นใน port ซัก 4 ตัว มันก็จะมีหุ้นบางตัวที่สะท้อนมูลค่าแล้วราคาวิ่งขึ้นไป บางตัวอาจจะไม่ไปไหนเลยทั้งๆที่ผลประกอบการออกมาดีมาก เราก็สามารถขายหุ้นที่ขึ้นเยอะๆ (ผลตอบแทนคาดหวังลดลง) ไปซื้อหุ้นที่ราคาไม่ไปไหนแต่ผลประกอบการออกมาดี (ผลตอบแทนคาดหวังอาจจเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งจะทำให้ port เรานั้นมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น และสามารถเดินหน้าทำผลตอบแทนให้เราได้ในทุกจังหวะเวลา

- สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาลงและขาขึ้น ... อ้าวคงงงสิครับ ไอ้ขาขึ้นแล้วกำไรก็คงไม่แปลก ว่าแต่ไอ้ขาลงนี่จำกำไรได้ยังไง ผมยกตัวอย่างง่ายๆถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้นะครับ ที่ตลาดหุ้นนั้นไหลลงมาค่อนข้างลึกมาก ... ผมก็ใช้หลักการจัด port ง่ายๆแบบข้างต้น คือ หุ้นทั้งหมด 4 ตัวของผมนั้นก็ไหลลงทุกตัวเหมือนกัน ... แต่บางตัวก็ลงเยอะ บางตัวก็ลงน้อย ตัวที่ลงเยอะๆ ผลตอบแทนคาดหวังมันจะเพิ่มขึ้นเยอะกว่าตัวที่ลงน้อยๆ เพราะฉะนั้นผมก็อาจจะขายหุ้นที่ลงน้อยๆบางส่วน ไปซื้อหุ้นที่ลงเยอะๆแทน การทำแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เราเห็นกำไรในทันที แต่จะเป็นทำให้ผลตอบแทนในอนาคตของ port เรานั้นเพิ่มขึ้น เพราะเราสามารถขายหุ้นที่มี upside น้อยไปซื้อหุ้นที่มี upside เยอะแทน เมื่ออนาคตราคาหุ้นมันเป็นไปตามเป้าหมายที่เราคิดไว้ การปรับ port แบบนี้ก็จะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นดีกว่าการอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย (ความเชื่อที่ผิดอย่างหนึ่งของ vi หลายๆคนคือ "ถ้าหุ้นไม่เปลียนแปลงพื้นฐาน เราไม่ควรจะขาย" คาดเชื่อนี้ถูกแค่ครึ่งเดียวครับ จริงๆแล้วเราควรจะขายหุ้นทิ้งด้วย เพื่อไปซื้อหุ้นอื่นๆที่มีอนาคตมากกว่า มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าครับ)

- กรณีขาขึ้นก็เช่นกันกับขาลง คือหุ้นบางตัวมันขึ้นเยอะ บางตัวมันขึ้นน้อย ถ้ามันขึ้นต่างกันมากผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นมันจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างกันมาก เราก็สามารถปรับ port ขายหุ้นที่ขึ้นเยอะมาซื้อหุ้นที่ขึ้นน้อยแทนได้เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเนื้อหาคราวนี้มันยากเกินไปรึเปล่านะครับ ผมเองก็นั่งเขียนตั้งนาน หาวิธีอธิบายให้เห็นภาพ นี่ถ้าเป็นเพื่อนกันพูดให้ฟังต่อหน้านี่พูดจบไปตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้วมั๊ง นี่เขียนอยู่เป็นชม. ยังไม่เสร็จเลย

ปล.1 เน้นนะครับ ว่าการปรับ port ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป เพราะค่า com มันจะกินกำไรเราหมด ควรจะทำเมื่อมีการเปลี้ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น ปกติในเดือนนึงผมอาจจะมาคิดสัดส่วนซักครั้งว่าจะปรับ port อย่างไร นอกจากว่าจะเป็นช่วงที่หุ้นมันมีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือพื้นฐานเยอะๆ เช่นช่วงที่ตลาดๆผันผวนแบบนี้ ช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการ เพราะข้อมูลจะเยอะขึ้นทำให้ราคาเป้าหมาย และระดับความั่นใจนั้นเปลี่ยนแปลงได้มาก

ปล.2 จริงๆว่าจะเอาตารางของผมมาลงไว้ให้จะได้อธิบายได้ง่าย เห็นภาพชัดเจนกว่า แต่ไม่รู้วิธีเอาตารางมาลง ทำไม่เป็นครับ แฮะๆ

Thursday, January 10, 2008

สรุปการลงทุนปี 50

ปี 50 ผมทำผลตอบแทนได้ประมาณ 138%
หุ้นที่ทำกำไรให้ผมตัวหลักๆก็มี snc demco uec ums tr
ส่วนตัวที่ทำให้เจ็บตัวก็มีอยู่หลักๆ 2 ตัวคือ trt และ brock

- มองหุ้นโดยใช้เพียง pe มากจนเกินไปโดยไม่ได้ดูความสามารถในการบริหาร จุดแข็งจุดด้อยของบริษัท อย่างตอนซื้อ trt ตอนต้นปีเพราะเห็นว่าหุ้น pe ประมาณ 4 เท่า แต่ไม่ได้ดูเลยว่าบริษัทนั้นมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบ ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมาก ลักษณะงานเป็นงาน jobๆ ใหญ่ .. กำไรผันผวนตามแต่การส่งมอบงาน ที่สำคัญหนี้สินต่อทุนนั้นก็สูงมากๆ ถ้าบริษัทสะดุดอะไรไปโอกาสพลาดก็สูง สุดท้ายก็ซื้อไล่ราคาตั้งแต่ 4.4 ไปยัน 4.8 ... สุดท้ายตอนขายหุ้นทิ้ง (พอรู้ว่าตัวเองวิเคราะห์ผิด) ตั้งแต่ 4.8 ลงมา 4.2 ขาดทุนไป แต่ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ถือเป็นสัดส่วนเยอะใน port

- สาเหตุของการตัดสินใจผิดซื้อหุ้น trt ในช่วงต้นปีผมเชื่อว่า เป็นเพราะในปี 49 ผมทำกำไรได้สูงมากถึง 200 กว่า% ทำให้เริ่มต้นปี 50 มาผมเกิดอาการโลภว่าอยากทำผลตอบแทนให้ได้สูงๆ อีก .. ทำให้การตัดสินใจของตัวเองนั้นคิดแบบอารมณ์ชั่ววูบเกินไป อยากเล่นหุ้นที่ได้ผลตอบแทนเร็วๆ เลยตัดสินใจซื้อหุ้นโดนคิดไม่รอบคอบเพียงพอ

- ตอนถือ snc แล้วเพิ่มทุน ก็หลอกตัวเองไปหน่อยครับ .. รู้ว่าคงเพิ่มทุนแน่ .. แต่คิดแบบเข้าข้างตัวเองว่าเค้าจะใช้เงินเท่าไหร่ คิดเองว่าการเพิ่มทุนน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มากเกินไปยอมรับได้ .. แต่ลืมคิดไปว่าธุรกิจเค้าต้องวางแผนล่วงหน้ากันระยะยาว ต้องมองการลงทุนในอนาคตหลายๆปี ผมไปคิดแค่ว่าจะซื้อโรงงานใหม่ ขยายเครื่องจักรต้องใช้เงินเท่าไหร่ใน 1 ปี เลยทำให้ผมมองผลของการเพิ่มทุนนั้นน้อยเกินไป ... แทนที่จะกำไร snc เยอะ ก็ขาดทุนกำไรไปพอสมควร

- ผมไปลงทุน brock เพราะบริษัทมี asset สูง ... แต่ก็ติดกับดักของหุ้น asset play ว่าเมื่อยังไม่ unlock value นี่โอกาสที่มันจะสะท้อนมูลค่าก็ยากหน่อย และโดยปกติผมจะวิเคราะห์หุ้นที่เน้นด้วย pe เป็นหลัก เพราะอยู่ในอนาคตที่พอจะคาดการณ์ได้ มี time frame ชัดเจนว่าบริษัทน่าจะกำไรในระยะเวลาเท่าไหร่.. หุ้นก็น่าจะสะท้อนได้ในช่วงไหน แต่ผมหลุดออกจากกรอบความถนัดตัวเองที่ใช้การวิเคราะห์ pe เป็นหลัก และเน้นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งและมี growth เด่น มาลงทุนในหุ้น asset play ที่มี time frame ในการลงทุนไม่แน่นอน .. คือหุ้นมีราคาถูกแน่ๆ ไม่เถียง .. แต่มันจะถึงเวลาของมันเมื่อไหร่ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้แน่ชัด .. สุดท้าย brock ก็ไม่ได้ทำให้ผมขาดทุนมากมายเท่าไหร่ ... คงไม่กี่ % แต่ทำให้เงินมันจมอยู่ไม่ได้มีโอกาสไปซื้อหุ้นตัวที่ดีๆกว่า มี time frame นี่ชัดเจนกว่า

- ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว .. ผมถือหุ้น brock ณ เวลานั้นๆเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ซึ่งสูงเกินไปสำหรับหุ้นที่ไม่ใช่ทางถนัดของตัวเอง .. ทำให้ผลกระทบของความผิดพลาดในข้อที่แล้วรุนแรงขึ้น

- สังเกตุหุ้นที่ผมซื้อแล้วกำไรเยอะๆจะเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีหจุดเด่นในตัวเองอย่างเห็นได้ชัด บางตัวมี Barrier to Entry สูงมากๆ บางตัวอยู่ในอุตหสากรรมที่กำลังเติบโตดีมากๆ บางตัวก็มีจุดเด่นครบทั้ง 2 ด้าน จะมีตัวที่ไม่เข้า spec นี้ก็คือ demco ตัวเดียว

เพราะฉะนั้นแล้ว .. ในปี 51 นี้ผมจะพยายามลงทุนเฉพาะใน "กรอบที่ตัวเองถนัด ซื้อหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง อยู่ในอุตหสกรรมที่ดี และมีการเติบโต โดยไม่หลงไปกับความโลภที่มักจะทำให้การตัดสินใจของผมแย่ลง ไม่รอบคอบจนนำมาสู่ความผิดพลาดในการลงทุนได้" ปี 50 นี่เป็นปีที่สอนบทเรียนหลายๆอย่างให้ผมได้พอสมควรเลยครับ ขอบคุณปี 50 แล้วเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ลองทบทวนดูแล้วรึยังครับว่า 1 ปีที่ผ่านของตัวเองเป็นยังไงบ้าง

Thursday, November 29, 2007

หุ้นหมัดน๊อค (ภาคขยายความ)

มีคนอยากให้ผมยกตัวอย่างหุ้นหมัดน๊อคที่เห็นได้ชัดๆในช่วงนี้ ... จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ค่อยกล้าที่จะมาทำนายล่วงหน้าเท่าไหร่ว่าหุ้นไหนจะเป็นยังไง... เพราะหลายๆครั้งก็มีพลาดอยู่เหมือนกัน.. บอกๆไปเดี๋ยวจะมีคนมาติดหุ้นตามจะซวยกันหมด ...

จริงๆแล้วระหว่างที่ผมเขียนบทความเจ้าหุ้นหมัดน๊อคอันที่แล้ว มีหุ้นอยู่ตัวนึงที่ผมนึกถึงอยู่คือบริษัทไทยเรยอน หรือมีตัวย่อว่า TR คุณสมบัติของ TR นี่เรียกได้ว่าเข้าแก๊ปจากบทความที่แล้วเป๊ะเลย .. คือมีแนวโน้มธุรกิจและผลกำไรที่ดี และมี PE ต่ำ

TR ที่ทำเส้นใยเรยอนครับ .. เป็นบริษัทระดับโลก อยู่ในกลุ่ม Grasim ซึ่งเป็นบริษัทอินเดีย มีคู่แข่งอยู่ในตลาดโลกอยู่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น .. เรียกได้ว่าผูกขาดกลายๆเหมือนกัน เลยทำให้เป็นธุรกิจผลิตเส้นใยที่ดูไม่น่าจะมีกำไรดีเท่าไหร่ แต่ดันกำไรดีมากๆ เมื่อปีก่อนมี Gross Profit Margin ประมาณ 22-23 กว่า % ซึ่งสูงมากๆ สำหรับธุรกิจที่ดูน่าเบื่อแบบนี้

ผมมาเจอมันเมื่อประมาณกลางๆปี 50 เห็นว่าบริษัทมีการขยายกำลังการผลิตอย่างมาก จากที่ไม่ได้ขยายมากนาน.. ก็เลยดูว่าน่าจะมีอะไรดีให้ติดตาม เลยค้นไปต่อ .. พยายามหาราคาเส้นใยเรยอนจาก Google แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แต่พอดีไปเจอราคาของ Cotton ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนกัน .. ผมก็เลยเอาราคาของ Cotton เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ .. ก็เห็นว่าราคา Cotton นั้นก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดเอาเองว่าเรยอนก็น่าจะขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะถ้า Cotton แพง คนก็จะเปลี่ยนไปใช้เส้นในอื่น .. พอมาใช้เรยอนเยอะขึ้น ตามหลัก Demand Supply ก็น่าจะทำให้เรยอนเพิ่มตาม ... แต่หลักฐานที่ชัดเจนว่าจะดีก็ยังไม่มีครับ เพราะเป็นข้อมูลที่เดาๆเอาเอง

แต่พอดูจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว จากเดิมมีกำลังประมาณ 3 สายการผลิต .. บริษัทเพิ่มในช่วงต้นปี 50 ไป 1 สาย .. และมีกำลังลงเครื่องจักเพิ่มปี 51 อีก 1 สาย แถมสายการผลิตใหม่ก็เป็นสายที่ทันสมัยกว่า สามารถผลิตเส้นใยเรยอนก็ได้ .. หรือเส้นในโมดาลก็ได้ (ซึ่งเป็นเส้นใยที่กำไรดีกว่าเรยอนอีก) นอกจากนี้บริษัทยังขยายโรงงานไปทำวัตถุดิบเอง ทั้งคาร์บอนไดซัลไฟ รวมถึงย้อนไปปลูกต้นไม้ที่เป็นวัตถุดิบหลักอีกตัวหนึ่ง .... เห็นแบบนี้แล้วผมก็ดูว่าแม้ราคาเรยอนไม่ได้เพิ่มขึ้น (ซึ่งผมดูจากราคา Cotton แล้วก็น่าจะขึ้นนะ) ลำพังแค่กำลังการผลิตที่เพิ่มใหม่ก็น่าจะทำให้บริษัทมี Growth ในระดับที่ดีได้แถว 25-30% ถ้าราคาเส้นใยยังเพิ่มขึ้นได้อีก .. Growth ของกำไรอาจจะได้เห็นเกิน 30-35% ได้

ตอนที่ผมซื้องบออกมาแล้ว 2 ไตรมาสได้กำไรประมาณ 4.4 บาทต่อหุ้น ผมคิดแบบง่ายๆคือเอา 2 คูณไปเป็น 8.8 บาทต่อหุ้น เป็นกำไรทั้งปีแบบหยาบๆ ตอนนั้นหุ้นราคาประมาณ 40 บาทคิดเป็น PE ประมาณ 4.5 เท่าซึ่งน่าสนใจมากๆกับหุ้นที่มี Growth แบบนี้ และถึงแม้ว่ากำไรอาจจะไม่เป็นไปตามที่ผมคาด แต่ด้วยราคาที่ซื้อมาไม่แพงเทียบกับ PE แล้ว ผมว่าความปลอดภัยก็น่าจะมีระดับหนึ่ง เลยซื้อหุ้นเข้าไปเรื่อยๆ

ผมซื้อหุ้นไปไม่นานได้ราคาเฉลี่ยแถวๆ 44 บาท งบก็ประกาศออกมาว่าบริษัทได้กำไรในไตรมาส 3 ประมาณ 3.2 บาทต่อหุ้น .. ซึ่งเกินที่ผมตั้งใจว่าจะเป็น 2.2 บาทไว้สูงมาก ราคาหุ้นก็ไปยืนอยู่แถวๆ 50 บาทอยู่ได้พักใหญ่ ... ณ ตอนนี้ผมมีผลตอบแทนแล้วประมาณ 13-14% ซึ่งก็ไม่น้อยเลยด้วยระยะเวลาสั้นๆ .....

สาเหตุที่งบออกมากำไรดีนั้น เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ (สายที่ 4) ทำให้บริษัทผลิตสินค้าออกมาขายได้มากขึ้น บวกกับราคาเส้นในเรยอนนั้นสูงขึ้นจนทำให้ Gross Margin ที่เคยทำได้ประมาณ 23 ต้นๆนั้นพุ่งไปถึง 30% .... ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าผมเริ่มมาถูกทางแล้ว กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นก็เห็นผลชัดเจนดี ราคาเรยอนก็เพิ่มขึ้นตามที่คิดไว้ (จริงๆเพิ่มสูงกว่าที่คิดไว้เยอะเลย แฮะๆ) ผมก็เลยถือหุ้นต่อไป แม้หุ้นจะไม่ค่อยขยับไปมากเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับกำไรที่เกินคาดขนาดนี้ ....

แต่เมื่อไม่นานมานี้อาจจะด้วยว่ามีคนมาสนใจหุ้น TR เพิ่มมากขึ้น และเห็นว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดี จากหุ้นที่ไม่ค่อยมีใครสนใน Trade กันที่ PE ประมาณ 5-6 เท่ามาตลอด .. ราคาเริ่มไต่ขึ้นมาเรื่อยๆจนมาสูงถึง 70 บาทในเวลาไม่นานมาก ... (ณ เวลานี้ผมได้ผลตอบแทนไปแล้ว 59%) ซึ่งกำไรที่ทำไว้ 3 ไตรมาสแรกประมาณ 8 บาทนั้น เมื่อรวมกับกำไรในไตรมาส 4 ที่ผมคาดไว้น่าจะประมาณ 3 บาท (ให้น้อยกว่าไตมาส 3 ที่ทำได้ 3.2 บาทนิดหน่อย เพื่อความปลอดภัยในการประมาณ) จะทำให้ TR มีกำไรทั้งปีประมาณ 11 บาท เทียบกับราคา 70 ก็ Trade กันที่ PE 6.4 เท่าซึ่งสูงกว่าที่เคยเป็นมาพอสมควร ... (ผมแอบหวังว่าตลาดให้ความสนใจมากขึ้นจะปรับ PE ของ TR ให้เพิ่มขึ้นได้กว่าที่เคยเป็นที่ 5-6 มาอยู่ในระดับ 6-7 เท่า)

จากการที่ผลกำไรของบริษัทนั้นดีขึ้นเรื่อยๆจากการขยายกำลังการผลิตสายที่ 4 และราคาเส้นในที่สูงขึ้น ทำให้ไตรมาส 3 ทำกำไรได้ประมาณ 3.2 บาท ผมก็คิดต่อเอาเองเล่นๆว่า ในช่วงเดือนมีนาปี 51 สายการผลิตสายที่ 5 จะสามารถเริ่มผลิตได้ตามแผน บวกกับการที่บริษัทย้อนกลับไปทำวัตถุดิบเอง ก็จะทำให้บริษัทมีกำไรที่น่าจะสูงขึ้นกว่า 3.2 บาท .. ผมแอบฝันไปว่าบริษัทจะทำกำไรได้ถึง 4 บาทต่อไตรมาส ... (เพื่อนๆก็เตือนๆกันบ้างอยู่เหมือนกัน ว่าฝันเกินไปรึเปล่า) แต่คิดในใจแล้วทั้งปีก็น่าจะได้ 16 บาท ... เอ้า เป็น 15 ก็ได้.. ลดให้นิดนึง ที่ราคาแถวๆ 68-70 บาทก็คิดเป็น PE เพียง 4.67 เท่าเท่านั้นเอง ... แม้ราคามันจะขึ้นมาเยอะ แต่กำไรมันก็วิ่งเร็วไม่แพ้กัน ทำให้ PE มันยังไม่สูงมาก เห็นยังนี้แล้วผมก็เลยซื้อหุ้นเพิ่มเข้าไปอีกนิดหน่อยแถวๆ 68-69 บาท โดยคาดหวังว่าไตรมาส 4 จะทำกำไรได้ซัก 3 บาท แล้วค่อยเพิ่มเป็น 4 บาทต่อไตรมาสในไตรมาสต่อๆไป ....

ณ เวลานี้มีพี่ๆบางคนผมว่าบริษัทอาจจะทำได้ถึงไตรมาสละ 5 บาทก็ได้เป็น .. แต่ผมก็ยังว่ามันดูเยอะไปหน่อย ... แค่ 4 บาทผมก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว ... ถ้าทำได้ 15 บาทต่อหุ้นแล้ว PE 8 เท่า ราคาอาจะได้เห็น 120 บาท ... นี่คิดจากที่ผมซื้อครั้งแรกแถวๆ 44 เป็นผลตอบแทนถึง 172% เลยนะเนี่ย

ระหว่างนี้ก็ยังมี Update ราคาเส้นใยอยู่บ้าง ... หาราคา Cotton ดู ก็ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ .... แม้จะคิดไว้แต่แรกว่าไตรมาส 4 นี่ทำได้ 3 บาทก็ดีแล้ว....

เมื่อเย็นวันนี้นี่เอง งบ TR ไตรมาส 4 เพิ่งออกมาให้เห็น .... ผมเห็นกำไรแล้วก็ตกใจตะลึง .. O_O บริษัทสามารถทำกำไรได้ประมาณ 4.4 บาทเลย ... เกินที่ผมคิดไว้เยอะไปไกลมาก ไปดูในงบให้ละเอียดขึ้น ก็เห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นมาก (ผมนับเฉพาะรายได้จากการขายนะครับ คนที่ไปดูงบแล้วดูรายได้รวมอาจจะต่างจากที่ผมเขียนไว้) ... จากปีที่แล้วทำได้เฉลี่ย Q ละ 1300 มา Q1-1418, Q2-1596, Q3-1915 และ Q4 ทำได้สูงถึง 2336 ล้านบาท และ Margin ก็เพิ่มจาก Q3 ที่สูงมากอยู่แล้วที่ 30% มาเป็น 37% .... แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเส้นใยเรยอนต้องมีราคาเพิ่มขึ้นมากแน่ๆ บริษัทถึงทำกำไรขั้นต้นเป็น % ได้สูงมากขนาดนี้

วันนี้งบออก ไม่รู้พรุ่งนี้ราคาหุ้นจะเป็นยังไงบ้าง .. เสียดายที่ผมซื้อหุ้นตัวนี้ไว้ไม่เยอะมาก (เพราะปัญหาเรื่องสภาพคล่อง + กับตังค์หมดพอดี) ถ้าซื้อไว้เยอะๆคงจะกำไรเยอะกว่านี้อีกเพียบ .. (สุธาษิตจากพี่พอใจใน ThaiVI ที่บอกว่า "รู้อะไรไม่สู้รู้งี้" ยังคงใช้ได้ดีเสมอในทุกสถานการณ์)

วันนี้พี่ที่บอกไว้ว่ากำไรต่อหุ้นปีหน้าได้ซัก 5 บาท ก็อาจจะไม่ใช่ฝันเกินจริงๆแล้วก็ได้ครับ ... ถ้าทำได้จริงบริษัทมีกำไรทั้งปีที่ 20 บาทต่อหุ้น .. บวกกับการที่คนมาสนใจหุ้นตัวนี้มากขึ้น เห็นความแข็งแกร่งและแนวโน้มธุรกิจที่ดีมากขึ้น อาจจะทำให้ PE ไปถึง 8 เท่า ... ราคาหุ้นคงมีลุ้นที่ 160 บาทได้ ... คิดจากราคาที่ 44 บาทซึ่งเป็นทุนของผม ... คิดได้เป็นผลตอบแทนถึง 264% ในระยะเวลาปีมาณ 1 ปีกว่าๆเท่านั้นเอง

นี้แหละครับ .. หุ้นหมัดน๊อค ที่ผมพูดถึง พอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นรึยัง ....

ปล.1 ราคาหุ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เกินคาดเดาครับ .. ที่ผมเขียนไปเป็นการคาดการณ์ของผมเองล้วนๆ โอกาสผิดพลาดก็อาจจะมีสูง เพราะเวลาที่ถือหุ้นตัวไหนอยู่เยอะๆ ผมชอบจะมีอาการ Bias คิดเข้าข้างหุ้นตัวเองอยู่พอสมควร .. ต้องระวังจุดนี้ด้วย (เพราะผมเชื่อว่าได้อาการเข้าข้างหุ้นตัวเองที่ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่เป็น .... คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ก็เป็นกันทั้งนั้น)

ปล.2 มีหลายครั้งที่ผมคิดผิดในหุ้นบางตัว ... เช่นกำไรไม่เป็นไปตามที่คาดบ้าง ไม่ค่อยมีคนมาสนใจบ้าง..ทำให้ PE ที่น่าจะสูงขึ้นกลับนิ่งอยู่เหมือนเดิม ... ก็ทำให้ผลตอบแทนไม่ได้สูงอย่างที่ตั้งใจ .. แต่อย่างไรก็ตาม .. การที่ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำ แม้กำไรจะไม่ดีอย่างที่คิด .. หุ้นก็มักจะไม่ลงแรง หรือการซือ้หุ้นที่มีกำไรเติบโตที่พอใช้ แม้ PE ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น เราก็ยังได้ผลตอบแทนเท่าๆกับกำไรที่เติบโตซึ่งก็ยังดี นอกจากจะเป็นเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด คือนอกจากกำไรจะไม่โตแล้ว ยังกำไรลดลงด้วย .. และยิ่งกำไรลดลงคนก็อาจจะมองหุ้นแต่ลง PE ก็อาจจะโดนปรับลดลงได้ ... ทำให้ขาดทุนได้เหมือนกัน ... เพราะฉะนั้น จะซื้อหุ้นอะไรต้องศึกษาให้ดีนะครับ ไม่ใช่เห็นใครบอกว่าดีก็ซื้อๆตามโดยไม่ได้ดูพื้นฐานด้วยตัวเอง โอกาสขาดทุนมันสูง ...

Saturday, November 17, 2007

หุ้นหมัดน๊อก

หุ้นที่ผมชอบมากๆคือหุ้นที่มีโอกาสทำกำไรได้สูงและมีโอกาสที่จะขาดทุนต่ำ ซึ่งผมตั้งชื่อว่าหุ้นหมัดน๊อก

ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา ผมพยายามนั่งคิดย้อนกลับไปว่าหุ้นที่ทำกำไรให้ผมมากๆ และขณะเดียวกันไม่ค่อยทำให้ผมขาดทุน ส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างไร หลังจากได้พูดคุยกับเพื่อนนักลงทุนหลายๆคน ผมก็เลยพอจับลักษณะสำคัญของหุ้นที่ทำกำไรสูงได้ว่าต้องมีหมัดเด็ด 2 หมัดนี้เป็นสำคัญ

หมัดที่ 1. เป็นหุ้นที่มี pe ต่ำ - pe ที่พูดถึงในที่นี้จะต้องมองไปในอนาคตนะครับ คือจะต้องคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตให้ได้แล้วประเมิน pe ออกมา ยิ่ง pe ต่ำเท่าไหร่ หมัดนี้ก็ยิ่งหนักเท่านั้น
หมัดที่ 2. เป็นหุ้นที่มี Growth ของกำไรในอนาคตที่ค่อนข้างสูง - แนวโน้มของผลกำไรในอนาคตจะต้องสูงขึ้นติดๆกันหลายๆปี ไม่ใช่ปีหน้าโตสูง แต่ปีถัดไปอาจจะแย่แบบนี้ไม่เอา ผมว่า growth ที่พอจะเป็นหมัดน๊อกได้นี้ควรจะอย่างต่ำก็ซัก 25% ขึ้นๆไป

หุ้นที่มีหมัดเด็ดครบทั้ง 2 หมัดนั้นค่อนข้างหายาก แต่ถ้าเจอแล้วจะสร้างกำไรให้เราได้มาก... ลองมาดูกันนะครับว่ามันมีมันสร้างกำไรให้เราได้อย่างไร

กรณีเข้าเป้าทุกหมัด (ที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้) สมมติผมสามารถซื้อหุ้นที่มีราคา 6 บาท eps สิ้นปีนี้ประมาณ 1 คิดเป็น pe ประมาณ 6 เท่า และมี growth สูงในอนาคตหลายๆปี หุ้นตัวนี้มี pe เหมาะสมที่คนส่วนใหญ่ให้ประมาณ 8 เท่า (อาจจะดูได้จากค่า pe ที่บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ หรือถ้าไม่มีบทวิเคราะห์ก็ใช้การประมาณ pe ที่เหมาะสมอย่างที่เคยเขียนในบทความก่อนๆ ตรงนี้ไม่มีสูตรตายตัว)

- ถ้ากำไรของหุ้นสามารถเติบโตไปได้ประมาณ 25% ต่อปี โดยที่หุ้นยังคงซื้อขายกันที่ pe 6 เท่าอยู่ตลอด การซื้อหุ้นถือยาวๆก็จะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 25%
- แต่ถ้าหุ้นปรับขึ้นไปซื้อขายเป็น pe 8 เท่า ใน 1 ปีข้างหน้ากำไรจะเพิ่มเป็น 1.25 บาท ทำให้ซื้อขายกันที่ราคา 10 บาท ทำให้ได้ผลตอบแทนถึง 67% ใน 1 ปีเท่านั้น
- มากไปกว่านั้นซึ่งผมเรียกว่าเป็นกรณีพิเศษ (ซึ่งหลายๆครั้งก็มีโอกาสเกิดขึ้นอยู่บ้าง และทำกำไรให้ port ผมมากๆ) คือการที่ตลาดเริ่มเห็นหุ้นค่าของหุ้นตัวนี้ว่ามีการเติบโตค่อนข้างสูง ทำให้หุ้นเป็นที่นิยมมากขึ้นและค่า pe ที่เหมาะสมถูกปรับขึ้นมากกว่าเดิมจาก 8 เท่าไปเป็น 10 เท่า 12 เท่า หรือแม้แต่ 15 เท่า เมื่อบริหารโตไป 25% ราคาหุ้นที่ควรจะเป็น ณ pe 8 10 12 15 เป็นดังนี้ 10 12.5 15 18.75 บาท ตามลำดับ เทียบจากต้นทุนที่ซื้อมาที่ 6 บาท จะทำผลตอบแทนได้สูงถึง 67% 108% 150% 212.5% ตามลำดับเช่นกัน

หุ้นประเภทนี้ถ้าให้ยกตัวอย่างในปีนี้จะเห็นได้ชัดๆ 3 ตัว คือ snc uec และ ums เพราะเมื่อช่วงต้นปี ผมก็ได้ยินคนพูดถึงหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เค้าก็จะซื้อหุ้นแล้วประเมินกันว่า pe เหมาะสมน่าจะประมาณ 8 เท่า growth ของหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ในหลัก 25-30% ขึ้นไปทั้งนั้น และมีแนวโน้มจะโตในลักษณะนี้ไปหลายปี คนที่ซื้อช่วงนั้นส่วนใหญ่ก็ซื้อหุ้นกันประมาณ pe 6-7 เท่ากัน พอเวลาผ่านไปผลประกอบการเริ่มแสดงออกมาให้เห็นก็เห็นได้ชัดส่วนหุ้นทั้ง 3 ตัวมีแนวโน้มกำไรที่โตมากจริงๆ คนเริ่มเข้ามาสนใจมากขึ้น นักวิเคราะห์ก็เริ่มเข้ามาวิเคราะห์ ทำให้ pe ของหุ้นทั้ง 3 ตัวนั้นถูกมองไปถึงระดับ 12 เท่าเป็นอย่างต่ำ (ums ตัวเดียวที่ดูเหมือนว่าจะให้กันระดับสูงถึง 15 เท่า) snc วิ่งจากประมาณ 7 บาทไปเป็น 14 บาท uec จาก 12 บาทไปเป็น 40 บาท (ก่อนแตกพาร์) และ ums จาก 15 บาทไปถึงหลัก 100 บาท (ปรับพาร์ให้ตรงกัน)

ปีนี้ก็โชคดีที่ผมและเพื่อนหลายๆ ได้ซื้อหุ้นทั้ง 3 ตัวมากน้อยบ้างตามจังหวะทำให้ได้ผลตอบแทนกันสูงมาก

กรณีพลาดไป 1 หมัด เข้าเป้าหมัดเดียว
- เช่นหุ้นอาจจะโตน้อยกว่าที่คิดเช่นคาดไว้ว่าจะโต 25% กลับโตแค่ 10% แต่ถ้าเราซื้อมาใน pe ที่ต่ำนั้นยังมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะปรับ pe เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ซึ่งการโต 10% ก็ให้ eps เป็น 1.1 แต่ราคาซื้อขายก็ไปได้ถึง 8.8 หรือ 11 บาท จากทุนที่ซื้อมา 6 บาทก็ยังสร้างผลตอบแทนได้มาก
- หรือหุ้นอาจจะโตไปตามคาด 25% แล้วหุ้นมี pe อยู่ที่ 6 หรือ 8 เท่า ผลตอบแทนก็ยังอยู่ในระดับที่ 25% และ 67% ซึ่งก็ไม่ได้น้อยเลย

เพราะงั้นจะเห็นว่าถ้าเรามีหมัดเด็ดอยู่ 2 หมัด แม้บางหมัดอาจจะพลาดเป้าไปบ้างแต่ก็ยังพอที่จะอัดผลตอบแทนได้เพียงพอ ยิ่งถ้าเข้าเป้าทั้ง 2 หมัดได้เน้นๆแบบหุ้นทั้ง 3 ตัวข้างต้น ก็จะสร้างผลตอบแทนให้ port ได้ระดับ 100% ได้เลย (ปีนี้ผมเจอคนที่ผลตอบแทนระดับ 100% ขึ้นไปแทบจะนับไม่ถ้วนเพราะเจ้าหุ้น 3 ตัวนี้แหละ)

กรณีหุ้นที่มีหมัดเด็ดอยู่หมัดเดียว
- เช่นหุ้นที่มีคุณภาพดี มีแนวโน้มกำไรโตดี เช่น 20-25% แต่มี pe สูงถึง 15 หรือ 20 เท่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาด การถือหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนเท่ากับ growth การที่ pe จะปรับเพิ่มขึ้นคงยากเพราะมันสูงมากอยู่แล้ว นี่ยิ่งถ้าเกิดว่าเราคาดการณ์ผิด หมัด growth ที่ยิ่งออกไปไม่เข้าเป้า แทนที่จะ growth 25% บริษัทกลับโตเพียง 5% และมีการปรับ pe ลดลง (หุ้นที่ pe สูงมักจะมีการคาดหวังสูง ถ้ากำไรไม่ได้โตตามที่คาดการณ์ไว้ การปรับ pe ลดลงก็มีให้เห็นบ่อย) กรณีแบบนี้จะทำให้ขาดทุนเอาได้ง่ายๆ ในขณะที่ถ้าได้ผลตอบแทนก็คงไม่ได้สูงมากอะไร
- หุ้นที่ growth ไม่สูง แต่ pe ต่ำ แบบนี้ถ้าเป็นไปตามคาดคือกำไรอาจจะโตได้ซัก 10% แล้ว pe ปรับเพิ่มได้อีก ก็ได้ผลตอบแทนสุงกว่า 10% กรณีที่แย่หน่อยคือ pe ไม่ได้ปรับเพิ่มอย่างน้อยก็จะได้ผลอตอบแทนอย่างต่ำประมาณ 10%

จะเห็นว่าการถือหุ้นที่มีหมัดเด็ดเพียงหมัดเดียวนั้น นอกจากจะให้ผลตอบแทนไม่สูงแล้ว จะมีโอกาสที่จะทำให้เราขาดทุนได้มากด้วยเช่นกัน แต่การจะหาหุ้นที่มีหมัดเด็ดครบ 2 หมัดนั้น โอกาสเจอก็ค่อนข้างยากพอสมควร ใน 1 ปีเจอซักตัวก็ดีใจแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเจอหุ้นที่ครบเครื่องทั้ง 2 หมัด เราควรจะซื้อในสัดส่วนที่สูงของ port (แต่ก็ไม่ควรเกิน 50% เพราะของแบบนี้อะไรก็ไม่แน่นอน มันอาจจะพลาดก็เป็นได้) แต่ถ้ายังหาไม่เจอจริงๆ การถือหุ้นหมัดเดียวก็ยังพอยอมรับได้ แต่ต้องมั่นใจจริงๆว่าหมัดนั้นจะเข้าเป้า อย่างปัจจุบันผมยังถือหุ้นตัวนึงอยู่ซึ่งตอนนี้เอง pe ก็อยู่ในระดับสูงถึง 12 เท่าแล้ว การที่ pe จะปรับขึ้นอีกคงเป็นไปได้ยาก แต่ผมยังค่อนข้างมั่นใจว่าผลกำไรในอนาคตยังมี growth อยู่ในระดับที่สูงอยู่ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆ คงเข้าเป้าซักหมัดแน่ๆ

ปล. ถ้าคนเคยอ่านหนังสือของ Peter Lynch อาจจะจำอัตราส่วน PEG ได้ .... คือเอา p/e หารด้วย growth ซะ .. ค่ายิ่งน้อยยิ่งดี .. จริงๆก็มีพื้นฐานแนวคิดคล้ายๆกันครับ ผมเอามาอธิบายในภาษาแบบของผมเอง

Monday, October 01, 2007

การวิเคราะห์ตัวเลขและคุณภาพ

การวิเคราะห์เลือกหุ้นที่จะซื้อลงทุนในแนว vi นั้นผมแบ่งออกมาได้เป็น 2 แบบ คือ แบบที่เน้นการวิเคราะห์ตัวเลขและแบบที่เน้นการวิเคราะห์คุณภาพของธุรกิจเป็นหลัก

คนที่วิเคราะห์แบบตัวเลขเป็นหลักนั้นจะไม่ค่อยมองที่ตัวธุรกิจมากเท่าไหร่นัก โดยสิ่งที่นักลงทุนประเภทนี้สนใจคือตัวเลขผลกำไรคาดการณ์ ตัวเลขสินทรัพย์ภายในงบดุล โดยจะซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณได้เท่านั้น นักลงทุนแบบนี้ก็มีตัวอย่างที่ชัดเจนมากก็คือเกรแฮม บิดาแห่งการลงทุนแนว vi ผู้เขียนหนังสือ The Intelligence Investor โดยจะซื้อหุ้นที่เน้นว่าถูกไว้ก่อนเรื่องคุณภาพไม่ใช่สิ่งสำคัญนักเพราะมีความเชื่อว่าคุณภาพนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ การตีมูลค่านั้นยากเกินไป

นักลงทุนอีกพวกหนึ่งกลับมองในมุมที่ต่างกันออกไป คือเค้าจะให้ความสำคัญกับตัวธุรกิจเป็นอย่างมาก จะวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่หุ้นนั้นแข่งขันอยู่ วิเคราะห์ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของหุ้น พวกถึงความสามารถของผู้บริหารว่ามากน้อยแค่ไหน ถ้าเลือกหุ้นที่มีคุณภาพที่ดีอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดีและมีผู้บริหารที่ดีแล้ว โอกาสประสบความสำเร็จกับการลงทุนก็มีสูงมาก นักลงทุนที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็คือ Philip Fisher ผู้เขียนหนังสือ Common stock Uncommon Profit

ในความคิดเห็นของผม ผมว่าการลงทุนแนว vi ให้สมบูรณ์แบบนั้นจะต้องประกอบไปด้วยการวิเคราะห์ทั้งตัวเลขและคุณภาพควบคู่กันไป ซึ่งก็เป็นที่มาของการลงทุนแบบผสมซึ่งมีตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ warren buffett ซึ่ง buffett บอกว่าการลงทุนของเค้านั้นเกิดจากการผสม เกรแฮม 80% และ fisher 20% (แต่ผมว่าจริงๆแล้วสไตล์การลงทุนของ buffett นั้นน่าจะเป็น เกรแฮม 20 แล้ว fisher 80 มากกว่า เค้าอาจจะยกย่องเกรแฮมในฐานะอาจารย์คนแรกของเค้ามากไป)

การวิเคราะห์หุ้นนั้นผมจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ด้านคุณภาพก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าหุ้นมีคุณภาพที่ดี ถึงจะค่อยมาตรวจสอบด้านตัวเลขว่าหุ้นแพงเกินไปหรือไม่ แต่ถ้าคุณภาพของธุรกิจไม่ดีเท่าที่ควร เราก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาวิเคราะห์ทางด้านตัวเลขต่อ การใช้หลักการวิเคราะห์ทั้ง 2 ด้านควบคู่กันจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะได้หุ้นที่ดีในราคาที่ไม่แพง และการลงทุนนั้นจะมีโอกาสขาดทุนต่ำและโอกาสกำไรเป็นกอบเป็นกำก็จะมีมาก

"ซื้อหุ้นคุณภาพดีที่ราคาเหมาะสม ดีกว่าการซื้อหุ้นคุณภาพต่ำที่ราคาถูก"

Tuesday, September 11, 2007

ตำนานแอร์

ในช่วงนี้มีหุ้นอยู่ตัวหนึ่งที่ผมติดตามมานาน และถืออยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงมีคนที่รู้จักหลายคนซื้อหุ้นนี้ไว้พอสมควร ราคากำลังไหลลงอย่างน่าตกใจ มีคนโทรมาถามผมด้วยความเป็นกังวลอย่างมาก พอดีกับพี่ปรัชญาได้ตั้งกระทู้ในเวป thaivi ไว้ให้ร่วมเขียนตำนานแอร์ เพราะตอนนี้กลายเป็นหุ้นที่มีการพูดคุยกันอย่างมาในเวป ผมเลยถือโอกาสร่วมเขียนตำนานด้วย พร้อมไปกับการอธิบายให้เข้าใจถึงหุ้นตัวนี้มากขึ้น เพื่อให้คนที่อาจจะยังกังวลกับราคาที่ลดลงอย่างมากนั้นสบายใจขึ้นแล้วได้เข้าใจธุรกิจของหุ้นตัวนี้มากขึ้น

************************************

มาขอร่วมเขียนตำนานแอร์ด้วยคนครับ
วันที่ผมรู้จักหุ้น snc ครั้งแรกคือที่งาน oppday ครับ ช่วงนั้น snc เพิ่งเข้าตลาดมาได้ไม่นานนัก น่าจะเข้ามาปลายๆปี 47 งาน oppday ที่มาน่าจะเป็นช่วงต้นปี 48 ซึ่งเป็นงานแถลงผลประกอบการรายปีครั้งแรกของ snc ที่ oppday วันนั้นถ้าจำไม่ผิดมีลุงขวดและพี่พีไปนั่งฟังด้วย ...


ปกติเวลาผมจะซื้อหุ้นซักตัวผมจะต้องทำการบ้านมาก่อนอย่างดี อ่าน 56-1 อ่านงบการเงิน อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมาพอสมควร แล้วจึงตัดสินใจซื้อ แต่สำหรับ snc กลับแปลกไป คือผมได้ฟังคุณสามิตต์และคุณสมชัยพูดเพียงครั้งเดียว จริงๆแกยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ ผมรีบเดินออกไปนอนห้องแล้วซื้อหุ้น snc ทันที เหตุผลหลักๆที่ซื้อในตอนนั้นน่าจะเป็น
- เป้าหมายการเติบโตของบริษัทที่ค่อนข้างสูง
- เหตุผลในการเติบโตของเค้าก็ฟังดูแล้วน่าเชื่อถือและเป็นไปได้ คือบริษัทมีข้อได้เปรียบตรงที่ว่ามีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าลูกค้า และไม่มีคู่แข่งโดยตรง วันนั้นยังจำได้แม่นครับว่ามีคนถามว่าคู่แข่งของ snc คือใคร คุณสมชัยก็ตอบว่าคู่แข่งคือลูกค้า เพราะเราจะต้องทำงานให้มีคุณภาพทัดเทียมกับลูกค้าในขณะที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพื่อจะให้ลูกค้านั้นยกสายการผลิตมาให้ snc
- ฐานะทางการเงินดี
- ชอบการตอบคำถามของผู้บริหาร
- และที่สำคัญคือชอบการบริหารคนของ snc ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดึงคนเก่งๆเข้ามาทำงาน และการสร้างพนักงานจากภายในด้วยโครงการ mini MD (แซว woody ว่าไม่ใช่ mini MBA นะครับ)

ผมซื้อหุ้น snc ไปได้จำนวนหนึ่ง ราคาน่าจะอยู่ประมาณ 3.30-3.40 แล้วผมก็รอวันไปประชุมผู้ถือหุ้นเพราะยังมีคำถามอีกมากมายที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ snc วันที่ไปประชุมก็ต้องถือว่ามีคนเยอะพอสมควร เพราะปกติหุ้นใหม่ๆที่ขนาดไม่ใหญ่มาก ไม่น่าจะมีคนเข้ามาเยอะขนาดนี้ เอ.. หรือว่าจะเป็นหน้าม้าของบริษัทก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่วันนั้นมีโอกาสได้รู้จักท่านผู้ถือหุ้น snc รายใหญ่ท่านหนึ่ง จำไม่ได้ว่าตอนนั้นมีอยู่กี่ล้านหุ้น แต่ตอนนี้ท่านมีอยู่ประมาณ 3.4 ล้านหุ้น

ในงานประชุมผู้ถือหุ้นวันนั้นเกือบผมยิงคำถามไม่หยุดเลย เพราะอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับ snc มายิ่งขึ้น จนท่านประธาน ตอนนั้นคุณสมชัยยังไม่ได้เป็นประธาน แต่เป็นพี่ชายแก ติงผมว่าให้คนอื่นเค้าถามบ้าง (คำถามวันนั้นประมาณ 90% เป็นของผม) แม้จะเขินๆอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่าที่ได้รู้จักหุ้น snc มากยิ่งขึ้น วันนั้นคำตอบที่ทำให้ผมสบายใจมากๆอย่างนึงของ snc ก็คือเรื่องต้นทุน และการเปิดเผยต้นทุนให้กับลูกค้า ทำให้การปรับราคาสินค้านั้นสามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้เกือบ 100% ไม่ว่าทองแดงจะขึ้นหรือลง ไม่ว่าจะเงินจะเป็นอย่างไร snc ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลนี้ทำให้ผมเห็นว่านอกจากบริษัทจะมีต้นทุนต่ำกว่าลูกค้า มีความแข็งแกร่งทางการตลาดแล้ว ยังยืนยันให้เห็นว่าอำนาจการต่อรองของลูกค้าต่อ snc นั้นไม่ได้สูงมากอย่างธุรกิจ oem ทั่วๆไป

หลังจากประชุมในครั้งนั้นผมได้ออกมาคุยกับคุณสมชัยเพิ่มเติม ซึ่งคุณสมชัยให้การต้อนรับอย่างดีมากๆ ตอบคำถามทุกคำถามได้เคลียร์ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่ผมได้จากคุณสมชัยในวันนั้นผมเอาไปใส่ไว้ใน 100 คน 100 หุ้นในหน้าแรกๆแล้ว ลองไปตามอ่านกันได้

เมื่อได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจแล้วผมก็ซื้อหุ้น snc เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอันดับ 1 ของ port ...

เวลาผ่านไปแต่ละไตรมาศ เป็นเวลาหลายไตรมาศ snc ก็ยังคงทำผลกำไรได้เป็นอย่างดี และมาตอบคำถามในงาน oppday อย่างต่อเนื่องทำให้ผมเข้าใจธุรกิจของ snc มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งผมรู้จัก snc มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งชอบหุ้นตัวนี้มากขึ้นเท่านั้น หลังจากนั้นหุ้นก็เพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ 3.3 3.5 3.8 4 4.5 5.0 5.5 6.0 เมื่อถึงจุดหนึ่งผมก็ขายหุ้นออกไป ราคาเท่าไหร่จำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทไม่ดี แต่เพราะไปเจอหุ้นตัวใหม่ที่ราคาถูกกว่ามากๆ

ในปี 49 ผมทำกำไรจากหุ้นได้สูงมากๆจากหุ้นตัวอื่นๆ ในขณะที่ snc กลับมีราคาที่ไม่ค่อยจะไปไหนเท่าไหร่ วนเวียนอยู่แถวๆ 6-7 บาท บางช่วงก็มีลดลงไปเหลือ 5 บาทต้นๆบ้าง ทั้งนี้สาเหตุน่าจะมาจากการที่คนเห็น GPM ของบริษัทลดลงเรื่อยๆ และเริ่มเห็นว่า snc เองก็คงเป็นบริษัท oem ทั่วๆไปที่ไม่มีได้ความแข็งแกร่งอะไรมาก ทำให้อัตราส่วนในการทำกำไรนั้นลดลงต่ำเรื่อยๆ บวกกับการที่ snc มีการลงทุนซื้อโรงงานใหม่จากระยอง ลงทุนเครื่องจักรผลิต metal sheet หรือที่โดยคนเรียกกันว่า "เหล็กมหาภัย" ยิ่งมาฉุดผลกำไรของ snc ไม่ให้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น คนหลายๆคนอาจจะมองว่าไม่ดีแล้ว แต่ในความคิดของผม จากการที่ติดตามมานานผมกลับเห็นว่านี่เป็นโอกาสซื้ออันดี ผมจึงขายหุ้นตัวอื่นๆออกไปหลังจากได้กำไรมาเยอะ กลับมาซื้อ snc อีกครั้งแถวๆราคา 7 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้เนื่องจากผมสามารถตอบคำถามของ GPM ที่ลดลงนั้นได้ว่ามาจากสาเหตุอะไร ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลนั้นทำให้ผมมั่นใจว่า snc นั้นมีอำนาจต่อรองแตกต่างจาก oem ทั่วๆไป เพราะ
- การที่ GPM นั้นลดลงเพราะว่าทองแดงมีราคาขึ้นมากจากปี 48 -49 ขึ้นมาประมาณ 1 เท่า ทีนี้ลองใช้สมมติฐานที่ snc เคยบอกไว้ว่าเค้าสามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้ สมมติว่าต้นทุนท่อ 1 ชิ้นเท่ากับ 8 บาท snc ขายให้ลูกค้า 10 บาทได้กำไร 2 บาทหรือ GPM 20% แล้วราคาทองแดงเพิ่มขึ้นมากทำให้ต้นทุน snc เพิ่มเป็น 10 บาท snc จึงผลักภาระไปให้ลูกค้าแล้วขายเป็น 12 บาท ก็ยังกำไร 2 บาทเหมือนเดิม แต่ว่า GPM ลดเหลือ 16.7% ซึ่งทำให้ GPM ลดลง คนก็ตกใจ
- การขาดทุนของ Metal Sheet นั้นคนก็กลัวเพราะเห็นว่าจะ Break even มาหลายรอบก็ยังไม่ Break ซะที แต่ผมเข้าใจเพราะว่าบริษัทมีการลงทุนเครื่องจักรตัวนี้เพิ่มเยอะมากๆ เพราะมี order มากกว่าที่คิดไว้แต่แรก บวกกับการที่ตัดค่าเสื่อมเครื่องจักรตัวนี้สูงมาก (เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี) ปกติอายุการใช้งานเครื่องจักรอยู่ได้เกิน 10 ปี แต่ snc ตัดเพียง 5 ปี ทำให้ตัวเลขที่เห็นนั้นยิ่งมีผลขาดทุนมากขึ้น แต่มันกลับทำให้ผมเห็นว่าบริษัทนี้ไม่ได้มองถึงตัวเลขระยะสั้นว่าจะให้กำไรมาก แต่ยอมขาดทุนในวันนี้ (ตัดค่าเสื่อมสูง) เพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุด และเป็นผลประโยชน์ในระยะยาวกับบริษัทมากที่สุด
- การลงทุนอย่างหนักนั้นมีคนกังวลพอควร เพราะเห็นค่าเสื่อมค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในขณะที่รายได้ยังไม่เข้ามา แต่คุณสมชัยบอกพวกเราว่า "แกกำลังเอากุ้งไปตกมังกร" เราต้องยอมเสียสละของดีๆในวันนี้ (ผลกำไร) เพื่อให้ได้ของที่ดีกว่ามากๆ ในวันข้างหน้า และผมก็เชื่อแก

ในช่วงต้นปี 50 หุ้น snc ก็ยังคงไม่ไปไหนไกลมาก ยังวนเวียนอยู่แถวๆ 7 บาทอยู่ ผมเชื่อว่ามีผู้ถือหุ้นจำนวนมากเหนื่อนหน่ายกับราคาหุ้นที่ไม่ไปไหนมาเกือบ 1 ปี แต่ผมว่าเวลามันคงใกล้มาถึงแล้วแหละ

หลังจาก oppday แถลงผล Q1 คุณสมชัยเริ่มพูดให้เราเห็นถึงแผนที่แกวางเอาไว้ตั้งแต่ปีก่อน ที่แกลงทุนมาเยอะๆ ยอมขาดทุนมาพักใหญ่ และแผนนั้นก็ชัดเจนมากขึ้นว่าแกพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้ประกอบแอร์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าลูกค้า เพราะมี economy of scale เพราะผลิตชิ้นส่วนด้วยตัวเอง เพราะมีค่า admin ที่ต่ำกว่าการจะซื้อชิ้นส่วนมาจากหลายๆที่แล้วเสียค่า admin หลายๆรอบ ... ราคาหุ้นก็เริ่มไต่จาก 7 บาทเป็น 8 บาท 9 บาท 10 11 12 13 ในเวลาไม่นาน

วันที่ไป visit บริษัทที่ระยองเป็นวันเสาร์ที่ 14 ก.ค. 50 ผู้ถือหุ้นและผู้ที่สนใจรวมถึงนักวิเคราะห์จำนวนมากได้ไปชมการทำงานของบริษัทด้วยตาตัวเอง ผมว่าหลายๆคนคงทึ่งในระบบการทำงาน การจัดงานโรงงานที่เรียบร้อย พนักงานที่ขยันขันแข็ง การต้อนรับที่อบอุ่นและผุ้บริหารชั้นยอดจากวงการแอร์และวงการใกล้เคียงที่คุณสมชัยไปจีบมาให้ช่วย snc ผมก็คนหนึ่งละที่ประทับใจเป็นอย่างมาก

วันนั้นยังมีคนแซวๆคุณสมชัยอยู่เลยว่าเมื่อวาน (วันศุกร์ 13) หุ้น snc วิ่งมาถึง 13 บาท .... แบบนี้วงสัยวันจันทร์ที่ 16 คงจะกลายเป็น 16 บาทแหง๋ๆ .. ผมเห็นคนพูดติดตลกไป แต่ก็ยังแอบคิดอยู่ในใจว่ามันอาจจะเป็นจริงก็ได้ เพราะหลังจากได้ไปดูโรงงานด้วยตัวเอง ได้ไปฟัง vision ของคุณสมชัยก็ทำให้มั่นใจกันมากขึ้น

เปิดมาวันจันทร์ผมตั้งใจว่าจะซื้อเพิ่ม เลยบอกมาร์เก็ตติ้งไปว่าซื้อเพิ่มราคาไม่เกิน 13.5 บาทเอาหมด ... แต่กลายเป็นว่าหุ้นเปิดมาราคา 13.6 แล้วไม่นานนักก็วิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นแล้วยังแอบเสียดาย

หุ้นวิ่งไปสูงถึงประมาณ 18 บาท ... ในขณะที่ช่วงหลังๆเริ่มหย่อยลงมาบ้าง เพราะคุณสมชัย hint ให้นักลงทุนพอรู้ว่าบริษัทอาจจะต้องเพิ่มทุนเพื่อเอามารองรับกับแผนธุรกิจก้าวกระโดดของแก ... ผมเองก็เตรียมเงินเอาไว้จำนวนนึงเพื่อรองรับกับการเพิ่มทุน .... ผมคิดไว้ว่าบริษัทน่าจะเพิ่มทุนประมาณ 500 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังคิดว่าต่อให้เพิ่มทุนขนาดนั้นแล้ว ราคาเป้าหมายของ snc มันก็ยังยั่วยวนผมให้ถือหุ้นต่อไปอยู่ดี และพร้อมที่จะควักกระเป๋าเพิ่มทุนไปด้วย

แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ก.ย. ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน snc ก็ประกาศเพิ่มทุนแบบ PO คือขายประชาชนทั่วไป 100 ล้านหุ้น ซึ่งน่าจะตีเป็นเงินได้ประมาณ 1000 ล้านกว่าบาท ... :shock: ผมเองก็ยังตกใจพอสมควร เพราะจำนวนมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้ตั้ง 1 เท่าตัว ...

คำถามในใจก็เริ่มเกิดขึ้นมากเรื่อยๆ เอ...ทำไมเพิ่มทุนมากขนาดนั้น เอ.. หุ้นจะโดน dilute ขนาดไหนเนี่ย ทำไมไม่เพิ่มทุนแบบ RO อย่างน้อยผู้ถือหุ้นก็มีสิทธิได้ซื้อ ... คิดไปต่างๆนาๆ วันนั้นโทรศัพท์ผมแทบไหม้ เพราะคนโทรมาปรึกษาเยอะมากๆ (ขอโทษท่านที่อาจจะม่ได้โทรกลับด้วยครับ ผมเจ็บคนจริงๆ)

แล้วก็มีโอกาสได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนๆพี่ๆที่ได้โทรไปถามบริษัทถึงเรื่องเพิ่มทุน ก็ทำให้ผมสบายใจมากยิ่งขึ้นว่าการเพิ่มทุนนั้นมีแผนงานรองรับอย่างดีทุกอย่าง รวมถึงได้รับคำตอบที่จริงใจจากคุณสมชัยว่าทำไมไม่ทำ RO ... แกตอบผมตรงๆว่า "แกมีแผนใช้เงินจำนวนมาก .. อยากได้มากกว่าพันล้าน และแกไม่มีตังค์เพิ่มทุนมากขนาดนั้น"

วันนี้ราคาหุ้น snc ไหลลงมาลึกเรื่อยๆ เหลือประมาณ 12 บาทจากสูงสุด 18 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 1 floor พอดิบพอดี ... เป้าหมายหุ้น snc ของผมนั้นลดลงจากที่คิดไว้ตอนแรกเพราะการเพิ่มทุนจำนวนมากกว่าที่ผมคิดทำให้เกิดการ dilute มาก .. แต่แล้วเมื่อสติสตังเริ่มกลับคืนมา สมองมันก็เริ่มทำงานอย่างเต็มหน้าที่ที่ควรจะเป็น .... คิดแล้วผมว่าราคาหุ้นที่ลงมามากขนาดนี้คงเป็นเหตุผลที่คนหลายๆคนคิดว่าจะขายไปก่อนแล้วค่อยไปซื้อคืนที่ราคาต่ำกว่า เพราะ PO มีแนวโน้มที่จะราคาต่ำกว่าตลาด .. ยิ่งขายก็ยิ่งลง ยิ่งลงราคา PO ในใจก็ยิ่งลด เมื่อราคา PO ลดราคาก็ลงไปอีก... คนยิ่งกลัวยิ่งขาย แต่ผมมานั่งคิดว่าเหตุการณ์นี้คล้ายๆกับ snc เมื่อตอนปี 49 ที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน เพราะคนกลัว แต่จริงๆแล้วพื้นฐานของบริษัทยังไม่ได้เปลี่ยนไปในทางไม่ดี จริงๆแล้วอาจจะดีขึ้นกว่าเดิมมากก็ได้ ... แต่การเจ็บในวันนี้ก็เพื่อการเติบโตในวันข้างหน้า ....

ในวันนั้นคุณสมชัยบอกว่า "ผมเอากุ้งไปตกมังกร" กุ้งโยนลงไปแล้วมังกรติดเบ็ดแล้ว ... ตอนนี้คงกำลังเย่อกับมังกรอยู่ก็มีเจ็บตัวบ้าง ก็ต้องรอเวลาพิสูจน์กันต่อไป .. แต่ดูเหมือนว่าเป้าหมายต่อไปของแกคงไม่ใช่แค่มังกรแล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรมันจะใหญ่กว่ามังกรอีก ก็ต้องรอคิดตามกันเรื่อยๆ หนังเรื่องนี้ยังไม่จบง่าย ... ผมยังติดตามอยู่อย่างดี เพราะชอบตัวพระเอกที่มีการพัฒนาการเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แม้บางช่วงของหนังจะมีเศร้าเคล้าน้ำตาบ้าง ... แต่ในความเห็นผมก็ยังเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว หนังเรื่องนี้จะจบลงอย่าง Happy Ending

Labels:

Wednesday, September 05, 2007

โครงสร้างผู้ถือหุ้น

โครงสร้างของผู้ถือหุ้นนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผมชอบดูเมื่อคิดที่จะลงทุนในหุ้น ซึ่งการดูโครงสร้างของผู้ถือหุ้นก็หาดูได้ง่ายๆจากทั้งเวป set หรือว่า settrade

หุ้นที่ผมชอบลงทุนด้วยเป็นระยะเวลานานส่วนใหญ่มักจะมีโครงสร้างที่คล้ายๆกันคือ ผู้บริหารหลักของบริษัทนั้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ คำว่านัยสำคัญในที่นี้อาจจะดูจากสัดส่วนในการถือหุ้น เช่นถ้าผู้บริหารถือหุ้นอยู่ซัก 50% แบบนี้แสดงว่าผู้บริหารนั้นร่วมหัวจมท้ายไปกับเรา กิจการดีหุ้นขึ้นเค้าก็รวยกับเรา กิจการแย่หุ้นลงเค้าก็จนลงกับเรา เพราะฉะนั้นการที่ผู้บริหารถือหุ้นอยู่เยอะๆจะทำให้เค้ามี Motivation ในการทำงานสูงกว่าบริษัทที่ผู้บริหารรับเพียงเงินเดือนอย่างเดียว

นอกจากสัดส่วนการถือหุ้นเยอะๆแล้วยังมีอีกอย่างที่ควรดูถือถึงแม้ว่าผู้บริหารถือหุ้นอยู่เยอะๆก็จริงๆ แต่ถ้าหุ้นนั้นมีขนาดเล็กเทียบกับกิจการอื่นๆของเค้าแล้ว การถือหุ้นเยอะก็อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีนัยสำคัญก็ได้ เช่น ผู้บริหารชื่อดังที่มีธุรกิจนอกเหนือจากหุ้นดังกล่าวอยู่ เค้าอาจจะมีทรัพย์สินอื่นๆอยู่เป็นหลักหลายหมื่นล้าน เพราะฉะนั้นการถือหุ้น 50% ของหุ้นที่มี Market Cap หลักพันล้านอาจจะไม่มีความสำคัญต่อเค้าก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือหุ้น BJC ที่มีบริษัท TCC ซึ่งเป็นของคุณเจริญถือหุ้นอยู่เยอะถึง 50% แต่คิดเป็นเงินแล้วเทียบอะไรไม่ได้เลยกับทรัพย์หุ้น ThaiBev ที่เค้ามีอยู่ในตลาดสิงคโปร์

นอกจากผู้บริหารรายหลักจะถือหุ้นในบริษัทแล้ว ถ้าผู้บริหารท่านๆอื่นๆในบริษัทก็ถือหุ้นกันเยอะๆนี่ผมยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ แนวคิดก็คล้ายๆกัน คือถ้าผู้บริหารหลายๆท่านในบริษัทมีหุ้นอยู่ การทำงานคงมีประสิทธิภาพดีกว่า ตัวอย่างของหุ้นประเภทนี้ที่เห็นได้ชัดคือ ticon และ snc (ไม่ได้ออกมาเชียร์หุ้นนะครับ ตัวอย่างที่ผมยกอาจจะวนเวียนอยู่ไม่กี่ตัว เพราะผมเจาะลึกข้อมูลจริงๆก็เฉพาะหุ้นที่ผมถือหุ้นเคยถือเท่านั้น) อย่าง ticon นี่ทั้งผู้บริหารใหญ่ผู้บริหารรองก็ถืออยู่เยอะ ส่วน snc นี่จะเห็นชื่อคุณสมชัยผู้บริหารใหญ่ถืออยู่เยอะ และผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ชื่อเป็นญี่ปุ่นทั้งหลายที่เห็นอยุ่ก็เป็นผู้บริหารกันทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารคนไทยท่านอ่านๆอีกหลายท่าน ถือหุ้นทางอ้อมผ่านทางบริษัท snc holding ที่ถือหุ้น snc อยู่ประมาณ 50%

หุ้นที่ควรจะหลีกเลียงคือหุ้นที่มีช่องว่างให้ผู้บริหารโกงได้ง่ายๆ เช่นหุ้นรับเหมาะก่อสร้าง หุ้นประมูลงาน หุ้นเกษตร ฯลฯ ที่มีผู้บริหารถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนที่น้อย หรือไม่ได้ถือหุ้น เพราะหุ้นพวกนี้ผู้บริหารจะมีแรงจูงใจในการผ่องถ่ายมากเป็นพิเศษ เพราะถึงบริษํทกำไรดีหุ้นขึ้นผู้บริหารก็ไม่ได้รวยด้วย สู้เอาเงินออกจากบริษัทด้วยวิธีต่างๆที่นักลงทุนอาจจะจับไม่ได้ แบบนี้จะทำให้รวยได้ง่ายกว่า

แต่สำหรับหุ้นที่มีผู้บริหารถืออยู่เป็นสัดส่วนที่น้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่สนใจซื้อเลย ถ้าปัจจัยข้อดีด้านอื่นๆนั้นดีพอผมก็คงจะยกเว้นเรื่องการถือหุ้นไปได้บ้าง ....

Monday, July 30, 2007

ROE (ต่อ)

เมื่อบริษัทใดๆ ก็ตามทำธุรกิจมีกำไร บริษัทมีทางเลือกหลักอยู่ 4 ทางในการจัดสรรเงินดังกล่าว ได้แก่
1. เก็บเงินไว้ลงทุนต่อ - ถ้าบริษัทมีแผนในการลงทุนและคิดว่าการเก็บกำไรเอาไว้ลงทุนต่อจะทำให้บริษัทมีกำไรในอนาคตที่ดีขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี
2. เก็บเงินไว้จ่ายคืนหนี้ - ถ้าบริษัทมีหนี้สินมากเกินไป หรือภาระดอกเบี้ยสูงซึ่งทำให้บริษัทความเสี่ยงมาก บริษัทก็ควรเก็บเงินบางส่วนไว้จ่ายคืนหนี้สินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและลดความเสี่ยง
3. จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล - ถ้าบริษัทไม่มีแผนในการใช้เงินลงทุน การจ่ายเงินสดคืนออกมาให้กับผู้ถือหุ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการที่บริษัทเก็บเงินสดไว้กับบริษัทมากๆ โดยเอาเงินไปฝากธนาคารจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นเอาเงินไปลงทุนต่อเองจะดีกว่า
4. ซื้อหุ้นคืน - กรณีที่บริษัทมีเงินสดเหลือและไม่มีแผนในการลงทุน พร้อมกับการที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง บริษัทนั้นอาจจะกำไรที่เหลือมาซื้อหุ้นของบริษัทคืน เพื่อทำให้จำนวนหุ้นน้อยลง กำไรต่อหุ้นก็จะดีขึ้น รวมถึงปันผลในอนาคตก็จะสูงขึ้นเพราะตัวหารน้อยลง

ทางเลือกทั้ง 4 วิธีนั้นสามารถแสดงถึงวิธีการบริหารจัดการกับเงินของบริษัทได้เป็นอย่างดี และทางเลือกทั้ง 4 นั้นก็มีผลกระทบกับค่า ROE โดยแสดงเป็นตัวอย่างได้ดังนี้

บริษัท A - อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทเห็นว่าการเก็บผลกำไรไว้ลงทุนต่อจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า บริษัทจึงไม่จ่ายเงินปันผลออกมาและเก็บเงินไปลงทุนทั้งหมด ถ้าเราดูจาก ROE จะเห็นว่าค่า E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะบริษัทกำไรจะไปทำให้ E เพิ่มขึ้น (เพราะบริษัทไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นรายได้ก็เพิ่มขึ้น กำไร (Return) ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ROE ของบริษัท A จะยังคงสูงต่อไป ตราบใดก็ตามที่บริษัท A สามารถนำไปลงทุนได้อย่างเหมาะสม (สูงกว่าค่า ROE เดิมของบริษัท) หุ้น A จะถือว่าเป็นหุ้น Growth Stock ที่น่าลงทุนตัวหนึ่ง

บริษัท B - อยู่ในธุรกิจที่ผ่านช่วงลงทุนครั้งใหญ่มาไม่นาน ในอดีตบริษัทต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของบริษัทจนทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต้องกู้หนี้ยืมสิ้นเป็นจำนวนมากทำให้อัตราส่วน D/E ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า บริษัทเห็นว่าการมีหนี้สินมากจะทำให้ความเสียงของบริษัทนั้นสูงเกินไป บริษัทจึงเก็บผลกำไรไว้คืนหนี้สิ้นเพื่อลด D/E ลงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะเห็นว่าทางเลือกนี้ทำให้ค่า E เพิ่มขึ้น (เพราะกำไรแล้วไม่จ่ายออกมาเป็นปันผล) แต่อย่างไรก็ ทั่วไปเมื่อบริษัทมีการลงทุนครั้งใหญ่แนวโน้มรายได้ของบริษัทมักจะอยู่ในช่วงขาขึ้น (ถ้าบริษัทคาดการณ์ถูก) ทำให้กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่า ROE ก็จะคงอยู่ในระดับสูง การคืนหนี้ก็จะทำให้บริษัทนั้นมีผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่ลดลงได้ บริษัท B นั้นจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากหุ้น cycle ในช่วงต้อนๆของวงจรขาขึ้นบริษัทจะลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วค่อยมาคืนหนี้ทีหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหุ้น B ก็น่าลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน

บริษัท C - อยู่ในธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว แทบไม่มีการเติบโต รายได้และกำไรคงที่มาหลายปี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทไม่เห็นการเติบโตบริษัทจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมทำให้สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ถึงแม้ว่ากำไรจะไม่เพิ่ม (R คงที่) แต่ค่า E ก็ไม่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (ได้กำไรมาเท่าไหร่ก็จ่ายปันผลหมด จึงไม่มีสะสมเป็นกำไร) ค่า ROE ก็จะคงที่ต่อไป ถ้า ROE ของบริษัทอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่น 15% ติดต่อกันนานๆ หุ้น C จะจัดได้ว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง

บริษัท D - เหมือนกับบริษัท C ทุกประการ แต่เนื่องจากผู้บริหารเห็นว่าหุ้น D ในกระดานนั้นมีราคาถูกมาก แทนที่บริษัทจะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บริษัทจึงซื้อหุ้นคืนจากตลาดแทน การซื้อหุ้นคืนนั้นทำให้ส่วนทุนนั้นลดลง (ค่า E ลดลง) ถ้าบริษัทซื้อหุ้นคืนทุกปีโดยใช้เงินเท่ากับกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีค่า E จะคงที่ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ค่า R จะไม่เพิ่มขึ้น แต่ ROE ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับเดิมได้ต่อไป

ถ้าหุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นมีค่า ROE ที่สูงอยู่แล้ว และบริษัทสามารถใช้ทางเลือกทั้ง 4 ในการบริษัทเงินเพื่อทำให้ค่า ROE ไม่ลดต่ำลงจากเดิมได้ หุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นจะจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้ทั้งหมด

วันนี้ดูเรื่องจะค่อนข้างซับซ้อนหน่อยนะครับ ผมพยายามหาทางอธิบายให้ง่ายแล้วก็ยังทำได้เต็มที่แค่นี้ ถ้าให้พูดให้ฟังอาจจะเข้าใจง่ายกว่า พิมพ์เองมันช้า เอาว่าถ้าใครสงสัยส่วนไหนลองถามๆกันมาดูนะครับ

ROE กับ D/E
มีแถมให้อีกหน่อย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ROE กับ D/E ซึ่งคงหาอ่านจากหนังสือทั่วไปไม่ได้นะครับ เพราะผมคิดของผมเอง ...

ปกติผมจะชอบลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าค่า ROE ที่สูงสม่ำเสมอนั้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินได้อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางบริษัทที่สามารถทำให้ค่า ROE นั้นสูงได้โดยการกู้เงินมาลงทุนเยอะๆ การกู้เงินเยอะขึ้นจะทำให้ค่า D/E (dept/equity) สูงซึ่งค่า D/E นี้แสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท เมื่อเข้ามาลงทุนหลายๆคนคงจะได้ยินที่เค้าบอกกันว่า "High Risk High Return" กันใช่ไหมครับ ในการวิเคราะห์บริษัทเองผมก็ให้ความสำคัญกับประโยคนี้เช่นกัน คือถ้าบริษัทมีค่า D/E ที่สูง บริษัทก็ควรจะมีค่า ROE ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าผมไปเจอบริษัทไหนที่มีแนวโน้มค่า D/E สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ROE นั้นไม่เพิ่มขึ้น (อาจจะคงที่หรือลดลง) ผมจะถือว่าเป็นหุ้นที่ควรระวัง เพราะค่า D/E ที่สูงแสดงว่า High Risk ถ้า ROE ไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่า Low Return หุ้นแบบนี้หลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเจอหุ้นที่ D/E ลดลงแต่ ROE เพิ่มขึ้น แบบนี้ต้องรีบตระครุบเอาไว้เพราะเราจะได้หุ้น Low Risk High Return มาประดับ Port

ปล. ค่า ROE ในแต่ละปีอาจจะผันผวนได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้ค่า ROE รายปีมาหลอกเราได้ ควรจะตรวจสอบย้อนหลังไปหลายๆปีเพื่อให้เห็นแนวโน้มของมัน จะได้นำมาใช้ได้ถูกต้อง

Saturday, July 21, 2007

P/E P/BV และ ROE

ถ้าใครได้ลงทุนในแนว VI มานานระดับหนึ่ง หรือได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งของไทยและของฝรั่งน่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้ ... ยังไงสำหรับคนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวอีกรอบนะครัย

P/E - ย่อมาจาก Price/Earning per Share ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี ... P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ

P/BV - ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น ... ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า

ROE - ย่อมาจาก Return on Equity หรือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนที่ Buffett นั้นให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่าเงินที่บริษัทนั้นเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้นบริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ ... เพราะฉะนั้น ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้กันคือความสูงกว่า 12-15% อย่างต่อเนื่องหลายๆปี

ที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นสิ่งที่หนังสือทั่วๆไปให้ความหมายไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความสัมพันธ์ของ Ratio ทั้ง 3 ตัวนี้ซักเท่าไหร่ .. ผมจะลองผูกสูตรให้ดูกันนะครับ

P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)
P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)
ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)

ลองเอาผูกกันดูนะครับ จะได้ P/BV = P/E x ROE
จากที่หนังสือทั่วไปบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี P/E ต่ำ P/BV ต่ำ ROE สูง ลองมาใส่ในสูตรจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร

1. สมมติว่าให้หุ้นตัวหนึ่งมี P/E คงที่ที่ 10 เท่า ถ้า ROE เท่ากับ 5% หรือ 0.05 จะได้ P/BV 0.5 ก็จะเห็นว่า P/E หุ้นตัวนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำไป P/BV ก็ต่ำเพียง 0.5 ก็ถือว่าถูกมาก แต่ ROE ที่ 5% นั้นจริงๆแล้วถือว่าต่ำมาก
2. สมมติให้หุ้นอีกตัวหนึ่งมี P/E เท่ากับ 10 เหมือนกัน ROE 20% P/BV จะเท่ากับ 2 ซึ่งจะเห็นว่าถ้ามองจาก P/BV นั้นอาจจะมองว่าหุ้นราคาไม่ถูกแล้ว เพราะแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 1 เท่า แต่ถ้ามองในแง่ของ ROE ที่สูงถึง 20% ก็จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคุณภาพดีมากๆตัวหนึ่ง

แล้วปัญหาก็คือเราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดีเบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 เพราะจากสูตรข้างต้นจะเห็นว่า P/BV ต่ำกับ ROE สูงนั้นมักจะไม่มาด้วยกัน ... เราจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในมุมมองของผม ส่วนใหญ่การลงทุนที่ผ่านมาที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จอยู่ซ้ำๆคือหุ้นประเภท 2 ที่มี ROE สูงแม้จะมี P/BV สูง ... เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้มอง P/BV เลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมอง P/E ROE และอนาคตของบริษัทซะมากกว่า ซึ่งตอนนี้มาดูหุ้นใน Port ของผม 4 ตัวก็เป็นหุ้นที่มี P/BV อยู่ในระดับ 3-4 เท่าทั้งนั้น (มีเพียงตัวเดียวที่ P/BV ประมาณ 1 เท่าหน่อยๆ) และ ROE ประมาณ 30-40%

สาเหตุที่ผมเลือกหุ้นที่มี ROE สูงมากกว่าหุ้นที่มี P/BV ต่ำ เพราะการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นก็แบ่งออกเป็น 2 แนวหลักๆคือแนวเกรแฮมที่เน้นหุ้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเน้นการซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำ P/E ต่ำ และแนวที่ 2 คือแนว Buffett ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพสูงราคาเหมาะสม คือซื้อที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะดีต่อไป ในขณะที่ P/E ก็ไม่แพงมากเกินไป การลงทุนทั้ง 2 แนวนั้นถ้าจริงๆแล้วผมว่าใช้ได้ดีทั้งคู่ แต่จากผลงานของทั้งบัฟเฟตเทียบกับเกรแฮมก็จะเห็นว่าแม้เกรแฮมจะทำผลงานได้ดีแต่ Buffett นั้นทำผลงานได้ดีกว่ามาก ...

แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะควรซื้อหุ้นที่มี ROE ต่ำและมี P/BV ต่ำ? --
1. เมื่อนักลงทุนเป็นนักลงทุนที่อาจจะไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำหลายๆตัว (ผมว่าอย่างต่ำต้อง 10 ตัว) เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีการพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในด้านการลงทุนด้านธุรกิจและต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าผมว่าการซื้อหุ้น P/BV ต่ำคงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่
2. เมื่อเราเจอหุ้นที่มีพื้นฐานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สมมติมีหุ้นตัวหนึ่งในอดีตอาจจะมีผลกำไรที่ไม่ค่อยดีทำให้มีค่า ROE ต่ำอยู่นาน ค่า P/BV แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอว่าบริษัทมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไปเช่นมีการลงทุนในโครงการบางอย่างที่ได้ผลดีมากและสามารถสร้างกำไรในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่ง ROE ในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเรามีโอกาสได้เจอหุ้นแบบนี้โอกาสที่จะกำไรหลายๆเท่าต้วนั้นมีสูงมาก หุ้นพวกนี้เห็นได้บ่อยๆในกลุ่มธุรกิจวัฏจักร ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของ Cycle และกำลังมีแนวโน้มที่ดี ในอดีตก็จะเห็นหุ้นเรือเมื่อหลายๆปีก่อนมี ROE ต่ำมากๆ P/BV ก็ต่ำมากๆเช่นกัน จนค่าระวางเพิ่มขึ้น ROE ก็เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 100% ใครได้ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้ลงทุนระยะยาวจนปัจจุบันน่าจะทำกำไรได้หลาย 10 เท่าภายในระยะเวลาไม่นานมากนัก

จริงๆแล้วค่า ROE นี่ยังมีความหมายลึกๆที่สามารถเขียนได้อีกเยอะเลย .. ยังไงผมจะเก็บเอาไว้ต่อในคราวหน้าละกันนะครับ ..

Tuesday, July 17, 2007

ความถนัดส่วนตัว

อู้มาร่วมๆเดือนคร้บ ... จริงๆไม่ใช่อะไรหรอก.. อยากโฆษณา DVD Thaivi นานหน่อยๆ (ข้ออ้างของคนขี้เกียจ) กลับมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ...

ผมเชื่อว่าทุกคนนี่มีความถนัดแตกต่างกันไป .. บางคนก็เรียนเก่ง บางคนทำงานเก่ง อีกส่วนหนึ่งเล่นกีฬาเก่ง หรือเรียกรวมๆว่าพรสวรรค์ ถ้าเราสามารถหาพรสวรรค์ของตัวเองเจอได้ แล้วมุ่งเน้นทางนั้นให้เก่งไปเลย ผมว่าโอกาสประสบความสำเร็จนี่สูงมาก

การลงทุนผมว่าก็มีส่วนคล้ายๆกันอยู่พอสมควร แต่ละคนนั้นมีกลุ่มธุรกิจที่ถนัดแตกต่างกันไป บางคนเป็นหมอก็เข้าใจโรงพยาบาลดีหน่อย คนจบวิศวะก็อาจจะถนัดลงทุนในหุ้นที่เป็นอสังหา หรือว่าพวกสายการผลิต .. หรือบางคนเองมีอาชีพแบบหนึ่งแต่อาจจะมีความเข้าใจธุรกิจที่ต่างจากสายตัวเองก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าความรู้ที่สั่งสมมานั้นส่วนใหญ่เป็นแนวไหน ผมเองก็ค้นพบว่าตัวเองส่วนใหญ่จะลงทุนได้ดีกับหุ้นที่เป็นพวกผลิตแนววิศวะเช่นพวกหุ้นรับเหมา หุ้นรับจ้างผลิต เป็น 2 กลุ่มที่ผมเชียวชาญนี่สุด ซึ่งก็โชคดีซะด้วยที่หุ้นพวกนี้ในตลาดมีให้เลือกเล่นเยอะมาก ผมว่าเกินครึ่งได้

พอผมรู้ว่าความถนัดของผมคือหุ้น 2 ประเภทนี้ .. เลยทำให้การ screen หุ้นของผมนั้นง่ายขึ้นมาก เพราะหุ้นทั้งตลาดมีกว่า 400 ตัว การที่จะมานั่งไล่ดูทีละตัวก็จะเป็นการเสียเวลา เวลาดูหุ้นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกลุ่มนอกที่ผมถนัดผมก็จะตัดทิ้งออกไปก่อนเลย (จะหันมาสนใจกรณีที่มีคนบอกว่ามันดีจริงๆ หรือมันเห็นเด่นชัดว่าดีมากๆ) หุ้นกลุ่มที่ผมไม่ยุ่งเลยคือ กลุ่มเกษตร กลุ่มการเงิน กลุ่มธนาคาร กลุ่มอสังหา ฯลฯ นอกจากจะสามารถลดจำนวนหุ้นได้แล้วก็ยังลดเวลาในการอ่านข้อมูลหาความรู้ด้วย .. เพราะปกติใน 1 วันผมจะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ให้จบ 1 เล่ม ถ้าต้องมานั่งอ่านทุกข่าวก็เสียเวลาพอสมควร ผมจะก็เลิกเฉพาะข่าวที่มันน่าจะมีผลกระทบกับหุ้น 2 กลุ่มที่ผมถนัดเท่านั้น อย่างเช่น ข่าววันนี้ "แบรนด์รังนกร่วมวันแม่ดันยอด" ผมจะหันมาอ่านก็ต่อเมื่อมีเวลาเหลือจริงๆ หรือข่าวอสังหาที่เห็นอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ ผมก็ไม่ค่อยอ่านเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าอ่านไปก็คงไม่ได้นำมาใช้ (จริงๆก่อนหน้านี้ผมพยายามทำความเข้าใจธุรกิจอสังหามานานพอสมควร แต่อ่านเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกว่ามันยากเกินความสามารถจริงๆ หลังจากพยายามมาร่วมปี ผมก็หมดความอดทน เอาเวลาไปอ่านความรู้ในแนวทางที่เราถนัดให้มันเจาะลึกเพิ่มขึ้นดีกว่า)

ข้อดีของการกำหนดกรอบความถนัดส่วนตัวนอกจากจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปติดตามสิ่งที่เราไม่ถนัด และเหลือเวลามา focus กับธุรกิจที่เราถนัด หุ้นที่เราถนัดได้เต็มที่ ยังทำให้ตัวเองไม่หลงไปลงทุนในหุ้นที่ตัวเองไม่มีความเข้าใจเพียงพอ .. ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผมลองมานั่งสังเกตุตัวเองดู เมื่อไหร่ก็ตามที่เล่นหุ้นนอกเหนือจาก 2 กลุ่มนี้ ผมมักจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ดีเท่าไหร่ และไม่ค่อยมีความสบายใจในการลงทุนเท่าที่ควร

หุ้นบางทีหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่ถึงอยู่ในกรอบความถนัดของผม ถ้าผมมีเวลาไม่นานบางทีผมก็อาจจะไม่สนใจก็ได้ .. เพราะหุ้นตัวใหญ่ๆนั้นมักจะมีธุรกิจเยอะแยะเต็มไปหมด มีบริษัทย่อยหลายสิบ .. ผมเคยพูดกับพี่คนนึงที่ปรึกษาหุ้นตัวใหญ่กับผมว่า "ผมขี้เกียจดูตัวนี้แหละพี่ .. กว่าจะวิเคราะห์ตัวนี้เสร็จ ผมเอาเวลาไปวิเคราะห์หุ้นตัวเล็กๆง่ายได้ 5 ตัวเลย" ...........

เพราะฉะนั้นแล้วว่าการกำหนดกรอบการลงทุนนี่เป็นเรื่องสำคัญเอามากๆ ถ้าใครกรอบใหญ่ก็ได้เปรียบ เพราะจะมีหุ้นให้เลือกเยอะหน่อย ถ้าใครมีกรอบเล็กก็ไม่ใช่ว่าจะเสียเปรียบจะทีเดียว เพราะจะได้เปรียบในเรื่องของการ focus ศึกษาความถนัดของตัวเองให้ลึกยิ่งขึ้น นอกเสียจากว่าจะถนัดในธุรกิจที่มันหาหุ้นในตลาดไม่ได้เลยเช่นถนัดธุรกิจประกันชีวิต .. ซึ่งในตลาดมีให้เลือกอยู่แค่ตัวเดียว .. แบบนี้คงต้องเจียดเวลาไปขยายกรอบความรู้ตัวเองให้มากขึ้นบ้าง

โดยสรุปแล้ว ถ้าใครมีเวลาจำกัด ให้เลือกลงทุนเฉพาะในกรอบความถนัดของตัวเองจะดีที่สุด
แต่ถ้าใครมีเวลาเหลือ คุณมี 2 ทางเลือกครับ คือ เจาะความถนัดของตัวเองให้ลึกยิ่งขึ้นไปอีก (กรณีที่หุ้นที่อยู่ภายในกรอบของเรานั้นมีมากพอ) หรือ อ่านหนังสือ อ่านข่าวเยอะๆ เพื่อขยายกรอบความถนัดในกว้างขึ้น (กรณีที่หุ้นที่มีในกรอบความถนัดเดิมของเรานั้นมีน้อยจนเกินไป)

วันนี้อาจจะเขียนงงๆไปหน่อยนะครับ เพราะเขียนไปทำอย่างอื่นไปหลายๆอย่างพร้อมๆกัน

ปล. ภาษาลงทุนแบบฝรั่งเท่ๆเค้าเรียกไอ้ความถนัดส่วนตัวว่า Circle of Competence ครับ เผื่อไปอ่านเจอจากที่อื่นจะได้เข้าใจตรงกัน

Friday, June 29, 2007

DVD ThaiVI Meeting

ขอมาโฆษณาหน่อยครับ ... ตอนนี้ DVD งาน Thaivi Meeting ประจำปีเปิดให้จองแล้วนะครับ เข้าไปจองที่ link นี้ได้เลย http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25946

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าปั๊มออกมาขายทั้งหมดกี่แผ่น แต่รีบๆก่อนก็ดีครับ ก่อนที่จะหมด เพิ่งเปิดจองมาไม่นานยังไม่ได้โปรโมทอะไรมาก ตอนนี้เห็นรายชื่อคนจองไปร้อยกว่าคนแล้วครับ

งานสัมมนาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 50 เริ่มงานตั้งแต่ประมาณ 8.30 ครึ่งถึง 4 โมงเย็น
ช่วงแรกเป็นสัมมนาแนวพูดคุยกันของสมาชิกในเวป 4 คน รวมพิธีกรด้วยเป็น 5 คน (ผมเป็น 1 ในวิทยากรด้วย)
ช่วงต่อมาเป็น workshop แบ่งกลุ่มกันเลือกหุ้นมากลุ่มละ 1 ตัว 10 กลุ่มรวมทั้งสิ้นมีหุ้นหลุดออกมา 10 ตัว
ตอนบ่ายเริ่มต้นด้วยการ Present ข้อดีข้อเสียของหุ้นแต่ละตัว
หลังจากนั้นดร. นิเวศน์ ก็มาวิจารณ์หุ้นของแต่ละกลุ่มที่ present กันไปอย่างดุเดือด
สุดท้ายก็จบงานด้วยการบรรยายของดร. นิเวศน์ ในรูปแบบที่ไม่เคยบรรยายที่ไหนมาก่อน เพราะเนื้อหาจะลึกมากขึ้น ดุขึ้น มันขึ้น ดร. ถึงกับต้องยืนขึ้นพูดเขียนกระดาษอธิบายไปด้วย

ลองไปอ่านเรื่องราวของงานสัมมนาได้เพิ่มเติมที่
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26176&highlight=thaivi+meeting
รูปบรรยากาศของงาน
- ท่านดร. นิเวศน์ http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25923
- วิทยากร http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25926&postdays=0&postorder=asc&start=0
- เพื่อนๆพี่น้องในเวป http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26019
- workshop 1 http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25943
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25982


Wednesday, June 20, 2007

เงื่อนไขในการเลือกหุ้น

วันนี้ผมเอาบทความที่ผมเขียนให้กับเอกสารในงานสัมมนาประจำปีของเวป thaivi มาลงนะครับ แม้เนื้อหาบางส่วนอาจจะมีซ้ำกับที่เคยเขียนไปแล้วบ้าง แต่ก็น่าจะมีประโยชน์อยู่พอสมควร เนื่องจากทางเวปขอให้ผมเขียนหลักการในการเลือกหุ้น ที่นี้ที่ผ่านมาจริงๆผมเองก็ไม่ได้ถึงกับมีหลักการอะไรมากมาย ก็เลยเพิ่งมานั่งคิดทบทวนดูเอาเองว่าที่ผ่านมานั้นเราเลือกหุ้นอย่างไร แล้วจึงรวมออกมาเป็นประเด็นหลักๆ ตามบทความข้างล่างนี้ครับ .. ไปอ่านกันเลยดีกว่า
____________________________

การลงทุนแบบ VI ทั่วไปถ้ามีการทำการบ้านมามากพอ ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ทในระยะยาวก็น่าจะสามารถชนะตลาดได้ไม่ยากนัก ปกติผมจะตั้งเป้าหมายในการทำกำไรให้ได้ปีละประมาณ 15% ซึ่งการกำหนดเป้าหมายเอาไว้ก็เพื่อให้เราเกิดความกระตืนรือร้นในการค้นหาหุ้น แต่เราก็ไม่ควรที่จะตั้งเป้าหมายให้สูงจนเกินไป เพราะยิ่งกำหนดเป้าหมายไว้สูงมากๆ เช่น กำไรปีละ 50-100% ต่อปี จะทำให้พฤติกรรมในการเลือกหุ้นของเรานั่นเปลี่ยนแปลงไป มีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งผมเองก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อปี 49 เป็นปีที่ผมทำผลตอบแทนได้สูงมากๆ ในช่วงต้นปี 50 ก็เลยหวังว่าจะทำได้ในระดับเดียวกัน พอเจอหุ้นที่คิดว่าดีมี PE ต่ำก็เลยรีบตะครุบ โดยไม่ได้มองให้ลึกว่าบริษัทมีข้อเสียอื่นๆอยู่หลายอย่าง สุดท้ายก็ต้องมาเจ็บตัว ยังดีที่กลับตัวทันได้ ก็เลยไม่เจ็บตัวมากนัก

ดังนั้นจุดเริ่มต้นในการเลือกหุ้นที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอันดับแรกก็คือการที่มีทัศนะคติที่ถูกต้องในการลงทุน โดยการตั้งเป้าหมายผลตอบแทนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรอบเวลาที่เหมาะสม โดยการกำหนดเป้าหมายก็ควรจะมองในระยะยาวเช่นกำไร 10-12% ใน 1 ปี ไม่ใช่หวังกำไร 10% ต่อเดือน เพื่อที่จะเป็นกรอบคิดอย่างหนึ่งในการเลือกหุ้น ไม่ให้เราสุ่มเสี่ยงจนเกินไป และเน้นผลตอบแทนในระยะยาวเป็นหลัก

ในการคัดเลือกหุ้นแต่ละตัวผมจะเริ่มต้นจากการดูคุณภาพของหุ้นก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงมาดูเรื่องของราคาทีหลัง ถ้าเจอหุ้นที่มีแนวโน้มไม่ค่อยดี กำไรมีทีท่าว่าจะลดลงในระยะยาว อาจจะเนื่องมาจากภาวะอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลง หรืออาจจะเนื่องมาจากบริษัทได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เช่น มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในธุรกิจ หรือเกิดการแข่งขันตัดราคาอย่างรุนแรง หุ้นที่คุณภาพต่ำๆแบบนี้ต่อให้เห็นว่าราคาถูกแค่ไหน เช่น PE อาจจะแค่ 2-3 เท่า ผมก็ไม่คิดที่จะซื้อเพราะถ้าบริษัทมีกำไรลดลงไปเรื่อยๆ เพราะ PE ที่เราเห็นว่าต่ำในปัจจุบันอาจจะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นหุ้นที่แพงไปเลยก็ได้

สำหรับหุ้นที่ดีนั้นผมคิดว่ามีเงื่อนไขหลักอยู่ 3 ประการ คือ เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี มีความสามารถในการการแข่งขันสูง และสุดท้ายต้องมีผู้บริหารที่ดี ซึ่งบริษัทที่ผมจะสนใจลงทุนนั้นจะต้องผ่านเงื่อนไข 2 ประการเป็นอย่างน้อย เช่น
  • อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดีและมีผู้บริหารที่ดี ถึงแม้ความสามารถในการแข่งไม่ได้สูงมาก แต่ก็มีโอกาสสูงที่บริษัทนั้นจะสามารถเติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมได้
  • บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงและมีผู้บริหารที่ดี ถึงแม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ดี แต่ด้วยความได้เปรียบในการแข่งขันบวกกับความสามารถของผู้บริหารก็มีโอกาสที่บริษัทนั้นจะสามารถแย่งส่วนแบ่งทางการค้ามาจากคู่แข่งได้ แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมจะแย่ลงแต่รายได้และกำไรของบริษัทอาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้
  • บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดีและมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง แม้ผู้บริหารอาจจะไม่เก่งมากแต่บริษัทก็สามารถสร้างกำไรให้เติบโตได้ไม่ยากนัก เราอาจจะเห็นได้ในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรงมากๆ เวลาอุตสาหกรรมเป็นขาขึ้นพวกหุ้นที่มีตำแหน่งทางการตลาดที่ดีมีทรัพยากรที่เพียงพอก็มักจะดีขึ้นเกือบทุกตัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ หุ้นกลุ่มเรือ กำไรดีขึ้นกันทุกรายแม้ผู้บริหารบางท่านอาจจะไม่ได้เก่งมากมายอะไร


แต่ถ้าใครสามารถค้นหาหุ้นที่มีจุดแข็งครบเครื่องทั้ง 3 ด้านก็อาจจะเรียกว่าเป็น Super stock ได้ โอกาสที่จะทำกำไรนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วละครับ


เมื่อเราเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีพอควรตามเงื่อนไขข้างต้นได้แล้ว เราจึงมาดูราคาเป็นเงื่อนไขข้อสุดท้าย วิธีการประเมินความถูกแพงของราคาหุ้นก็มีอยู่หลายวิธี ผมจะไม่ขอพูดถึงในที่นี้ละกัน เพราะเรื่องมันจะยาวจนเกินไป ถ้าใครสนใจอ่านเพิ่มเติมลองเข้าไปติดตามอ่านได้ที่กระทู้ตระแกรงร่อนในเวป http://www.thaivi.com/ ซึ่งมีเขียนไว้ครบถ้วนแล้ว ดังนั้นในที่นี้ผมจะพูดถึงเฉพาะวิธีหลักที่ผมใช้ในการประเมินความถูกแพงของหุ้น ซึ่งได้แก่การดูจาก PE


จากการประมวลคุณภาพของหุ้นโดยใช้เงื่อนไข 3 ข้างต้น ยิ่งหุ้นมีคุณภาพสูงมากเท่าใด PE ที่เหมาะสมของหุ้นจะสูงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทั่วๆไปผมมักจะกำหนด PE ที่เหมาะสมอยู่ในกรอบประมาณ 6-10 เท่า การกำหนดระดับ PE ที่เหมาะสมนั้นเป็นศาสตร์ที่ใช้ศิลปะค่อนข้างมาก เพราะไม่มีสูตรตายตัวว่าหุ้นแบบไหนควรมี PE เท่าไหร่ นักลงทุนจะต้องตรวจสอบคุณภาพของหุ้นให้ครบทุกด้านและประมวลผลจากข้อมูลที่มีอยู่ออกมาเป็นตัวเลข PE เพียงตัวเดียว ช่วงแรกๆของการลงทุนอาจจะมีปัญหาในการประมาณค่า PE บ้าง แต่ถ้าลองศึกษาหุ้นหลายๆ ประเภท อ่านบทวิเคราะห์และติดตามผลประกอบการอยู่เรื่อยๆ เซ้นส์ในเรื่องการกำหนด PE ที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตามบางครั้งหุ้นที่ PE เกิน 10 บางตัวผมก็กล้าลงทุน ถ้าผมมั่นใจจริงๆว่าบริษัทมีจุดเด่นทั้ง 3 ด้านอย่างโดดเด่นมากๆ


หลังจากกำหนด PE ที่เหมาะสมของหุ้นได้ หน้าที่ต่อไปของนักลงทุนก็คือการประมาณผลกำไรของบริษัทล่วงหน้าว่าบริษัทจะมี กำไรต่อหุ้นทั้งปีประมาณเท่าไหร่ เช่นถ้าประมาณออกมาว่าหุ้นควรจะมี EPS ประมาณ 1 บาท ในขณะที่ PE ควรจะอยู่ที่ 8 เท่า ราคาเป้าหมายก็อยู่ที่ประมาณ 8 บาท อย่างไรก็ตามการประมาณ EPS ในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จำเป็นที่จะต้องมีการสมมติตัวเลขหลายๆตัว ถ้าเรามีข้อมูลในการประเมินมากโอกาสถูกก็มาก แต่ถ้าเมื่อใดที่เรามีความมั่นใจในการคาดการณ์ต่ำ ทางที่ดีก็ควรจะประมาณให้ EPS นั้นต่ำไว้กว่าที่เราคิดไว้ก่อน เพื่อให้ราคาหุ้นที่คิดได้นั้นไม่สูงจนเกินไป


จะเห็นว่าหลักการในการเลือกหุ้นและกำหนดราคาเป้าหมายของผมนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก การบ้านที่นักลงทุนต้องทำคือการหาข้อมูลบริษัทให้มากเพียงพอที่จะวิเคราะห์คุณภาพของบริษัทได้ เพื่อกำหนด PE ที่ควรจะเป็นให้เหมาะสม และคาดการณ์ EPS ให้ใกล้เคียงกับกับความป็นจริงมากที่สุด อาจจะฟังดูว่าทั้งยากและต้องใช้เวลามากแต่สิ่งเหล่านี้แหละครับที่จะทำให้นักลงทุนแบบ VI สามารถสร้างผลตอบชนะตลาดติดต่อกันได้อย่างยั่งยืน

ข้อควรระวังในการใช้บทความ

  • หุ้นที่เหมาะสมในการลงทุนจำเป็นจะต้องมี Good Governance ถ้าขาดข้อนี้ไป หุ้นดีราคาถูกแค่ไหนก็ไม่ควรเสี่ยงลงทุน
  • EPS ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้น ควรเป็นกำไรที่หักกำไรพิเศษที่เกิดเพียงชั่วคราวออกไปให้หมด เพื่อไม่ให้เกิดการคาดการณ์ EPS ที่สูงเกินจริง เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากการกลับรายการหนี้สูญ หรือกำไรจากค่าเงิน ทางที่ดีนักลงทุนควรฝึกอ่านงบกระแสเงินสดควบคู่ไปกับการดูงบกำไรขาดทุนด้วย เพื่อใช้ในตรวจสอบคุณภาพของกำไร
  • การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE มีข้อเสียคือเป็นการใช้วิจารณาณส่วนตัวค่อนข้างมาก ดังนั้นถ้าจะให้ปลอดภัย สำหรับนักลงทุนที่ชอบมองโลกในแง่ดี ควรพยายามกำหนดค่าให้ต่ำกว่าที่ตัวเองคิด จะปลอดภัยกว่า
  • ห้ามลืม Margin of Safety เด็ดขาด การซื้อหุ้นควรจะเลือกหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมพอสมควร เพื่อลดโอกาสขาดทุนในกรณีที่เราวิเคราะห์ผิดพลาด ปกติผมจะซื้อหุ้นที่มีโอกาสสร้างกำไรให้ผมได้อย่างต่ำ 30% ถ้าได้ต่ำกว่านี้ ถือเงินสดไว้ก็ไม่เสียหายครับ
  • หลักการข้างต้นเป็นวิธีที่ผู้เขียนใช้เป็นการส่วนตัว และเชื่อว่าได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าจะเป็นวิธีการลงทุนที่ดีที่สุด รูปแบบการลงทุนที่ดีนั้น นักลงทุนควรจะพยายามทดลองด้วยตัวเองจนเจอการลงทุนที่เหมาะสมกับลักษณะนิสัยของตัวเอง และควรทำการบ้านเยอะๆ สั่งสมประสบการณ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการเลือกหุ้นให้มากขึ้นเรื่อยๆ

Sunday, June 10, 2007

CEO ของ Warren Buffett

วันนี้มีหนังสือมาแนะนำกันครับ ... ชื่อหนังสือคือ "ซีอีโอของวอเรน บัฟเฟต์" โดย Robert P.Miles เป็นหนังสือที่แปลมาจากหนังสือของฝรั่งเคา.. มีอยู่ 2 เล่ม (แต่เพิ่งออกมาเล่มเดียว) และเป็นหนังสือเล่มเดียวที่ Warren Buffett แนะนำใน Annual report ของบริษัทเบริกไชร์

สังเกตุดูนะครับว่าหนังสือที่เกี่ยวกับ buffett นั้นมีออกมาเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะออกมาแนวคล้ายๆกัน คือเป็นการพูดถึงแนวทางการลงทุนของ buffet และหุ้นที่ buffet ถือ ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ในการเขียนหนังสือก็จะมาจาก Annual report ของเบริกไชร์ ดังนั้นหนังสือแนวนี้ผมว่าสำหรับคนที่ไม่มีเวลามาก อาจจะเลือกอ่านสัก 1-2 เล่มก็เพียงพอแล้ว ในขณะที่เล่มนี้ค่อนข้างจะมาแปลกกว่าเพื่อน คือจะเขียนถึงผู้บริหารของบริษัทที่ buffett เข้าซื้อหุ้น โดยการไปสัมภาษณ์ผู้บริหารเหล่านี้ ...

อ่านแล้วคุณจะได้รู้ครับว่าผู้บริหารแบบไหนที่ทำให้ buffett ตัดสินใจซื้อหุ้นเหล่านั้น ซึ่งผมว่าเรานำมาประยุกต์ใช้ในการเลือกซื้อหุ้นได้เยอะเหมือนกัน เราจะได้รู้ว่าผู้บริหารที่รักงาน กับผู้บริหารที่รักเงินนั้นต่างกันมากน้อยแค่ไหน .. นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงคนที่อาจจะมาบริหารบริษัทเบริกไชร์ หลังจากที่ buffett เสียชีวิตลง

ปล. อย่างที่เคยบอกครับว่า ผู้บริหารนี่จัดว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ อย่างหนึ่งในเลือกหุ้น เพราะฉะนั้นผมถือว่าหนังสือเล่มนี้ผมให้คำแนะนำว่า "Strong Buy" ครับ

Labels: , , ,

Friday, June 08, 2007

บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ 2

ก่อนหน้านี้ นานมากพอดูแล้วเหมือนกัน ผมเคยได้เขียนบทความเกี่ยวกับบทวิเคราะห์ของโบรกเอาไว้....
พอดีมาอ่านเจอกระทู้ของคุณ Ryuga ถูกใจมากๆ เลยอยากให้ได้ลองอ่านกัน ..

$$$ รวมหุ้นโบรก "ดีเหลือเกิน" $$$
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25762&start=0

เจตนาของกระทู้นี้ไม่ได้ต้องการมาจับผิดนักวิเคราะห์ แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่านักวิเคราะห์ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ ถ้าทายแม่นบ่อยๆ ก็คงไม่ต้องมานั่งเป็นนักวิเคราะห์แล้ว ไปเล่นหุ้นเองกำไรดีกว่าเยอะ เอามาเตือนสติคนที่อ่านบทวิเคราะห์แล้วชอบดูราคาเป้าหมายในการซื้อขายหุ้น ว่าให้ระวังตัวไว้ด้วย ..

ปล. การใช้บทวิเคราะห์ให้ดีที่สุด คือเลือกใช้เฉพาะ Fact เท่านั้น พวกที่เป็นความคิดเห็นส่วนของนักวิเคราะห์ให้ฟังหูไว้หู ถึงแม้หลายๆโบรกจะเขียนออกมาเหมือนกัน ก็อย่าเพิ่งคิดว่าโอกาสเป็นไปได้จะสูง เพราะเท่าที่ผมรู้ หลายๆครั้งนักวิเคราะห์ก็ลอกการบ้านกันบ้าง ... สมัยเรียนผมก็ทำอยู่บ่อยๆ :)

Labels: ,

Wednesday, May 30, 2007

เหตุผลในการขายหุ้น

ที่ผ่านมาเราก็พูดกันถึงการเลือกหุ้นมาเยอะแล้ว .. วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องของการขายหุ้นกันบ้าง .. ถ้าเป็น vi อยู่แล้ว ผมว่าหลายๆคนก็น่าจะเคยได้ยินเหตุผลในการขายหุ้นของ vi ซึ่งก็จะออกมาไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ลองมาดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง

1. ขายเมื่อราคาหุ้นขึ้นเกินมูลค่า - ถ้าหุ้นที่เราถืออยู่ราคาวิ่งขึ้นไปมากๆ จนเกินมูลค่าที่เราคิดไว้ในใจผมก็อาจจะขายหุ้นออกมาได้ เพราะปรัชญาการลงทุนแบบ vi จะมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ในระยะยาว ราคาหุ้นจะเดินหน้าเข้าสู่มูลค่าที่เหมาะสมของมัน ดังนั้นถ้าราคาหุ้นมันวิ่งเกินมูลค่าไป ระยะยาวราคามันก็ต้องลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ..... แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลในการขายหุ้นก็นี้ก็มีเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาไว้ดีๆ .. ก็คือ ถ้าหุ้นที่เราถืออยู่นั้นมีอนาคตดีมากๆ เป็นหุ้นเกรด A หรือเป็นหุ้น super stock การที่ราคาหุ้นวิ่งเกินมูลค่าไปบ้าง การขายหุ้นทิ้งก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักก็ได้ .. เพราะหุ้นที่ดีมากๆ บางครั้งก็หาไม่ได้ง่ายๆ

สมมติว่าเราคิดไว้แล้วว่าหุ้นตัวนี้มีมูลค่าประมาณ 10 บาท แล้วสมมติราคามันพุ่งไป 11 บาท บางครั้งผมก็ไม่อยากขายเหมือนกัน เพราะในเมื่อมันเป็นหุ้นที่อนาคตดีมากๆ กำไรมีการเติบโตค่อนข้างสูง ในอนาคตมูลค่าของหุ้นมันอาจจะเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ .. การขายหุ้นทิ้งไปที่ 11 บาท อาจจะทำให้เราเสียโอกาสในการถือหุ้นดีๆในระยะยาวได้ อย่าง warren buffet เองก็น่าจะใช้หลักการนี้เหมือนกัน คือหุ้นที่แกคิดว่าดีมากๆ ในระยะยาว ราคาจะขึ้นลงแค่ไหนแกก็ไม่ยอมขาย

เพราะฉะนั้นวิธีที่ผมใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นที่ยังไม่เคยพูดถึงใน Blog นี้ ก็คือการประเมินออกมาเป็นช่วง ... ยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น หุ้น snc ในปีนี้ผมคาดว่า eps ของเค้าจะอยู่ที่ประมาณ 1.1 บาทต่อหุ้น และให้ pe ไว้ประมาณ 9 เท่า .. ดังนั้นราคาเหมาะสมก็น่าจะอยู่ที่ 9.9 แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่าถ้าหุ้น snc วิ่งเกิน 10 ขึ้นไป ผมเองก็คงจะยังไม่ขาย เพราะเชื่อว่าในปีหน้าและปีต่อๆไป snc ก็น่าจะทำ eps ได้สูงขึ้นกว่าในปีนี้อีกได้มาก ... สำหรับหุ้น snc ผมให้ช่วง pe ที่เหมาะสมประมาณ 9-12 เท่า (ดูจากการเติบโตในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง) ตัวเลข 9 เท่า ผมจะใช้เป็นจุดกำหนดในการเข้าซื้อ คือถ้าราคาหุ้นยังต่ำกว่า 9 เท่า โอกาสที่ราคาหุ้นจะขึ้นได้อีกก็มีสูง ... แต่เมื่อผมซื้อหุ้นเข้ามาแล้ว ผมจะยังไม่ตัดสินใจขายหุ้นจนกว่าหุ้นจะมี pe เกิน 12 เท่า ...

โดยสรุป pe ช่วงล่างผมใช้เป็นจุดเข้าซื้อ ในขณะที่ pe ช่วงบนผมใช้เป็นจุดขายหุ้น ...... หุ้นที่ดีมากๆ pe บนของผมก็อาจจะกว้างหน่อย เช่น 9-12 เท่า แต่พวกหุ้นตีหัวเข้าบ้านที่ไม่ใช่หุ้นคุณภาพดีเท่าไหร่ pe บนของผมก็จะแคบๆ เช่น 7-8 เท่า

2. ขายเมื่อเจอหุ้นตัวใหม่ที่ดีกว่า - หลายๆครั้งผมก็จำเป็นต้องขายหุ้นที่ผมถือไว้อยู่แม้ราคาหุ้นจะยังไม่ถึงเป้าหมาย เมื่อเจอหุ้นตัวใหม่ที่ดีกว่า ทั้งนี้เพราะปกติผมมักจะถือหุ้นเต็ม port อยู่ประจำ เงินสดที่มีอยู่ก็กันเอาไว้ใช้จ่ายประจำทั่วไป ถ้าอยากได้หุ้นตัวใหม่ ก็ต้องขายตัวเก่าทิ้ง ... โดยการตัดสินใจทั่วไปก็จะใช้ % upside ของหุ้นเปรียบเทียบกันในการตัดสินใจ เช่นหุ้นเดิมราคา 10 บาท เป้าหมายอยู่ที่ 12 บาท % upside 20% ในขณะที่หุ้นตัวใหม่ราคา 10 บาท แต่เป้าหมายอยู่ที่ 14 บาท ซึ่งมี % upside อยู่ 40% แบบนี้ผมก็จะขายหุ้นตัวเก่าทิ้ง เพราะเชื่อว่าการถือหุ้นตัวใหม่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ... แต่อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเปลี่ยนตัวนั้นผมจะต้องมีความมั่นใจพอสมควร ว่าตัวใหม่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ เพราะปกติแล้ว หุ้นที่เราถืออยู่มานาน ศึกษามานาน เราจะมีความเข้าใจตัวธุรกิจที่มากกว่าหุ้นตัวใหม่ที่อาจจะมีการคาดการณ์ผิดพลาดได้มากกว่า

3. ขายหุ้นเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองคิดผิด - ไม่ใช่ทุกครั้งที่ผมจะเลือกหุ้นได้ถูกต้องเสมอไป มีที่คาดการณ์ผิดก็เยอะ เราอาจจะคิดว่าหุ้นดี กำไรดี ราคาไม่แพง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเรามีข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เราอาจจะเพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่าหุ้นที่คิดว่าดีนั้นไม่ได้ดีอย่างที่คิด ... กรณีนี้ผมก็จะขายหุ้นทิ้ง โดยที่ไม่ค่อยเกี่ยงราคาเท่าไหร่ เพราะการถือหุ้นที่คุณภาพต่ำนั้นมีความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก

แต่ข้อยกเว้นก็ยังพอมีอยู่บ้าง สำหรับเหตุผลข้อนี้ .. เช่นมีหุ้นอยู่ตัวหนึ่งผมคิดไว้แล้วว่า eps น่าจะได้ซัก 2 บาท แต่ผลที่ออกมากลับได้ eps แค่ 1.6 บาท .... ถ้าตราบใดที่ธุรกิจยังดูดีมีอนาคตอยู่ และราคาหุ้นเทียบกับ eps 1.6 บาทยังไม่แพง ผมก็อาจจะไม่ขายหุ้นทิ้งก็ได้

vi ส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักก็จะมีเหตุผลในการขายหุ้น 3 ข้อข้างต้นที่คล้ายๆกัน ... แต่สำหรับผมยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ใช้ในการขายหุ้นอยู่ด้วย

4. ขายหุ้นเมื่อรู้สึกว่าถือแล้วไม่สบายใจ - หุ้นบางตัวเราคิดว่ามันน่าจะดี ก็เลยตัดสินใจซื้อไป .... แต่จริงๆแล้วเราอาจจะไม่ได้รู้จักธุรกิจเค้ามากเท่าไหร่นัก หรือตัวผู้บริหารอาจจะมีประวัติที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้ความมั่นใจในตัวหุ้นนั้นมีน้อย ผมจะมีวิธีปฏิบัติอยู่ 2 ทาง คือ .. 1. หาข้อมูลหุ้นตัวนี้เพิ่ม เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองว่าวิเคราะห์ไม่ผิด 2. ถ้าหาข้อมูลไม่ได้ หรือได้ไม่พอที่จะทำให้เกิดความมั่นใจในการถือหุ้นนั้นได้ ผมก็จะขายหุ้นทิ้ง โดยไม่แคร์ว่าจะขาดทุนมากแค่ไหน

หลายๆครั้งผมเองขายหุ้นเพราะรู้สึกแปลกๆ กับตัวผู้บริหาร หรืออนาคตของธุรกิจ ทั้งๆที่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุผลนั้นคืออะไร .. เพราะบางครั้งสัญญาณมันก็ช่วยเราได้เหมือนกัน .. อีกอย่างผมยืดมั่นว่าผมรักในการลงทุน เพราะฉะนั้นการลงทุนจะต้องไม่ทำให้เราเครียด ถ้ารู้สึกเครียดหรือไม่สบายใจ สู้ขายหุ้นทิ้งไปดีกว่า ถึงแม้จะรู้ว่าอาจจะต้องขายหมูก็เถอะ

Labels: , ,

Saturday, May 19, 2007

การเมืองกับหุ้น

ในภาวะที่ปัญหาการเมืองคลุมเครือแบบนี้ นักลงทุนหลายๆคนก็คงเซ็งไปตามๆกัน ข่าวดีก็ไม่มีให้เห็น แถมยังมีข่าวร้ายใหม่ๆเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ บางคนอาจจะเว้นวรรคจากตลาดหุ้นไปชั่วคราว ประมาณว่ารอให้ปัญหามันคลี่คลายซะก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ก็ยังไม่สาย ซึ่งผมว่าก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน ถ้าเราไม่มั่นใจในตลาดหุ้น การถือเงินสดไว้ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับ VI แล้วผมว่าการออกจากตลาดหุ้นใหม่ภาวะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเท่าไหร่นัก .... เพราะนักลงทุนเองจะเสียโอกาสในการลงทุนอีกมาก เนื่องจาก 1. เราก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ปัญหามันจะคลี่คลาย 2. ในช่วงแบบนี้หุ้นดีๆราคาถูกมีให้เห็นมากมาย 3. ดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มลดลง ถอนเงินออกไปฝากไว้เฉยๆก็ได้ผลตอบแทนน้อยเหลือเกิน

แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่จะบอกว่าการเมืองมันไม่กระทบอะไรกับมูลค่าหุ้นนะครับ แนวคิดหลักที่อยากจะเขียนในวันนี้คือ เราไม่ต้องไปเอาปัญหาการเมืองมาโยงกับราคาหุ้นมากนัก ว่ามันจะขึ้นหรือลง แต่เราควรนำปัญหาการเมืองมาคิดดูว่ามันมีผลกระทบอย่างไรก็ธุรกิจของหุ้นที่เราถืออยู่ ถ้ามันไม่มีปัญหาก็ถือต่อไป แต่ถ้ามันมีปัญหาก็อาจจะขายหุ้นออกไปบ้าง หรือว่าธุรกิจไหนที่ไม่โดยการเมืองกระทบ แต่ราคาไหลลงไปตามตลาดก็เป็นโอกาสที่ดีที่อาจจะได้ซื้อหุ้นราคาถูก

ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ ว่าการเมืองนั้นกระทบอย่างไรกับธุรกิจในตลาดหุ้น
- IT city Q1/50 กำไร 29.6 ล้านลงจาก Q1/49 ที่กำไร 36.9 ล้าน ... การเมืองทำให้คนเริ่มชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น สินค้า IT ผมว่าเป็นจัดได้ว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยได้ระดับหนึ่ง เพราะบางทีเราจะซื้อ Notebook ตัวใหม่ซักตัวอาจจะเพราะเห็นรุ่นใหม่ที่อยากได้ แล้วเครื่องเก่ามันก็เริ่มเก่าแล้ว แต่พอเจอปัญหาแบบนี้คนก็ชะลอออกไปได้ ยอดขายกำไรก็เลยลดลงอย่างที่เห็น แบบนี้ผมว่าการเมืองกระทบธุรกิจมาก
- โดยปกติเมื่อประชาชนหยุดการจับจ่ายใช้สอย รัฐมักจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มหรือเร่งการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจมันแย่จนเกินไป แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนกับว่าหน้าที่หลักของเค้าไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจซักเท่าไหร่ แต่งานหลักคือการกำจัดทุกอย่างที่เป็นของรัฐบาลที่แล้ว (หลายๆครั้งก็กำจัดโครงการดีๆทิ้งไปมากเหมือนกัน เห็นแล้วก็เสียดายแทน) พอหน้าที่หลักคือการจับผิดการฉ้อโกง สิ่งที่ตามมาก็คือการลงทุนของภาครัฐแทนที่จะเร่งลงทุนเพื่อมาช่วย กลับกลายเป็นว่าหน่วยงานต่างๆก็พากันหยุดลงทุนกันเป็นแถวๆ กลัวว่าลงทุนไปจะโดนเฉ่งเอา เพราะตอนนี้ใครทำอะไรใหญ่ๆใหม่ๆ ก็โดยจับตากันหมด ... หุ้นที่กระทบได้ชัดเจนก็เห็นจะเป็นหุ้นที่มีรายได้หลักจากการประมูลงานภาครัฐ ในช่วงครึ่งปีแรกปัญหาอาจจะไม่เห็นจากงบการเงินได้ เพราะงานส่วนใหญ่ยังเป็นการที่ค้างมาตั้งแต่ปีก่อน แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะไม่รู้จะเอาโครงการที่ไหนมาสร้างรายได้ เพราะฉะนั้นผมจะพยายามหลีกเลี่ยงหุ้นประเภทนี้ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าหุ้นกลุ่มนี้น่าจะสร้างผลงานได้ดีมากหลังจากที่การเมืองคลี่คลายแล้ว เพราะการลงทุนมันเป็นเรื่องจำเป็น ปีนี้อั้นมานาน ถ้าการเมืองดีขึ้นเมืองไรการลงทุนคงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
-หุ้นที่มีรายได้หลักจากการส่งออกผมว่าไม่น่าจะโดนผลกระทบจากการเมืองเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรก็ตามต้องระวังเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วยเพราะรายได้มันอาจจะลดได้เหมือนกัน .. สรุปแล้วผมว่าถ้าจะเล่นหุ้นที่ส่งออกให้ปลอดภัยทั้งการเมืองและค่าเงินน่าจะเป็นหุ้นที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตเป็นจำนวนมาก ที่เห็นชัดเลยก็คือพวกกลุ่มอิเล็กทรอนิก ผลประกอบการ Q1 ออกมาหรูหรากันเหลือเกิน เสียดายที่ผมไม่มีหุ้นกลุ่มนี้เลยซักกะตัว
- หุ้นที่ได้ผลประโยชน์จากการลงทุนที่ชะลอไม่ได้ ที่ชัดสุดก็เป็นเรื่องของการลงทุนของพวกไฟฟ้าและปิโตรเคมี การเมืองจะแย่ยังไงไฟฟ้าก็ยังใช้เยอะอยู่ดี ถ้าผลิตไม่ทันใช้จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะงั้นพวกนี้ชะลอไม่ได้ หรือปิโตรเคมีเองเวลาเค้าลงทุนกันทีเป็นหลักแสนล้าน วางแผนกันมาทีหลายปี คงไม่หยุดกันง่ายๆแน่
- หุ้นที่ช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้าได้ ... ภาวะแบบนี้ต้องรัดเข็มขัดเป็นพิเศษ พวกไหนที่ลดต้นทุนให้ลูกค้าได้ก็น่าจะได้ประโยชน์

คงจะเห็นภาพชัดขึ้นนะครับ ว่าแม้ในภาวะที่การเมืองแย่ๆ หุ้นที่ธุรกิจดีๆ ไม่โดนกระทบหรือบางทีอาจจะได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ ก็ยังคงมีให้ลงทุนได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นปัญหาการเมืองสำหรับ VI คงไม่ใช่อุปสรรคในการลงทุนซักเท่าไหร่

Labels:

Thursday, April 26, 2007

Roadmap สำหรับ VI 2 (ต่อ)

หลังจากที่เรามีความรู้ในเรื่องของแนวคิดการลงทุนแบบ vi รวมกับความรู้ในการอ่านบัญชี หรือการวิเคราะห์จากตัวเลข ท้ายสุดก็คือเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน ผมก็เชื่อว่านักลงทุนท่านนั้นๆก็น่าจะมีความพร้อมระดับนึงในการลงทุนให้ตลาดหุ้นแล้ว ....

4. ทักษะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทักษะในการวิเคราะห์ธุรกิจ มองถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรม ผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เมื่อเราเห็นว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้น บริษัทอะไรจะได้ประโยชน์ บริษัทอะไรจะเสียประโยชน์ เมื่อเกิดภาวะโลกร้อนขึ้น บริษัที่ขายเครื่องดื่ม และบริษัที่ขายแอร์ก็น่าจะได้ประโยชน์ แรกๆผมเองก็ไม่ค่อยเห็นถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยแวดล้อมต่อบริษัทต่างๆในตลาดหุ้นซักเท่าไหร่ แต่ยิ่งผมนั่งศึกษาธุรกิจของบริษัทต่างๆมากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 56-1, annual report, หนังสือพิมพ์ หรือ Pocket Book ต่างๆ

นอกจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยแวดล้อมต่อตัวบริษัท เรายังจะต้องสามารถวิเคราะห์ถึงความสามารถของบริษัท ข้อเด่นข้อด้อย ความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง เพราะบางครั้งเราวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกได้ว่าธุรกิจกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์ แต่การเลือกหุ้นในธุรกิจนั่นๆ ก็จำเป็นต้องสามารถวิเคราะห์แบบภายในได้เช่นกัน ....

ในระยะแรกๆของการลงทุน ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องในแต่ละอุตสาหกรรมเท่าหร่ .. ในช่วงแรกๆของการเล่นหุ้นผม พยายามศึกษาธุรกิจโฆษณา เนื่องจากสนใจลงทุนในบริษัทโฆษณา แรกๆก็ไม่เข้าใจว่าโครงสร้างรายได้เป็นอย่างไร ปัจจัยแห่งความสำเร็จคืออะไร แนวโน้มของบริษัทเป็นอย่างไร พอศึกษาไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้น ต่อมาผมก็หันมาสนใจกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ก็ทำให้รู้ว่าเราจำเป็นต้องเข้าใจว่าบริษํทนั้นมีการผลิตโดยเน้นเครื่องจักรที่ทันสมัยเป็น Automatic หรือว่าเป็นการผลิตที่เน้นการใช้แรงงาน ซึ่งธุรกิจทั้ง 2 ประเภทก็จะมีความสามารถในการลดต้นทุนที่แตกต่างกันและมี Key Success Factor ที่แตกต่างกัน ฟังๆดูอาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่ยิ่งผมศึกษาการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆกันมากเท่าไหร่ ความรู้ของผมก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ ขอบเขตความสามารถก็กว้างขึ้น ทำให้ใช้เวลาน้อยลงในการทำความเข้าใจหุ้นแต่ละตัว เนื่องจากการลงทุนแบบ vi ทีดีจำเป็นต้องเข้าใจในธุรกิจที่ลงทุน การขยายขอบเขตความรู้ของตัวเองออกไป ทำให้ผมคว้าโอกาสที่ผ่านมาได้มากขึ้น หุ้นที่แต่เดิมไม่เคยคิดจะสนใจ ก็เข้ามาอยู่ในกรอบความสนใจ เมื่อมีปัจจัยอะไรที่ให้โอกาสกับหุ้นตัวนั้นๆ ผมก็ซื้อหุ้นได้ทัน และเร็วกว่าคนอื่นๆ ผลตอบแทนก็ยิ่งมากขึ้นๆ

ทักษะในข้อนี้ของผมเองก็ยังคงอยู่ในวงจำกัด ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ผมยังมองว่ายากเกินที่ผมจะเข้าใจ เช่น การเกษตร แบงค์ อสังหา ฯลฯ ทำให้ผมไม่สามารถที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้ .. แต่ผมก็หวังความยิ่งผมใช้เวลาอยู่ลงทุนนานขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น อ่านมากขึ้น ขอบเขตความรู้ของผมก็จะกว้างขึ้น และในอนาคต ตัวเลือกในการลงทุนก็จะมากขึ้น ผลตอบแทนคงจะดีขึ้นตามลำดับ ..... ขั้นตอนนี้แม้จะใช้เวลานานมาก เพราะเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ผลเชื่อว่าเป็นทักษะที่สำคัญในอันดับต้นๆของการลงทุนให้สำเร็จ

5. ความสามารถในอ่านคน: หลายๆคนอาจจะงงๆว่ามันเกี่ยวอะไรกับการลงทุน .... ผมเชื่อว่าหุ้นที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย 3 ประการหลัก คือ 1. บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี 2. บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่ดี 3. บริษัทมีผู้บริหารที่ดี ทักษะในข้อที่ 4 จะสามารถตอบโจทย์ข้อ 1 และ 2 ได้ แต่การที่จะตอบคำถามเรื่องผู้บริหารนั้นผมว่าจำเป็นที่จะต้องอ่านคนออก ..... สิ่งที่ผมต้องการสำหรับผู้บริหารคือความเก่ง ขยันและซื่อสัตย์ ซึ่งการตั้งคำถาม การพูดคุย หลายๆครั้งจะทำให้เราพอที่จะสามารถตีความได้จากบุคคลิก ลักษณะ และการตอบคำถาม

แรกๆ เซ้นในการอ่านคนของเราอาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ยิ่งเรามีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารหลายๆคน บ่อยๆ เราจะเริ่มจับทาง และมีเซ้นในการอ่านคนที่ดีขึ้นได้ ผู้บริหารคนจะชอบโม้เกินจริง บางคนจะชอบพูดแบบ conservative ไว้ก่อน ผู้บริหารชอบปิดบังสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้ในใจไม่ยอมพูด บางคนนี่ก็เชื่อคำพุดเค้าไม่ได้เลย เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจลักษณะของผู้บริหารแต่ละคน ..... หลายครั้งเราก็ต้องตั้งคำถามให้เห็นขึ้นวิสัยทัศน์ วิธีการแก้ปัญหา .. แผนการดำเนินการในอนาคต ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าผู้บริหารนั้นเก่ง หรือขยันหรือไม่อย่างไร ...

การเสริมความรู้ในทักษะด้านการอ่านผมสามารถพัฒนาได้ด้วยการพูดคุยกับผู้บริหารหลายๆท่าน และติดตามผลงานของเค้าว่าเป็นอย่างที่พูดหรือไม่ ฝึกตั้งคำถามที่สามารถบ่งบอกได้ถึงความสามารถ หรือความซื่อสัตย์ เช่น ผมมักจะชอบถามผู้บริหารว่าเค้ามีปัจจัยอะไรที่เป็นเรื่องที่กังวลเกี่ยวกับธุรกิจอยู่บ้างหรือว่า หรือมีอะไรที่ห่วงทำให้นอนไม่หลับ ... ผู้บริหารที่ซื่อสัตย์จะมักจะตอบตรงๆถึงสิ่งที่เค้าเป็นกังวลอยู่ ในขณะที่ผู้บริหารที่ไม่ค่อยซื่อเท่าไหร่ แม้มีเรื่องอยู่ ก็มักจะปิดบังเอาไว้ไม่ยอมพูด อาจจะตอบว่าไม่มี หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่น เพราะคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบพูดในเรื่องร้ายๆ ต่อธุรกิจตัวเอง มักจะพูดแต่เรื่องดีๆ (ไม่ได้ใช้ได้ 100% นะครับ แต่เท่าที่ลองๆดู การใช้คำถามนี้ถามผู้บริหารก็จะได้คำตอบที่อ่านผู้บริหารได้พอสมควร) นอกจากนี้บางครั้งผู้บริหารที่ตอบถึงปัญหาแบบตรงๆ บางครั้งผมก็จะเจอผู้บริหารที่บอกถึงปัญหาที่กังวล ข่าวร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็บอกถึงทางแก้ไข หรือแผนการที่จะป้องกันไว้ด้วย ... พวกนี้ผมว่ามักจะเป็นผู้บริหารที่จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ คือเก่ง ขยัน และซื่อสัตย์ ...

นอกจากการพูดคุยกับผู้บริหารบ่อยๆ แล้วผมยังชอบที่จะหาหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาการอ่านอยู่เรื่อยๆ ลองไปหาหนังสือของ เดวิด เจไลเบอร์แมนมาอ่านดูนะครับ .. เห็นเขียนไว้หลายเล่ม อ่านๆไปผ่านๆ บางครั้งเราสามารถนำความรู้เหล่านี้ที่ได้มาใช้โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ......

โดยสรุป ทักษะหรือความรู้ ที่ใช้ในการลงทุนที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญหลักๆมีอยู่ 5 อย่างดังนี้
1. ความรู้ในแนวคิดและหลักการการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
2. ทักษะในการวิเคราะห์ตัวเลข งบดุล งบการเงิน งบกระแสเงินสด
3. จิตยาในการลงทุน
4. ความสามารถในการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ภายใน และความเข้าใจในอุตสาหกรรม
5. ความสามารถในการอ่านคน

ทางเดินของการเป็น vi นั้นอาจจะดูแล้วยาวนานและยากซะเหลือ ... แต่เชื่อผมเถอะครับ .. ลงทุนในความรู้ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังหรอกครับ

Labels:

Friday, April 13, 2007

Roadmap สำหรับ VI

การเดินทางของคนที่ต้องการจะเป็น Value Investort ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ผมเชื่อว่าควรจะมีการวางแผน ตั้งเป้าหมาย และติดตามผล .... ในวันนี้ผมจะลองวาดภาพ Roadmap ของตัวผมเองทั้งที่ผ่านมาแล้ว และยังไปไม่ถึงให้ดูกันนะครับ

ในสมัยเริ่มต้นใหม่ๆ คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่จะรู้สึกว่าการลงทุนแบบ vi นั้นยากไม่ใช่เล่น เพราะต้องรู้เรื่องมันสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบัญชี ธุรกิจ การเงิน ฯลฯ การจะศึกษาหุ้นแต่ละตัวก็ใช้เวลาไม่น้อย หลายๆครั้งนั่งศึกษาหุ้นเป็น 10 ตัวก็ยังไม่เจอดีๆซักตัว ... อ่านงบการเงินก็ไม่ค่อยเป็น ข้อมูลจะหาจากไหน การเทรดหุ้นให้ดีจะทำอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม ...

แต่ผมก็พยายามที่จะศึกษาการลงทุนแบบ vi ต่อไป แม้จะมีเบื่อบ้าง ท้อบ้าง แต่พอมาถึงจุดนึงก็ได้รู้ว่า ที่เราลงทุนลงแรงไปมันคุ้มค่ามากเหลือเกิน ...

step การศึกษาของผมแบบคร่าวๆเป็นแบบนี้ครับ

1. เริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้ในแนวทางการลงทุนแบบ vi เพื่อให้เข้าใจแนวคิดและวิธีการคร่าวๆ ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับ vi แทบทุกเล่มที่หาได้ ซึ่งหนังสือหลายๆเล่มผมก็ได้เขียนถึงไปบ้างแล้ว เช่น ตีแตก, one up on wallstreet, วาทะของวอเรนบัฟเฟตต์, The Warren Buffett Way ฯลฯ เมื่ออ่านหนังสือพวกนี้ไปมากจะจะเข้าใจแนวคิดในการลงทุนแบบ vi มากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของผมในวันนั้นหลังจากอ่านหนังสือ vi ไปได้หลายเล่มก็คือ ผมยังขาดความสามารถในการอ่านงบการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในเป็น vi ที่ดีได้

2. เมื่อพบจุดอ่อนของตัวเองเรื่องของการอ่านงบการเงิน ผมก็เลยลอง load งบการเงินจากเวปไซต์ www.sec.or.th มาลองฝึกอ่านดู โดยช่วงแรกใช้หนังสือตีแตกของ ดร. นิเวศน์เป็นแนวทาง เพราะในหนังสือมีตัวอย่างการวิเคราะห์งบการเงินให้ดู จำได้ว่าตอนแรกผม load งบการเงินของบริษัทในกลุ่มหนังสือ สิ่งพิมพ์มาอ่าน เช่น se-ed aprint mati เพื่อที่จะได้ลองเอามาเปรียบเทียบได้ แต่กว่าที่ผมจะลองคำนวณอัตราส่วนต่างๆตามหนังสือตีแตกได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะแต่ละงบนี่กว่าจะทำเสร็จก็กินเวลาเป็นวันเหมือนกัน ผมเห็นท่าจะไม่ดี ก็เลยของไปหาหนังสือเล่มอื่นๆมาอ่านดู เผื่อจะได้ idea มากขึ้น ตอนนั้นก็เห็นหนังสือของ ดร. ภาพร (อ่านงบการเงินให้เป็น) วางอยู่ที่ se-ed ก็เลยลองซื้อมาอ่าน แรกๆก็อ่านเข้าใจยากอยู่บ้าง แต่ยิ่งพออ่านจบไปรอบนึงแล้วเรากลับมาดูงบการเงินใหม่ ก็เห็นได้ชัดเจนว่าสามารถทำความเข้าใจกับงบได้เร็วขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ให้ทะลุปรุโปร่งได้เท่าที่ควร

ผมก็เลยไปหาซื้อหนังสือของดร. ภาพร เล่มอื่นๆมาอ่านเพิ่มเติมเรื่อยๆ (รู้สึกมีอยู่ 3-4 เล่ม) ยิ่งอ่านมาเท่าไหร่ ยิ่งทดลองแกะงบการเงินมากขึ้นเท่าไหร่ ความเร็วในการอ่านงบก็เร็วขึ้นเท่านั้น ระหว่างนี้ผมก็ยังหาความรู้เพิ่มเติมจากงานสัมมนาของตลาดหลักทรัพย์ ตอนนั้นไปเรียนกับอ. ธนเดช มหโภไคย ซึ่งสอนการอ่านงบได้เข้าใจง่ายดีมาก และยังสอนเรื่องการอ่านงบกระแสเงินสด (ซึ่งหาอ่านที่ไหนไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะมีแต่หนังสือสอนอ่านงบดุลกับงบกำไรขาดทุน)

หลังจากผมเริ่มอ่านงบการเงินได้คล่องมากขึ้น ก็ทำให้ผมเลือกซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยได้สูงขึ้นจากการใช้งบการเงินช่วย ซึ่งงบการเงินที่ผมจะชอบดูนั้นก็คืองบย้อนหลังไป 3 ปี (ซึ่งใน 56-1 นั้นจะรวมตัวเลขย้อนหลังให้ 3 ปีอยู่แล้ว ก็ถือว่าสะดวกดี) เพื่อดูแนวโน้มของบริษัท นอกจากนี้ก็จะ load งบการเงินรายไตรมาสของปีล่าสุดทุกไตรมาสมาอ่านดู เพื่อดูแนวโน้มบริษัทในระยะสั้น (เพราะผมเคยเจ็บตัวมาแล้วกับหุ้นไก่ ซึ่งมีรายได้ลดลงทุกไตรมาส ผมดูแค่งบปีเลยคิดว่าดี เพราะรวมรายได้ทั้งปีมันยังพอใช้ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้ที่รายได้สูงๆน่ะมันตอนไตรมาสแรก พอไตรมาสต่อๆมารายได้มันลดลงเรื่อยๆ ก็พอจะบอกได้ว่าบริษัทอาจจะกำลังมีปัญหา)

3. พอเราซื้อหุ้นมาแล้ว หรือมีหุ้นที่เล็งจะซื้อไว้ในใจแล้ว บางครั้งเราซื้อหุ้นมาไม่นาน หุ้นมันวิ่งขึ้นไปก็ดีใจ คิดว่าตัวเองเก่งเลือกหุ้นได้ถูก แต่พอครั้งไหนซื้อหุ้นปุ๊บแล้วมันวิ่งลงปั๊บ ก็คิดว่าบริษัทอาจจะมีปัญหา พาลคิดไปเองว่าตัวเองเลือกหุ้นไม่ดี .... เป็นอย่างนี้อยู่บ่อยๆ สภาพจิตใจก็เริ่มแย่ อารมณ์ตัวเอง ถูกราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลงรายวันพาให้แกว่งไปอยู่ตลอดเวลา คิดแล้วก็เลยว่าต้องหาที่พึ่งทางใจ ด้วยการกลับไปอ่านหนังสือ vi ในข้อ 1 ใหม่อีกรอบให้หมด ก็ได้ใจความว่า "เราไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นได้ราคาต่ำที่สุดเสมอไป ขอให้ซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าก็โอเคแล้ว" หรือคำพูดของ Buffett ที่บอกว่า "ถ้าไม่สามารถทนเห็นราคาหุ้นลดลงกว่า 50% ได้ ก็อ่านคิดที่จะเล่นหุ้น" ทำให้ผมคิดได้ว่าการที่ราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นลงนั้น มันเป็นเรื่องของ demand (แรงซื้อหุ้น) และ supply (แรงขายหุ้น) ดังนั้นการขึ้นลงของหุ้นในระยะสั้นไม่ได้บอกว่าบริษัทนั้นมันดีหรือไม่ดีอย่างไร คิดได้แบบนี้ก็ทำให้สภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น เวลาหุ้นขึ้นก็ไม่หยิ่งผยองคิดว่าตัวเก่ง หรือเวลาหุ้นลงก็ไม่มานั่งกลุ้มใจ เอาเวลาไปศึกษาติดตามธุรกิจของหุ้นที่เราถือดีกว่าเอาเวลามานั่งดูราคาหุ้นรายวัน

หนังสือที่ช่วยให้ผมผ่านจุดนี้ไปได้อีกเล่มนอกจากหนังสือ vi ก็คือหนังสือ "จิดวิทยาการลงทุน" ช่วยทำให้เข้าใจแนวคิดของคนในการลงทุนได้มากขึ้น และเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ผมได้มาจากการผ่านพ้นกำแพงนี้ไปได้ก็คือ "จงลืมราคาต้นทุนที่เราซื้อหุ้นมาให้หมด (รวมถึงราคาในอดีตทั้งหมด)" เพราะตัวเลขราคาเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเกิดกับดักทางจิตวิทยาได้ง่าย เช่น คนส่วนใหญ่ไม่ชอบขายหุ้นถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าราคาทุน เพราะจะรู้สึกว่าตัวเองขาดทุน แต่สำหรับผมถ้าผมคิดว่าหุ้นตัวดังกล่าวไม่ดี และมีโอกาสที่ราคาจะต่ำลงไปอีกยังไงผมก็ขาย ราคาทุนไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทั้งสิ้น ถ้าคิดได้แบบนี้แล้ว ผมว่าเส้นทาแห่งความสำเร็จก็เข้าใกล้มาอีกขั้น

(มีต่อ..... )

Labels:

Thursday, March 29, 2007

บรรษัทภิบาล

เรื่องของความโปร่งใสกับการลงทุนนี่จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่แยกขายจากกันแทบไม่ได้เลย การลงทุนที่ดีเราควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีธุรกิจที่ดี มีผู้บริหารที่ดี และซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ... จะเห็นว่าปัจจัยทางด้านผู้บริหารนี่จัดได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ...

ในแง่ของความมีขยัน หรือความเก่งของผู้บริหาร หลายๆครั้งเราพอจะตีความเอาจากงบการเงินได้บางส่วน ถ้าบริษัทนั้นสามารถเติบโตได้ดีกว่าอุตสาหกรรมก็มีแนวโน้มว่าผู้บริหารของบริษัทก็น่าจะมีฝีมืออยู่เหมือนกัน หรือในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือเป็นช่วงขาลงของอุตสาหกรรมนั้นๆ การประคงบริษัทไว้ไม่ให้เจ็บตัวมาก ก็ถือได้ว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งของผู้บริหาร ... นอกจากเราจะตีความความสามารถของผู้บริหารเอาจากงบการเงินแล้ว ยังคงมีอีกทางที่ดีก็คือการหาโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารด้วยตัวเอง ถามคำถามเกี่ยวกับธุรกิจ หรือเรื่องที่เราสงสัย และสังเกตุเอาจากคำตอบของผู้บริหารก็พอจะบอกได้คร่าวๆเช่นกันว่าผู้บริหารนั้นมีความสามารถแค่ไหน ...

แต่สิ่งสำคัญมากๆ และก็เป็นสิ่งที่ยากในการจะรู้ได้ว่าผู้บริหารนั้นมีความซื่อสัตย์หรือโปร่งใสมากน้อยเพียงใด เพราะงบการเงินที่ออกมาเห็นว่าดีนั้น บางครั้งมันอาจจะเกิดจากการที่ผู้บริหารที่ไม่ใสเป็นคนทำให้มันดูดีเกินความเป็นจริงๆก็ได้ หรือแม้แต่การพูดคุยกันก็อาจจะบอกได้ยากมากเช่นกัน เพราะคนที่ขี้โกงเป็นนิสัยนั้นบางทีก็ยากที่เราจะจับทางเค้าได้ เพราะเค้าขี้โกงมาตลอด ความสามารถในการปกปิดก็คงไม่น้อยอยู่แล้ว

ลองมาดูผลกระทบของการถือหุ้นที่ผู้บริหารไม่โปร่งใสกันดูบ้างนะครับว่ามันเป็นแบบไหนได้บ้าง (ออกตัวก่อนว่าเรื่องของความโปร่งใส และกลโกงในการผองถ่ายเงินนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของผมเหมือนกัน คงเพราะด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อย แต่จะพยายามเล่าๆเอาเท่าที่เคยได้ยินมา และเคยอ่านผ่านๆตามา)
- ผู้บริหารมีการตั้งบริษัท Trading เพื่อเป็นตัวแทนขายสินค้าให้กับบริษัท กลโกงง่ายๆก็คือการขายสินค้าให้กับบริษัทดังกล่าวในราคาต่ำกว่าที่ควร แล้วบริษัท Trading นั้นๆก็ได้กำไรมากเป็นพิเศษ เงินก็เข้าผู้บริหารได้สบายๆ
- บริษัทที่อาจจะมีการซื้อสินทรัพย์จากผู้บริหาร หรือคนรู้จักของผู้บริหาร (คนเค้าก็มักจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน) ในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น
- บริษัทที่สั่งผลประกอบการให้ขาดทุนก็ได้ กำไรก็ได้ .... ในช่วงที่ต้องการให้หุ้นขึ้นก็สร้างข่าว และสร้างผลประกอบการให้ดีขึ้น โดยอาจจะทำได้โดยการพยายามรับรู้รายได้ให้เร็วขึ้น รับรู้รายจ่ายให้ช้าลงหรือให้น้อยลง ซึ่งก็ไม่ได้ยากลำบากเกินความสามารถที่จะตกแต่งได้ เพื่อดันให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น ... พอหุ้นขึ้นผู้บริหารก็ขายหุ้นออกมา ในทางกลับกัน เมื่อขายหุ้นออกมาได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ก็เป็นช่วงของการทุบหุ้น ก็ทำตรงข้ามกับเมื่อกี้ .. คือปล่อยข่าวร้ายออกมา ทำให้ผลประกอบการต่ำๆ หรืออาจจะถึงขึ้นขาดทุน ซึ่งวิธีทำให้ขาดทุนนี่ก็มีหลายสิบวิธี เช่น การรับรู้รายได้ช้าๆ รับรู้รายจ่ายให้เร็วขึ้น, การตั้งสำรองหนี้สูญ, การตั้งสำรองสินค้าคงเหลือหมดสภาพ การตั้งสำรองค่าใช้จ่ายที่ถูกฟ้องร้อง ฯลฯ เมื่อหุ้นลงได้ที่ ก็เข้าไปเก็บหุ้นใหม่ แล้วก็จัดการทำรูปแบบเดิมขึ้นดันราคาหุ้นใหม่อีกรอบ ... แน่นอนว่าการซื้อขายของผู้บริหารคงไม่ใช่ชื่อตัวเองในการซื้อขายแน่นอน เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องแจ้งรายการซื้อขาย
- จ่ายเงินเดือนและเงินค่าตอบแทนต่างๆให้ตัวเองเยอะ กรณีนี้รวมถึงการแจก esop ด้วย
ฯลฯ วิธีในการผองถ่ายเงินยังมีอีกมากมาย .. สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ให้ทันผู้บริหาร

แต่การรู้ว่าใครใสไม่ใสนี่สิ ยากเอาการเลย ผมเองก็ยังไม่ค่อยรู้เหมือนกัน .. วิธีที่พอจะช่วยได้ก็คือ
- อ่านหนังสือพิมพ์บ่อยๆ อาจจะเจอกรณีศึกษาบางอย่างพอให้เรารู้ได้ว่าเค้าโกงกันอย่างไร หรือพอจะรู้ว่าใครชื่ออะไรที่ชอบโกง ..
- ถามเอาจากคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์มานานๆ
- หลีกเลี่ยงหุ้นที่มีโครงสร้างในการก่อให้เกิดการโกงได้ง่าย หรืออาจจะลงทุนในสัดส่วนที่ไม่เยอะ ถ้ายังไม่ชัวร์ เช่น
+ หุ้นกลุ่มเกษตร การซื้อขายพวกนี้จะไม่ค่อยมี bill ทำให้ตกแต่งได้ง่าย (ไม่ได้หมายถึงกลุ่มเกษตรทุกตัวนะครับ)
+ หุ้นรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สั่งกำไรขาดทุนได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก เพราะเดิมธุรกิจพวกนี้ก็เป็นธุรกิจสีออกเทาๆอยู่แล้ว
+ หุ้นที่ผู้บริหารหลักๆ ไม่มีหุ้น หรือมีในสัดส่วนที่ไม่เยอะ เพราะผู้บริหารกลุ่มนี้จะมีแรงจูงใจในการบริหารงานที่ค่อนข้างต่ำ เพราะต่อให้บริษัทดี หุ้นขึ้น ตัวเองก็ไม่ได้ผลประโยชน์มากนัก สู้มาอาศัยรวยเอาจากการผ่องถ่ายเงินออก หรือเล่นกลกับราคาหุ้นให้ขึ้นลงจะรวยได้ง่ายกว่า

จริงๆ แล้วเรื่องของผู้บริหารนี้ผมว่าต้องให้คนที่เก๋าๆ อยู่ในตลาดนานๆมาเป็นคนพูด ผมเขียนไปอาจจะเป็นการสอนจรเข้ให้ว่ายน้ำก็ได้ .. อย่างไรก็ตาม ถ้าพี่ๆท่านใดเจอผู้บริหารที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ และรู้ว่าเป็นหุ้นที่ผมถืออยู่หรือสนใจอยู่ ก็รบกวนช่วยเตือนกันบ้างนะครับ ผมเองยังใหม่กับเรื่องนี้อยู่

Labels: ,

Monday, March 19, 2007

สภาพคล่อง

สวัสดีครับ ... หายหน้าหายตาไปนาน วันนี้ได้โอกาสกลับมา update blog กันอีกที
ช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้ยุ่งมากมายอะไรหรอกครับ ... ออกแนวขี้เกียจซะมากกว่า ไม่ค่อยอยากอยู่หน้าจอคอมนานๆเท่าไหร่ รู้สึกว่าตาไม่ค่อยดี สู้แสงไม่ค่อยได้ ก็เลยพาลขี้เกียจ up blog ไปในตัวด้วย เพราะจะเขียนซักครั้งบางครั้งก็ใช้เวลา ต้องรวบรวมความคิด แถมผมก็ไม่ใช่คนพิมพ์ดีดเร็วซะด้วย

วันนี้มาพูดเรื่องที่โดยเข้ากับตัวเองครับ .. คือเรื่องของสภาพคล่อง
จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอยู่มากพอสมควร แต่ผมไม่ค่อยได้พูดถึง เพราะก่อนหน้านี้ผมมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาอะไรเท่าไหร่ เพราะเวลาเราซื้อหุ้นเรามองเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ได้กะว่าจะซื้อๆขายๆ รายวันอยู่แล้ว เพราฉะนั้นหุ้นที่มีสภาพคล่องไม่มากก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก ใช้เวลาเก็บหุ้น 2-3 วัน ใช้เวลาปล่อยหุ้น 2-3 วัน มันก็ยังโอเค ....

ก่อนปี 50 ผมเองก็ไม่ได้มีปัญหากับสภาพคล่องมากนัก เพราะหุ้นที่ซื้อถึงแม้จะมีสภาพคล่องน้อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับน้อยมากๆ แต่มาปีนี้ปัญหานี้มันก็เริ่มเกิดกับผมชัดเจนขึ้น เพราะหลังๆมานี้หุ้นส่วนใหญ่ที่ผมเล่นมักจะเป็นหุ้นในตลาด MAI ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก บางตัว Market Cap ไม่กี่ร้อยล้าน เลยทำให้การซื้อขายนั้นค่อนข้างยาก ทีนี้ถ้าหุ้นที่ซื้อมาแล้วกะจะถือยาวๆ ผมก็ไม่เดือดร้อน แต่หุ้นที่บางทีซื้อมาแล้วเพิ่งมารู้ว่าตัวเองคิดผิดหรือไม่ก็เวลาไปเจอหุ้นตัวใหม่ที่ดีกว่าตัวเดิมมากๆ จนอยากรีบขายตัวเดิมไปซื้อตัวใหม่นี่สิ.. อยากจะได้ออกให้ได้เร็วราคาก็ไหลลงแรง ไอ้ตัวใหม่ที่จะไปซื้อก็ดั๊นสภาพคล่องน้อยพอกันอีก .. จะซื้อให้ได้เร็วๆก็ทำราคามันวิ่งไปอีก ...

เลยทำให้ผมคงต้องมาปรับกลยุทธ์ตัวเองใหม่ .. ในอดีตผมจะถือหุ้นอยู่ประมาณ 3-4 ตัวใน port เพื่อจะได้ให้มีเวลาติดตามข่าวสารของหุ้นเพียงพอ และยังทำให้ port มีการ focus เวลากำไรทีจะได้เป็นเนื้อเป็นหนังมากขึ้น มาวันนี้ผมหันมาปรับเป็นการถือหุ้นเพิ่มเป็น 6-7 ตัว เพราะปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และผมเริ่มมีเวลามากขึ้นในการศึกษาหุ้นเพราะเรียนใกล้จะจบแล้ว

เรื่องนีเป็นข้อพิสูจน์อีกประการหนึ่งของความได้เปรียบของนักลงทุนรายเล็กต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ชัดเจนเลยครับ .... เพราะยิ่ง port ใหญ่ขึ้นๆ จำนวนหุ้นที่มีให้เลือกลงทุนที่มีอยู่ก็ลดลง จนทำให้ต้องกระจาย port มากขึ้น ... วันนี้ผมยังไม่ได้ port ใหญ่มากๆ จำนวนหุ้นที่ซื้อได้ก็ลดลงไปไม่มากเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นพวกกองทุนใหญ่ๆหลักร้อยล้านพันล้านจะให้มาเล่นหุ้นตลาด mai แบบผมเยอะๆก็คงเหนื่อยหน่อยละครับ ....

Labels:

Tuesday, February 27, 2007

2 ขั้วของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

ในระยะหลังๆมานี้ ผมมาสังเกตหุ้นที่อยู่ใน port ของตัวเองแล้วก็เห็นว่า
หาหุ้นที่เป็นหุ้นคุณภาพดีๆ เกรด A แทบจะไม่เจอเลย ... ส่วนใหญ่ที่ถืออยู่ก็จะเป็นหุ้นเกรด B ที่คุณภาพต่ำลงมาหน่อย แต่ซื้อเพราะว่าหุ้นมีราคาถูก pe ของหุ้นก็จะอยู่ประมาณ 4-7 (ซึ่งถือว่าถูกมาก) .... หุ้นส่วนใหญ่ที่ผมถืออยู่จะมีโครงสร้างรายได้มาจากงานประมูลซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกิจการที่มีรายได้จากงานประมูลส่วนใหญ่มักจะมีรายได้ที่คาดเดาได้ยากในระยะยาว เพราะบางครั้งการประมูลงานแข่งกันนั้นอาจจะเฉือนชนะกันเพียงไม่เท่าไหร่ก็ทำให้รายได้นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากหรือลดลงอย่างมากได้ ... จากความไม่แน่นอนของรายได้นั้น ผมว่า pe ที่ควรจะเป็นอย่างมากก็ไม่ควรเกิน 8-9 เท่านั้น

ลองมาย้อนกลับไปดู port ของนักลงทุนอีกกลุ่มที่ลงทุนแบบเน้นคุณค่าเหมือนกันแต่หุ้นที่ถือใน port นั้นเรียกได้ว่าคุณภาพผิดกับของผมลิบลับเลย ... หุ้นส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่มีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง สินค้าหรือบริการมีตราสินค้าเป็นของตัวเอง เรียกได้ว่าบริษัทเหล่านี้มีความได้เปรียบในเรื่องของความมั่นคงของรายได้เพราะลูกค้าที่ซื้อนั้นมีความจงรักพักดีใน Brand ระดับหนึ่ง ไม่ได้แข่งขันเพียงแค่ราคาเหมือนกับพวกสินค้าที่ไม่มีตรา หรือกิจการที่มีรายได้จากการประมูล เช่น โรงพยาบาล (บำรุงราษฎ์ เกษมราษฏ์ กรุงเทพ) ขนมปังฟาร์เฮ้า (กินกันมาตั้งแต่เด็ก) หรือกลุ่ม Discount store ต่างๆ .... แต่หุ้นเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นหุ้นที่มีราคาถูกก็พูดไม่ได้เต็มปากเหมือนกัน .. เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมี pe เกิน 10 ขึ้นไปทั้งนั้น .. บางตัวมี pe เพิ่มไปถึง 20 - 30 เลยทีเดียว ถึงคุณภาพดีขนาดไหนผมก็ซื้อไม่ค่อยลงเท่าไหร่ ...

จากการสังเกตุดู style การลงทุน 2 แบบข้างต้น ผมสรุปการลงทุนแบบเน้นคุณค่าออกเป็น 2 ประเภท คือ
  1. เน้นที่หุ้นที่มีราคาถูก แม้คุณภาพอาจจะไม่ได้ดีมาก
  2. เน้นที่คุณภาพของหุ้นก่อน เรื่องราคาถูกหรือแพงนั้นมาทีหลัง

ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่ารูปแบบไหนจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่ากัน .. จริงๆแล้วถ้าผมเลือกได้ ผมก็อาจจะซื้อหุ้นที่มีคุณภาพเกรด A ในราคาที่ถูก แต่ยอมรับจริงๆครับว่าปัจจุบัน หุ้นเกรด A ในตลาดเท่าผมพอจะหาได้ราคามันก็ไม่ค่อยถูกซะแล้ว เพราะผมมักจะมีกรอบในใจไว้อย่างหนึ่งเวลาซื้อหุ้นคือ หุ้นที่มีราคาไม่แพงไม่ควรมี pe เกินอัตราการเติบโตในอนาคตของบริษัท ดังนั้นหุ้นที่มี pe 20 หรือ 30 ก็ทำให้ผมทำใจซื้อยากพอสมควรเพราะผมไม่คิดว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถเติบโตได้ในระดับเกิน 20-30% ได้หลายปีติดต่อกันนัก จนทำให้ผมต้องมานั่งหาหุ้นที่มีคุณภาพลดลงมาหน่อย แต่มีราคาถูกในระดับที่พอยอมรับได้ ....

ในที่นี้ผมจะแบ่งวิเคราะห์ความเสี่ยงของการลงทุนทั้ง 2 รูปแบบโดยแบ่งความเสี่ยงของการลงทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ ความเสี่ยงที่รายได้และผลกำไรจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ และ ความเสี่ยงจากการที่ตลาดลดระดับ pe ที่เหมาะสมของหุ้นนั้นๆ

  • การลงทุนแบบเน้นราคาถูก คือ จะมีความเสียงที่รายได้และกำไรจะไม่เป็นไปตามที่คาดค่อนข้างสูง เพราะเนื่องจากบริษัทไม่มีความมั่นคงในด้านรายได้ และไม่มีอำนาจพอที่จะผลักภาระต้นทุกที่เพิ่มขึ้นไปให้ลูกค้าได้ง่ายๆ ทำให้กำไรที่เราคาดการณ์ไว้อาจจะแตกต่างไปจากที่เราคิดไว้พอสมควร แต่ ความเสี่ยงจากการที่ตลาดจะปรับ pe ของหุ้นเหล่านี้ให้ลดลงนั้นค่อนข้างต่ำ เพราะหุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่จะมี pe อยู่ประมาณ 4-7 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ต่อให้รายได้และกำไรลด pe ของหุ้นก็มักจะไม่ลดลงมากเท่าใด ..... ดังนั้นหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นที่น่าสนใจมาก ถ้านักลงทุนสามารถคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตของบริษัทได้แม่นยำ เพราะจะสามารถขจัดความเสี่ยงส่วนแรกออกไปได้ ในขณะที่ความเสี่ยงส่วนหลังนั้นมีต่ำอยู่แล้ว
  • การลงทุนแบบเน้นคุณภาพหุ้น ความเสี่ยงในด้านรายได้และกำไรนั้นค่อนข้างต่ำกว่า เพราะกิจการมีฐานลูกค้าที่มั่นคงมีตราสินค้าที่ดี แม้ต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไปก็สามารถผลักภาระให้กับลูกค้าได้โดยปริมาณการขายไม่ลดลงมาก ทำให้คาดการณ์อนาคตได้ง่ายกว่า ... แต่ว่าความเสี่ยงจากการที่ตลาดปรับค่า pe ที่เหมาะสมลดลงนั้นผมว่าถือว่ามีค่อนข้างสูง .... ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต คนที่ติดตามตลาดหุ้นมานานจะพอเห็นว่าในแต่ละช่วงเวลา หุ้นบางกลุ่มตลาดนั้นจะให้ pe อยู่ในระดับที่สูงมาก แต่ในบางช่วงเวลากลับให้ pe ในหุ้นกลุ่มเดิมนั้นลดต่ำลงมาได้เช่นกัน ในอดีตเราอาจจะได้เห็นหุ้นกลุ่มสื่อสาร pe อยู่ที่ 15-20 ปัจจุบันเข้าใจว่าลดลงเหลือ 10-15 แล้ว .... เมื่อตอนที่ผมเข้าตลาดหุ้นใหม่ๆ หุ้นโรงพยาบาลมี pe ไม่เกิน 10 ในขณะที่ตอนนี้ pe กลุ่มโรงพยาบาลมี pe เพิ่มไปถึงระดับ 20 ได้สบายๆ หุ้นค้าปลีกก็เช่นกัน ในอดีตไม่ค่อยมีคนสนใจ pe อยู่ในระดับเพียง 8-10 เท่านั้น ปัจจุบันก็เห็นว่า pe ก็ปรับเพิ่มไปถึง 20-25 ได้ .... ผมเองคาดเดาไม่ออกว่าตลาดจะปรับ pe ของหุ้นกลุ่มต่างๆเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไหร่เวลาใด .. เพราะฉะนั้นผมเองจึงมองว่าความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับ pe ของหุ้นเหล่านี้ลดลงว่าน่ากลัวมาก ... เพราะถ้าเกิดหุ้นโรงพยาบาลหรือค้าปลึกที่มี pe อยู่ประมาณ 20 ในปัจจุบันถูกลดระดับลงมาเหลือ 10 หรือ 15 ผมคงจะเจ็บตัวไม่น้อย ...

สรุปแล้วการลงทุนทั้ง 2 รูปแบบก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง... พวกแรกคาดการณ์กำไรยาก แต่โอกาสที่ pe จะลดนั้นมีไม่มาก ในขณะที่พวกหุ้นคุณภาพสูง โอกาสที่รายได้หรือกำไรจะลดลงก็คงยาก แต่โอกาสที่ pe จะลดลงนั้นมีผลกระทบต่อราคาหุ้นค่อนข้างสูง ... นักลงทุนต้องเลือกเอาเองครับว่าจะชอบหุ้นแบบไหนมากกว่ากัน .. ส่วนตัวผม ณ เวลานี้เลือกแบบแรกซะส่วนใหญ่ ... แล้วรอดูผลกันครับ ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

Labels: , ,

Sunday, February 18, 2007