Saturday, December 19, 2015

ย้ายไปเขียนที่ Facebook ครับ

Blog นี้เลิกเขียนนะครับ ย้ายไปที่ facebook แทน
www.facebook.com/yoyoinvestingway

Sunday, October 24, 2010

กลยุทธ์เอาตัวรอดในตลาดหุ้น

นานๆทีผมจะ comment สภาพตลาด บทความนี้ผมเขียนไว้เมื่อ 27 กันยายน 2010

กลยุทธ์เอาตัวรอดในตลาดหุ้น

นักลงทุนจำนวนมากคิดว่าการจะลงทุนในตลาดหุ้นให้ได้กำไร จำเป็นที่จะต้องคาดเดาแนวโน้มของตลาดได้แม่นยำระดับหนึ่ง คนที่ติดตามข่าวสารมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาสในการคาดเดาดัชนีได้มากขึ้นเท่านั้น ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดแบบนี้เช่นกัน ส่วนตัวผมเองก็ชอบลองทายการขึ้นลงของดัชนีบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ก็จะผิดบ้างถูกบ้าง (ส่วนใหญ่จะผิด) เอาแน่เอานอนไมได้ แต่พอร์ตการลงทุนของผมก็ยังคงทำผลตอบแทนได้อย่างดีตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนั้นก็เลยทำให้ผมเลิกความเชื่อดังกล่าว

การลงทุนแนว Value Investing ให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ดัชนีว่ามันจะขึ้นหรือลง ตราบใดการตามที่เราสามารถหาหุ้นคุณภาพดีและมีราคาถูกอยู่ในตลาด เราก็ควรที่จะลงทุนต่อไปเรื่อยๆ จำนวนเงินที่จะลงทุน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นราคาถูกที่เราเจอ ระดับความถูกว่าถูกมากหรือน้อย เพราะความเชื่อของการลงทุนแนวนี้อยู่ที่ว่า ราคาหุ้นนั้นจะสะท้อนมูลค่าที่ควรจะเป็นในระยะยาวเสมอ การขึ้นลงของดัชนีก็ไม่ควรจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับการตัดสินใจลงทุนของเรา เพราะเมื่อเราซื้อหุ้น เราซื้อกิจการของบริษัทนั้นๆ เราซื้ออนาคตของหุ้นนั้นๆ เราไม่ได้ไปซื้อดัชนี

ตั้งแต่ผมลงทุนมาตั้งแต่ปีแรกผมก็ใส่เงินอยู่ในหุ้นอยู่ 100% ตลอดเวลา (บางช่วงอาจจะเกิน 100% บ้างเพราะใช้ Margin) เพราะผมยังสามารถหาหุ้นดีๆราคาถูกลงทุนได้อยู่เสมอ แต่มาวันนี้สถานการณ์มันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

ช่วงนี้เป็นครั้งแรกที่หาหุ้นลงทุนได้น้อยมากๆ เจอบริษัทที่ยังเห็นว่าราคาถูกอยู่เพียงไม่กี่บริษัท แล้วแต่ละบริษัทนั้นก็ไม่ได้มีราคาถูกมากจนน่าตื่นเต้น ผมเลยตัดสินใจขายหุ้นบางส่วนมาถือเงินสด โดยลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นเหลือประมาณ 80-90% ของเงินทั้งหมดที่มี และถ้าราคาหุ้นยังคงเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ผมก็คงจะทยอยลดพอร์ตลงเรื่อยๆ ตามแต่ระดับความถูกแพงที่ผมประเมินในช่วงเวลาๆนั้น กลยุทธ์ตอนนี้ของไม่ใช่การลงทุนให้ได้กำไรสูงที่สุด แต่เป็นการลงทุนให้ระดับที่พอเหมาะกับความเสี่ยง ซึ่งแนวคิดนี้ผมก็เรียนรู้มาจากกลยุทธ์ของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอย่างยาวนานหลายบริษัท ผมจะยกตัวอย่างให้ดูนิดหน่อยละกัน

PSL เป็นทำธุรกิจเรือเทกองที่มีความสามารถในการทำกำไรระดับต้นๆของโลก ธุรกิจนี้จัดเป็น Cycle ที่ขึ้นลงค่อนข้างรุนแรงและเป็นเวลานาน ในช่วงที่อุตสาหกรรมดีบริษัทเดินเรือส่วนใหญ่ก็จะกำไรกันเป็นกอบเป็นกำ ในช่วงที่อุตสาหกรรมแย่บริษัทจำนวนมากก็ขาดทุนล้มหายตายจากไปก็เยอะ PSL นั้นสามารถเติบโตผ่าน Cycle ทั้งขึ้นและลงมาหลายรอบและสามารถทำผลกำไรได้ดีมากมาโดยตลอด กลยุทธ์ของ PSL นั้นฟังดูเหมือนกลยุทธ์ทั่วๆไปของการเล่นหุ้น คือ “ซื้อถูก ขายแพง”

ในช่วงที่ค่าระวางเรือเป็นขาขึ้น บริษัทเดินเรือส่วนใหญ่ก็จะมีกำไรที่ดี กระแสเงินสดก็จะสูง คู่แข่งจำนวนหนึ่งที่ก็จะรีบต่อเรือเพิ่ม หรือไปซื้อเรือมือสองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดนหวังว่าจะได้รีบมาปล่อยเช่าเพื่อกินค่าเช่าระดับสูงๆได้ แต่ PSL นั้นกลับทำตรงข้ามกับคนอื่น เมื่อค่าระวางเรือเพิ่มถึงระดับหนึ่งที่ผู้บริหารคิดว่าอยู่ในระดับที่ดีแล้ว PSL ก็จะทำสัญญาเช่าเรือล่วงหน้ากับลูกค้าเพื่อ Fix ค่าระวางเรือเอาไว้ ในช่วงแรกอาจจะทำไว้ 25% ของเรือทั้งหมด และเมื่อค่าระวางเรือยังคงเพิ่มขึ้นต่อ บริษัทก็อาจจะ Fix ค่าระวางเรือเอาไว้อีกซัก 25% แล้วถ้าค่าระวางยังคงขึ้นต่อไปไม่หยุด บริษัทก็จะทำสัญญาเช่าล่วงหน้าไปทั้งหมด 100% ในะขณะที่ก็จะทยอยขายเรือเก่าที่มีอายุออกบางส่วนในราคาตลาดที่สูง ในภาวะที่ค่าระวางเรือยังคงขึ้นต่อไปไม่หยุดแบบนี้ PSL อาจจะดูเป็นบริษัทที่ไม่ฉลาดนัก เพราะในช่วงขาขึ้นที่คนอื่นๆเค้าทำกำไรกันได้สูงเพราะจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้น PSL อาจจะมีกำไรที่ต่ำกว่าเพราะจำนวนเรือก็ไม่เพิ่มแถมยังไป Fix ค่าเช่าออกไปเป็นจำนวนมาก

ในธุรกิจวัฎจักรนั้น เมื่อมีขาขึ้นแล้วก็ต้องมีขาลง ในช่วงที่ค่าระวางเรือลดลงเรื่อยๆนั้น บริษัทที่ไปต่อเรือเพิ่ม หรือซื้อเรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้นก็จะเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะการซื้อเรือในช่วงขาขึ้นนั้นมีราคาที่สูง รายได้จากค่าเช่าที่ได้รับก็อาจจะไม่มากเท่าที่เคยคิด เมื่อเกิดปัญหาสภาพคล่องบริษัทเหล่านี้ถ้าไม่ขายเรือออกไปบ้าง (ซึ่งจะต้องขายออกในราคาถูก) ก็อาจจะต้องปิดกิจการลงเพราะไม่มีเงินสดพอในการดำเนินธุรกิจ
ในช่วงนี้ PSL ก็จะกลายเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดที่ดีมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งส่วนใหญ่ เพราะบริษัทได้ขายเรือออกไปในราคาแพงจำนวนหนึ่ง และยังได้ Fix ค่าระวางเรือไปส่วนใหญ่แล้ว และเวลานี้ก็จะเป็นเวลาที่ PSL เริ่มทยอยซื้อเรือของบริษัทที่มีปัญหาสภาพคล่องในราคาต่ำมากๆ จำนวนเรือของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสเงินสดที่บริษัทสามารถสร้างได้

และเมื่อเวลาเลวร้ายผ่านไป ค่าระวางเรือกลับเพิ่มขึ้นมาใหม่ PSL ก็จะยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น กำไรเพิ่มมากขึ้น แล้ววงจรธุรกิจก็จะยังคงวนเวียนเป็นขาขึ้นขาลงสลับกันไป คู่แข่งหลายรายล้มหายตายจากไป มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาบ้าง ในขณะที่ PSL ก็จะมีขนาดใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

จะเห็นว่ากลยุทธ์ซื้อถูกขายแพงของ PSL นั้นไม่ได้เป็นการซื้อที่ถูกที่สุด หรือขายที่แพงที่สุด แต่เป็นการทยอยซื้อเมื่อค่าระวางเรืออยู่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และทยอยขายเมื่อค่าระวางเรือสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะแม้แต่ผู้บริหาร PSL ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในธุรกิจเดินเรือมาอย่างยาวนานนั้น เค้าก็ไม่สามารถคาดการณ์ดัชนีค่าระวางเรือในระยะสั้นได้

บริษัทที่ใช้กลยุทธ์คล้ายๆ กันนี้ก็มีอยู่หลายบริษัทอีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ เช่น IRP และ IVL (ซึ่งตอนนี้ควบรวมกันแล้ว) ในช่วงขาขึ้นบริษัทก็จะ Focus ไปกับควบคุมประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ ในขณะที่คู่แข่งก็จะ Focus ไปกับการขยายโรงงานเพื่อให้ทันกับขาขึ้นของวัฎจักร และในช่วงขาลงคู่แข่งก็จะมีกำไรที่ลดลงหรือขาดทุน บางรายถึงกับขาดแคลนเงินสดจนต้องปิดตัวลงหรือขายธุรกิจบางส่วนของตัวเองออก ตอนนี้ IRP และ IVL อาจจะมีกำไรน้อยลงไปบ้าง แต่กระแสเงินสดยังคงดีอยู่ ก็จะเริ่มซื้อโรงงานของคู่แข่งที่มีปัญหาในราคาถูก กู้เงินสร้างโรงงานใหม่ในช่วงที่วัฎรจักรยังดูไม่ดีเท่าไหร่ แล้วสุดท้ายเมื่อเวลาเลวร้ายผ่านพ้นไป บริษัทจะยิ่งมีกำไรเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ IRP IVL จากที่เคยเป็นบริษัทที่มีกำลังการผลิตและผลกำไรไม่มากนักก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน บริษัทอาจจะกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมด้วยกลยุทธ์ “ซื้อถูกขายแพง” ในระยะเวลาอีกไม่นานนี้

การลงทุนในหุ้นก็เป็นเช่นเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องขายให้ได้ราคาสูงที่สุดเพื่อที่จะประสบผลสำเร็จในการลงทุน แต่เราควรที่จะขายเมื่อเรารู้สึกว่าราคาหุ้นมันเกินกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งขึ้นมาก็ต้องยิ่งต้องขายมาก เพื่อที่จะสร้างกระแสเงินสดเก็บไว้กับตัวเอง เพื่อรอเวลาที่ตลาดจะกลับมาอยู่ในขาลง และมีโอกาสกลับไปซื้อหุ้นในยามที่มันถูกกว่าที่ควรจะเป็น ในช่วงภาวะแบบนี้ Value Investor ที่ระมัดระวังอาจจะดูโง่ที่ขายหุ้นออกในช่วงที่หุ้นอยู่ในขาขึ้น เหมือนกับที่ PSL ทำในช่วงค่าระวางขาขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่ตลาดกลับมาเป็นขาลง Value Investor ที่ระมัดระวังก็จะเป็นคนที่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวเสมอ

คำสอนของ Warren Buffett ที่บอกว่า “โลภเมื่อคนอื่นกลัว และ กลัวเมื่อคนอื่นโลภ” ยังคงใช้ได้ดีอยู่เสมอ ทั้งในการลงทุน หรือแม้แต่การดำเนินธุรกิจ

Saturday, October 23, 2010

Blog ใหม่ของผม

ช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาผมเริ่มหันความสนใจไปหาการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
ผ่านการวิเคราะห์หุ้นมาหลายสิบตัว ผ่านการขึ้นลงของตลาดหุ้นอเมริกามาประมาณหนึ่ง
Idea การลงทุนใหม่ๆก็เลยเกิดขึ้นหลังจากที่ผมเองก็ idea การลงทุนหุ้นไทยก็ตันไปนานพอสมควร
ว่าแล้วได้โอกาสก็เลยไปเปิด Blog ใหม่ที่เวป SeekingAlpha ซึ่งเป็นแหล่งรวมคนเขียนเจ๋งๆจำนวนมาก

การลงทุนให้หุ้นต่างประเทศนั้นผมว่ายากกว่าการลงทุนในหุ้นไทย เพราะว่าเรามีโอกาสน้อยที่จะได้สัมผัสกับสินค้า สภาพแวดล้อมของบริษัทและประเทศนั้นๆ รวมถึงไม่มีโอกาสในการเข้าไปผู้คุยกับผู้บริหาร ทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นต่างประเทศนั้นสูงกว่าหุ้นไทยพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงจะสูงกว่า แต่โอกาสก็มากกว่าเช่นเดียวกัน (ผมลงทุนไปเกือบ 1 ปียังขาดทุนอยู่ประมาณ 20-25% อยู่เลย)

เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่สนใจลงทุนในต่างประเทศก็ลองศึกษาดูได้นะครับ แต่ก่อนจะออกไปผมแนะนำให้มีประสบการณ์ในหุ้นไทยมานานพอสมควรก่อน เพราะบอกตรงๆว่ามันเล่นยากกว่าเราเยอะจริงๆ กว่าผมจะเริ่มเข้าร่องเข้ารอยก็ผ่านมาเกือบปี เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองพอจะลงทุนหุ้นต่างประเทศได้เท่านั้นเอง ยังไม่ได้เรียกว่าเก่งอะไร

ส่วนคนที่ไม่ได้มีเจตนาจะไปลงทุนต่างประเทศ หรือยังไม่คิดว่าจะลงทุนในเร็ววันนี้ ก็อ่านๆดูเป็น Case study ก็ได้ครับ จะได้เปิดหูเปิดตา และก็อาจจะมีบาง idea การลงทุนที่ผมไม่เคยเขียนใน yoyoway มาก่อน เช่น เรื่องการวิเคราะห์กระแสเงินสด ซึ่งผมน่าจะเขียนเสร็จในอีกไม่กี่วันนี้ครับ

ตามอ่านได้ที่ link นี้เลยครับ
http://seekingalpha.com/user/566955/instablog

อ้อ อ่านแล้วอ่านลืมไป Sign in เป็น Follower ผมด้วยนะครับ เวลามีบทความใหม่ของคนหรือหุ้นที่เรา Follow เวปมันจะส่ง email ไปบอกสมาชิกเอง สะดวกดีไม่ต้องเปิดไล่เข้าไปดูเองว่า Update บทความใหม่รึยัง

Monday, February 22, 2010

หนังสือแนะนำ

ผมเพิ่งเพิ่มรายการหนังสือแนะนำใหม่เข้าไปอีก 4 รายการครับ

1. มั่งคังอย่าง Warren Buffett (Warren Buffett Wealth) : Robert P.Miles
เล่มนี้รวมแนวคิดทั้งหมดของ Buffett ได้ครับถ้วนและอ่านง่ายอ่านสนุกดีครับ คนเขียนเดียวกับ CEO ของ Warren Buffett เขียนมาไม่ผิดหวังจริงๆ เล่มนี้สามารถขึ้นไปอยู่อันดับหนังสือลงทุนในดวงใจอันดับต้นๆได้ไม่ยากเลย ควรจะมีติดบ้านไว้เป้นอย่างยิ่ง

2. The little book that beats the market : Joel Greenblatt
แนวคิดที่เข้าใจง่าย หนังสือเล่มบางเฉียบแค่ 100 หน้านิดๆ แต่เนื้อหาปึ๊กมาก หนังสือเขียนเกี่ยวกับความถูกของหุ้นผ่าน p/e ratio และเทียบคุณภาพของหุ้นผ่าน ROA และสรุปออกมาเป็นสูตรสำเร็จในการลงทุนที่ง่ายเหลือเกิน แต่ผลตอบแทนทำได้ดีมากเลยทีเดียว คนเขียนเป็นนักลงทุน VI ระดับโลกคนนึงที่บริหารกองทุนได้ผลตอบแทนสูงมาก อย่างยาวนาน แปลกที่คนนี้ไม่ค่อยดังในเมื่อไทยเท่าไหร่ แต่ผมว่ายิ่งนานวันๆ ไปอาจจะมีโอกาสติดอันดับ top 5 ของนักลงทุนระดับโลกได้เลยทีเดียว

3. Warren Buffett and the Interpretation of Financial Statement : Mary Buffet & David Clark
เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เชี่ยวชาญในการอ่านงบการเงินเท่าไหร่นัก เล่มนี้ช่วยบอกได้ดีกว่า เราควรจะดูควรจะให้ความสำคัญกับอัตราส่วนใดบ้าง ถือว่าดีกว่าหนังสืออ่านบัญชีหลายๆเล่มที่ผมเคยแนะนำไปทั้งหมดเลย

4. นักลงทุนดันโด The Dhandho Investor เขียนโดย Mohnish Pabrai แปลโดย พี่ WEB พรชัย รัตนนนทชัยสุข เจ้าเก่า - เขียนโดยนักลงทุนแฟนพันธ์แท้ของ Buffett ซึ่งเป็นนักลงทุนชาวอินเดีย หลังการลงทุนเดียวกันกับ VI ส่วนใหญ่ แต่จะมีมุมมองที่แปลกตาไปจากตัวอย่างในการวิเคราะห์ธุรกิจที่ต่างๆกัน และเป็นแนวคิดของนักลงทุนอินเดียคนแรกที่ผมเคยอ่าน ช่วงนี้เห็นว่าเล่มนี้ขายดีมากนะ ไปหามาอ่านกันซะ

5. วาทะของ Warren Buffett - อันนี้ไม่ได้เพิ่มเข้าไปใหม่เพราะเคยมีแนะนำไว้นานมากแล้ว แต่ว่ามีการพิมพ์ edition ใหม่ออกมา Version คงหาซื้อได้ยาก ก็มาซื้อ Version นี้เอาแทน เพิ่มเนื้อหาเขาไปอีกนิดหน่อย และเปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น นักลงทุนชั้นเซียนระดับโลก (จะเปลี่ยนชื่อให้งงทำไมเนี่ย ชื่อเดิมก็ดีอยู่แล้ว) คนเขียนคนแปลยังเป็นคนเดิม เจเน็ต โลว์ เขียน เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ แปล

คลังกระทู้ถามตอบ

พอดีว่าในเวป thaivi นั้นมีกระทู้ถามตอบของผมอยู่กระทู้นึง บางคนอาจจะไม่เคยเห็นไม่มีโอกาสอ่าน ก็ลองเข้าไปดูได้โดย Click ที่ชื่อหัวข้อบทความนี้เลยครับ

ถ้ามีอะไรสงสัยอยากถามก็เอาไปถามในกระทู้เลยก็ได้ ผมว่าระบบการถามตอบของกระทู้นั้นทำได้ดีกว่าการถามตอบใน Blog มาก แถมหลังๆ Blog ผมนี้ชอบมี comment junk มาจากไหนก็ไม่รู้ จะแก้ก็แก้ไม่เป็นได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป

กฏเกณฑ์ในการถามมีง่ายๆครับ ถ้าถามหุ้นรายตัวผมแล้วผมไม่รู้จัก (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก 555) ผมก็จะขอข้ามไปเลยครับ แต่ถ้าถามมาเป็นแนวคิด วิธีวิเคราะห์ วิธีลงทุน อะไรพวกนี้ผมยินดีต้อนรับมากกว่าครับ

Saturday, January 30, 2010

สรุปการลงทุนปี 51และ 52

ปี 2551 set ลดลงประมาณ 48% ในขณะที่ port ของผมลดลงประมาณ 55% (จริงแล้วแพ้ set มากกว่านี้เพราะว่า port ผมนี่รวมป้นผลแล้ว แต่ set ยังไม่รวม)

ปีนี้คนที่อยู่ในตลาดคงจำกันได้เป็นอย่างดีว่าเป็นปีที่หดหู่พอสมควร ช่วงต้นปีหุ้นดูเหมือนจะดี port ของผมเองก็พุ่งขึ้นทำ New High ใหม่... แต่ผ่านมาได้ซัก 4-5 เดือน หุ้นก็เริ่มไหลลงเป็นน้ำตก จาก 800 มา 700 มา 600 ณ เวลานั้นผมเองก็ซื้อหุ้นเพิ่มเข้าไปอีก เพราะเห็นว่าหุ้นตัวเองนั้นถูกลงในขณะที่ผลประกอบการณ์ทั้งที่ออกมาและที่คาดไว้ในอนาคตยังคงดีอยู่ แล้วหุ้นก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จาก 600 500 400 จนถึง 300 ปลายๆ ... แหมช่วงนี้ใจหายกันหมด มูลค่า port ของผมก็ลดลงมาอย่างมากเช่นกัน หุ้นที่ถือๆอยู่ทยอยประกาศผลประกอบการออกมาเรื่อยๆ หลายๆตัวเป็นไปตามคาด หลายตัวดีกว่าที่คาด แต่หุ้นก็ยังลง

บทเรียนที่ผมได้เรียนรู้จากการลงทุนในปีนี้มีมากเหลือเกิน จะลองยกตัวอย่างเป็นข้อหลักมาให้ดูนะครับๆ อาจจะตกหล่นไปบ้าง เพราะมันก็ผ่านมานานแล้ว แต่ที่ผมไม่เขียนบทสรุปตั้งแต่ปีที่แล้วผมมีเหตุผลอยู่ ซึ่งเดี๋ยวจะเอาไปเล่าตอบจบบทความล่ะกัน

- ราคาหุ้นในระยะสั้นนั้นสามารถไร้เหตุผลได้สิ้นเชิง... จากที่เราเชื่อว่าหุ้นดี กำไรเพิ่ม ราคาถูกนั้น ราคาหุ้นควรจะเพิ่มขึ้น .. ซึ่งมันยังคงจริงในระยะยาว แต่ในระยะสั้นนั้นราคามันอยากจะวิ่งไปทางไหนก็ได้ .. หุ้นที่กำไรโตขึ้น 100% และมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ มี p/e ต่ำเรี่ยเตี้ยดิน หลังประกาศกำไรออกมา หุ้นอาจจะลงไป 10-20% ก็ได้..

- คุณอาจจะได้เห็นหุ้นที่ราคาลดลง 30% ในวันเดียวได้ทั้งๆที่เป็นหุ้นที่แข็งแกร่งมาก อย่าง mint เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้กันคือ บางคนมีการใช้ Margin เล่นหุ้น ซึ่งเมื่อหุ้นลดลงมาถึงจุดหนึ่ง Broker เค้าจะให้เอาเงินมาลงเพิ่ม เพราะหลักทรัพย์ค้ำประกัน (หุ้น) มีมูลค่าลดลง ถ้าเอาเงินมาลงเพิ่มไม่ได้ (ซึ่งก็เป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้ามีเงินคงไม่ต้องมากู้เล่นหุ้นกันหรอก) เค้าก็จะบังคับขายหุ้น แล้วเมื่อถูกบังคับขายหุ้นแล้วไม่ค่อยมีคนซื้อ ก็จำเป็นต้องขายกดราคา ที่นี้ยิ่งขายลงมาหุ้นก็ยิ่งลดลง บังเอิญมีนักลงทุนอีกคนใช้หุ้นตัวเดียวกันเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เค้าก็โดนบังคับขายอีก.. พอแรงขายเพิ่มขึ้นอีกหุ้นมันก็ยิ่งลงได้อีก แม้ว่ามันจะลงมาเยอะแล้ว.. พอหุ้นลงมาคนที่ถืออยู่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เห็นหุ้นลงแรงๆก็ตกใจ ขายหุ้นตาม สุดท้ายแรงขายเพียบ แรงซื้อไม่มี ก็ไหลเป็นน้ำตกซิครับ... เพราะฉะนั้นในช่วงจังหวะตลาดขาลงแบบนี้การเห็นหุ้นลดลง 20-30% ทั้งที่ไม่มีข่าวอะไรเลยเป็นเรื่องปกติ และเป็นโอกาสในการลงทุนอย่างหนึ่งของนักลงทุนระยะยาวได้

- ช่วงนี้ข่าวร้ายจะออกมาเต็มไปหมด เหมือนกับเศรษฐกิจโลกจะพังพินาศ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปเราก็จะได้รู้ว่าสุดท้ายมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก

- มีนักลงทุน vi บางท่าน ไม่ได้ออกจากตลาดหุ้นเลย ถือหุ้นเต็ม port 100% แต่จบปียังสามารถรักษาผลตอบแทนเป็นบวกไว้ได้ ... ยอดเยี่ยมจริงๆครับ เข้าใจว่าในช่วงต้นปีนั้นทำผลตอบแทนตุนเอาไว้เยอะมาก และในช่วงที่หุ้นลดลงนั้น ก็ใช้วิธี Switch หุ้นตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่ลงเยอะ.. ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับเรื่องการจัด port ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ (ผมก็ใช้นะ แต่ก็ยังเดี้ยงอยู่ดี 555) แต่จุดต่างคือผมถือหุ้นประมาณ 4-5 ตัว แล้ว 4-5 ตัวที่ว่านี่มันลดลงมาพอๆกันเกือบหมด ผมเลยมีโอกาส ปรับ port ไม่มากนัก บวกกับที่ผมใช้ Margin ด้วยมันเลยยิ่งทำให้ port ผมลดเร็วเป็นพิเศษ ในขณะที่พี่ท่านนั้นถือหุ้นอยู่ 10-20 ตัว หุ้นจำนวนมากขนาดนี้มันก็มีบางตัวขึ้นมาตัวลงสลับกันไปมา โอกาสในการปรับ port เลยเพิ่มขึ้น ... ซึ่งผมเชื่อว่าการลงทุนนั้น ถ้าเราสามารถกระจายการลงทุนหลายๆตัว ความเสียงก็จะลดลง ในขณะที่โอกาสในการปรับ port จะเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องใช้พลังและความขยันมากขึ้น เพราะการจะติดตามหุ้น 10-20 ตัวโดยจำเป็นต้องเจาะลึกและเข้าใจธุรกิจของมันทุกตัวนั้นเหนื่อยมาก.. ส่วนตัวผมก็อยากลงทุนเยอะๆตัวแบบนั้นเหมือนกัน แต่ความขยันและกรอบของธุรกิจที่ผมเข้าใจนั้นมันแคบ เลยทำได้เต็มที่แค่นี้ ...

ปี 2552 set เพิ่มขึ้น 63% port ของผมเพิ่มขึ้น 384% จากที่เคยแพ้ set ไปในปีที่แล้ว ผมสามารถพลิกจากขาดทุนเกินครึ่ง port ในปี 2551 มาเป็นกำไรได้ตั้งแต่ประมาณกลางๆปี 52 นับว่าเป็นปีทองของการลงทุนที่ผมสามารถทำผลตอบแทนได้สูงที่สุดตั้งแต่เคยทำมา

- ช่วงต้นปีๆ กลยุทธ์การลงทุนของผมคือเลือกหุ้นที่ปลอดภัยไว้ก่อนกำไรในปี 52 ไม่ควรต่ำกว่าปี 51 ถ้าต่ำก็ควรลดลงไม่มาก และมีปันผลเยอะๆ ผมคาดหวังผลตอบแทนในการลงทุนประมาณ 15-20% ทั้งปี ซึ่งในเวลานั้นการหาหุ้นที่มีปันผล 20% นี่เป็นเรื่องไม่ยากเลย สรุปว่าผมหวังว่าหุ้นที่ผมซื้อนั้นจะจ่ายปันผลให้ผมได้ประมาณ 15-20% และไม่ได้หวังกำไรจาก capital gain เลย... ช่วงนั้นความคาดหวังของนักลงทุนส่วนใหญ่ดูจะต่ำเอามากๆ ผมเองก็คนหนึ่ง

- ระหว่างที่ผมหาหุ้นที่เข้าข่ายเกณฑ์ข้างต้นไปเรื่อยๆ ผมก็ได้ไปดูหุ้นอสังหาเริ่มจาก lpn เพราะตอนนั้นหุ้น lpn มี Backlog ที่จะรับรู้ในปี 52 พอสมควร ซึ่งการจะทำกำไรใกล้เคียงกับปี 51 คงไม่ยากนัก ผมคาดหวัง lpn กำไร 0.80 และปันผล 0.40 ตอนนั้นหุ้นราคาประมาณ 2-2.2 คิดเป็นปันผลที่สูงมาก ผมก็ซื้อเข้า port ไว้แล้วก็ติดตามผลงานมันเรื่อยๆ เพราะหุ้นอสังหาเป็นกลุ่มที่ผมไม่คุ้นเคยเท่าไหร่นัก

- พอติดตาม lpn ก็เลยอยากไปดูว่าคู่แข่งเค้าเป็นยังไงบ้าง เลยเจาะดูหุ้นกลุ่มนีไปเรื่อยๆ ก็ได้ไปดู ps spali ap lh qh siri ... ประมาณเดือน 4 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประชุมผู้ถือหุ้นผมก็เข้าประชุมหุ้นเหล่านี้ แล้วก็ได้พบกับเรื่องเกินคาด คือ แม้ว่าในปี 51 นั้นสถาการณ์ดูแย่ไปหมด แต่ว่ายอดเข้าชมโครงการของบริษัทอสังหาส่วนใหญ่นั้นกลับไม่ลดลงเลย บางบริษัทเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แม้ว่าการขายจะยังไม่ได้ดีมากนักแต่ก็เห็น Sign ว่าน่าจะดีกว่าที่หลายๆคนคิดกัน.. ความมั่นใจในการถือหุ้นอสังหาผมก็เลยเพิ่มขึ้นและก็เก็บ ps เข้า port เพิ่มอีกตัว เพราะ ps ณ เวลานั้นเป็นตัวที่ยอดขายยังคงทำได้ดีมากและราคาหุ้นก็ลดลงมาต่ำมากเช่นกัน ประมาณ 4 บาท

- เวลาผ่านไปจบ Q2 ยอดขายของอสังหาหลายบริษัทฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าในช่วงเดือน 4 จะมีความรุนแรงของการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงอย่างมาก แต่ยอดขายยังคงดี ผมเลยเชื่อแล้วว่า คนส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อ แต่ขาดความมั่นใจเท่านั้นทำให้ที่ผ่านมาในช่วง Q4-50 และ Q1-51 มีการชะลอการซื้อเอาไว้สุดท้ายคนอั้นเอาไว้นานต้องการบ้านจริงๆก็คงอั้นเอาไว้ไม่ไหวก็เลยทยอยกันซื้อบ้านซื้อคอนโดกันเรื่อยๆ ระหว่างนี้ lpn และ ps ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมากจากจุดต่ำแถว 2 บาทและ 4 บาท มาเป็นประมาณ 5 บาทและ 8 บาท

- หุ้นอสังหา 2 ตัวต่อมาที่ผมเจอก็คือ spali .. ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่นักลงทุนท่านหนึ่งที่นั่งบรรยายบริษัทต่างๆในกลุ่มอสังหาให้ผมฟังเป็นชม. ขณะที่ไปเยี่ยมชมโรงงาน mcs ทำให้ผมกลับมาทำการบ้าน spali อย่างละเอียดขึ้น ก็มาพบว่า spali นั้นเป็นหุ้นอสังหาที่มีผลประกอบการเติบโตมาก gpm opm npm และ roe เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีสูงที่สุดในกลุ่ม ณ เวลานั้นหุ้นอสังหาตัวใหญ่ๆ อย่าง qh lh นั้นมี p/e 10 เท่าขึ้นไป .. ส่วน lpn ps ap ก็มี p/e ประมาณ 6-8 เท่า แต่ spali นั้นมี p/e อยู่ประมาณ 2 กว่าๆเท่านั้นเอง ดูจากผลงานในอดีตและความสามารถในการทำกำไร ผมเชื่อว่า spali นั้นไม่มีด้อยไปกว่าหุ้นอสังหา รายหลัก 5 ตัวเลย แต่ p/e นั้นต่ำกว่ามาก... ผมจึง switch มาซื้อ spali เป็นสัดส่วนที่เยอะของ port

- ผลประกอบการณ์ก็ทยอยออกมาเรื่อยๆ spali นั้นสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้ร่วมๆ 100% (ทั้งที่เงื่อนไขการลงทุนของผมนั้นขอแค่กำไรทรงๆตัวไม่ลดลงก็พอใจแล้ว) ราคาหุ้นจึงเพิ่มจากจุดต่ำสุดประมาณ 1.5 มาอยู่แถวๆ 6 บาท (ผมไม่ได้ซื้อตั้งแต่ 1.5 นะครับ มาซื้อเอาหนักก็ 3 บาทกว่าๆแล้ว) นอกจากนี้ Pre-sale ของกลุ่มก็ยังออกมาดีมากใน Q3 Q4 ด้วยสาเหตุว่า Demand ของบ้านคอนโดยังคงมีอยู่ แต่ว่า Supply ใหม่ๆนั้นออกมาน้อยมาก แบงค์ไม่ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะฉะนั้น Supply ที่ออกมาจึงมีแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ตลาดที่มีโครงการมาขาย ยอดขายจึงออกมาดีมาก

- นอกจากกลุ่มอสังหาที่ผมเล่นก็มีหุ้น irp อีกตัวที่ซื้อไว้ประมาณกลางๆปี ซึ่งผลงานก็ออกมาโตกว่าปีที่แล้วมาก และก็ยังมี Growth อีกมากที่จะเกิดขึ้นในปี 53 ยอดขายของบริษัทยังเป็นไปได้ดี ใช้กำลังการผลิตล้นตลอด ขยายมาเท่าไหร่ก็ขายหมด เพราะ Demand ของผลิตภัณฑ์นั้นไม่ลดลง (บริษัทขาย Pet resin ซึ่งเอาไปทำขวดน้ำ) ในขณะที่ Supply ลดลงเพราะบริษัทผู้ผลิตหลายรายนั้นมีปัญหาด้านสภาพคล่อง บวกกับการที่บริษัทเป็นผู้ผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดในโลก กำไรจึงเติบโตขึ้นมาได้มาก และในภาวะที่เศรษฐกิจแย่ๆแบบนี้บริษัท irp ซึ่งมีผลประกอบการที่ดี สภาพคล่องเงินที่ดี จึงมีโอกาสซื้อโรงงานของคู่แข่งที่มีปัญหาในราคาถูก บริษัทจึงสามารถขยายกำลังการผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำลงไปอีก

จะเห็นว่า Theme หลักของการลงทุนปี 52 นี้มีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ Supply ลดลง Demand ยังคงที่ ทั้งหุ้นอสังหาและ irp ... ซึ่งพูดให้เป็นประโยคเท่ๆ (ลอก Peter Lynch) มาว่า "ซื้อหุ้นยอดเยี่ยม ในอุตสาหกรรมยอดแย่) นั้นสามารถทำกำไรให้กับผมได้เป็นอย่างดี

...... สาเหตุที่ผมยกเอาบทสรุปของปี 51 มาเขียนรวมกับปี 52 ก็เพราะว่า สิ้นปี 51 ผลตอบแทนของผมแย่มาก ความมั่นใจเลยหายไประดับ แต่ผมยังคงเชื่อมั่นแนวทางการลงทุนแบบ VI ว่าน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว ผมจึงกะว่าจะรอให้ผลงานนั้นผ่านมาจนผมมั่นใจแบบเต็มที่ว่าการลงทุนแนว VI นี้จะยังคงเป็นทางเลือกที่ดีในทุกภาวะตลาด แม้อาจจะมีสะดุดบ้างแต่ผลตอบแทนระยะยาวนั้นยังดีเยี่ยมเหมือนเดิม.....

ผลตอบแทนทบต้น 7 ปีย้อนหลังของผมยังคงอยู่ที่ 80% แม้จะผ่านปีที่แย่ๆมาแล้ว ขอบคุณ กูรู VI ทุกท่านที่ทำให้ผมมีวันนี้ครับ

Saturday, January 16, 2010

ถามเรื่อง Margin อีกแล้วครับท่าน

สวัสดีครับ คุณyoyo

ผมติดตามอ่านบล็อกของพี่นะครับ เรื่องมาร์จิ้น ผมมีคำถามเพิ่มเติม คุณโยโย่ ใช้มาร์จิ้นในการลงทุนกับหุ้นตัวหนึ่ง ระยะเวลาที่ใช้นานแค่ไหนครับ

บัญชีมาร์จิ้นที่มี Internet trading ใช้โบรคไหนดีครับ

ขอบคุณมากครับ

+ ทำไมหลังๆมานี้คนถามผมเรื่อง Margin กันเยอะจังท่าทางนี่จะเป็น Indicator ตัวหนึ่งที่สะท้อนถึงความร้อนแรงของตลาดเหมือนกันนะเนี่ย .. ไม่ว่าใครมาปรึกษาผม ผมก็จะแนะนำไปว่าไม่ควรเล่น Margin หรอกครับ ถ้าประสบการณ์ในการลงทุนยังต่ำไป (ต่ำในที่นี้คือต่ำกว่า 5 ปีและยังไม่เคยผ่านวิกฤต) ผมเองเกือบหมดตัวเพราะ Margin เหมือนกันนะครับ พอดีว่าตัดใจได้ เลยขายหุ้นช่วงขาลงเพื่อลดหนี้ .. เกือบเอาตัวไม่รอด

ความเสี่ยงของ Margin มันมีมากกว่าที่คนทั่วไปรู้กันอยู่เยอะมาก เช่น- สภาพคล่องของหุ้นในช่วงขาลงนั้นมันแย่มากๆ ทำให้เราขายหุ้นยาก แต่จะไม่ขายก็ลำบากเพราะหุ้นมันลงเรื่อยๆ ไม่ขายก่อน ก็อาจจะโดนโบรกบังคับขายได้ แต่พอจะขายจริงๆก็ทำใจลำบาก เพราะหุ้นไม่มีคนซื้อ ยิ่งเราขายเท่าไหร่หุ้นมันก็ยิ่งลงหนักเท่านั้น ยิ่งหุ้นลงโบรกก็จะยิ่งบังคับขายต่อไปเรื่อยๆ... แล้วระหว่างที่เราขายๆอยู่ทำให้หุ้นลงเยอะ บางทีมันจะไปทำให้คนอื่นที่ใช้ Margin ในหุ้นที่เราเล่นนั้นโดนบังคับขายอีก หุ้นมันก็ยิ่งลงหนัก ยิ่งลงเราก็ต้องยิ่งขายอีก.... เป็นวงเวียนที่อันตรายมากๆ เพราะมันขัดกับหลังการ vi อย่างยิ่ง เพราะ vi นี่ถ้าหุ้นลงแล้วพื้นฐานไม่เปลี่ยนเราต้องซื้อเพิ่ม แต่นี้เราต้องทำกลับกัน หุ้นยิ่งลงก็ต้องยิ่งขาย เละครับเละ- หุ้นที่เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน บางทีโบรกเค้าก็ถอดออกได้ดื้อๆนะครับ ถ้าเราถือหุ้นตัวนั้นเป็นจำนวนเยอะของ port ... พอเค้าเอาออก จากที่เรามีมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันอยู่สูงๆ ก็อาจจะลดลงจะโดน Force sell ได้อีก ... ผมยังไม่เคยโดน เพราะหุ้นที่เค้าเอาออกนั้นผมถืออยู่ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่มีเพือนผมโดนกัน.. บ่นกันยิกเลย


- บางทีหุ้นดีๆ ราคาถูก ราคาก็ไหลลงได้โดนไม่ต้องมีเหตุผล ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับ port เรามากเหมือนกัน

- เวลาให้ Margin แล้วได้กำไรความโลภมันจะครอบงำ จากที่เราเคยตั้งใจว่าจะใช้จำนวนไม่เยอะ เราก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วใช้เยอะขึ้นเรื่อยๆ จนความเสี่ยงสูงขึ้นๆ สุดท้ายก็อาจจะซวยได้เมื่อหุ้นลง.. ผมมีเพื่อนเหมือนกัน บอกว่าตั้งใจจะใช้แค่นิดเดียวไม่เกิน 10-15% .... ไม่ทันไรก็ใช้ 20 30 40% ด้วยความโลภมันครอบงำ

- การใช้ Margin นี่เป็นการขยายโอกาสขาขึ้น ในขณะเดียวกันก็ขยายโอกาสขาลงเช่นกัน คนจะเริ่มใช้ Margin มักจะมองในมุมกำไรอย่างเดียว และส่วนใหญ่มักจะใช้หลังจากมีความมั่นใจในการลงทุนพอสมควร (หลังจากกำไรมาพอสมควร) ซึ่งในขณะที่คนส่วนใหญ่มีความมั่นใจ หุ้นก็มักจะขึ้นมาพอสมควรแล้ว สุดท้ายเค้าก็จะใช้ Margin ในช่วงที่หุ้นนั้นเริ่มมีราคาแพงขึ้นๆ ความเสียงก็เพิ่มขึ้นๆ แบบนี้เจ๊งง่ายครับไม่แนะนำ... แต่ถ้าเกิดใครมาถามผมเรื่อง Margin ในช่วงต้นปี 52 นี่ก็อีกเรื่องนึง ตอนนั้นมีแต่คนกลัว ราคาหุ้นก็ต่ำ หุ้นถูกเพียบ.. ผมว่าแบบนั้นมากกว่าที่เหมาะในการใช้ Margin ... ในภาวะแบบนี้ที่หาหุ้นราคาถูกๆแบบปีที่แล้วยากขึ้น ผมก็ลด Margin มาพอสมควรแล้ว คาดว่าอีกไม่นานนี้ Margin ผมก็จะหมดแล้วเหลือเงินสดนิดหน่อยด้วยซ้ำ รอจังหวะให้หาหุ้นถูกๆได้ก่อนแล้วค่อยมาพิจารณาใช้ใหม่

ผมขู่มาซะยาว ยังอยากรู้อีกรึเปล่าครับว่าเปิด Margin ที่โบรกไหนดี

Friday, January 15, 2010

ถามตอบ

มีคนเขียนเข้ามาถามหลังไมค์ครับตอบไปซะยาวเลย

------------

รบกวนถามอีกเรื่องครับคุณyoyo

เรื่องMarginครับ
1.คุณyoyoใช้มาร์จิ้นไหมครับ ถ้าใช้ใช้จังหวะไหน? และปริมาณเท่าไหร่ครับ?
+ ก็ใช้อยู่เรื่อยๆครับ เยอะน้อยตามความถูกแพงของหุ้นที่เราถือ ยิ่งถูกและมั่นใจก็ใช้เยอะหน่อย ถ้าไม่ถูกแล้วก็ไม่ใช้ เวลาที่หาหุ้นไม่ได้ผมก็ใช้ Margin ซื้อพวกกองทุนอสังหา ที่ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นเยอะ แต่คุณเพิ่งเริ่มไม่นาน ผมว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยดีที่สุดครับ อันตรายมากๆ หลายๆคนที่ไม่เคยลองอาจจะยังไม่รู้ว่ามันมีอันตรายที่หลายแห่งที่ยังนึกไม่ถึง ต้องเจอกับตัวถึงจะจำ ผมเกือบหมดตัวก็เพราะ Margin นี่แหละ

2.โดยภาพรวมแล้วคุณyoyoถือหุ้นในพอร์ทกี่%ของเงินลงทุนครับ และช่วงปลายปี2551 มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นไหมครับ
+ ตั้งแต่เล่นมาก็ถืออย่างต่ำกว่า 100% ตลอดครับ (ใช้ Margin ก็เกิน 100%) ไม่ใช่ว่าผมมีกฎว่าจะต้องถือหุ้นตลอดหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าผมยังหาหุ้นราคาถูกเล่นได้อยู่ ถ้าช่วงไหนหาหุ้นดีๆ ถูกๆ เล่นไม่ได้ก็คงต้องมีถือเงินสดบ้างเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่เคยเจอกรณีแบบนั้นเท่านั้นเอง ปลายปี 51 ก็ถือหุ้น 100% เหมือนเดิม ส่วน Margin ก็ซื้อกองุทนอสังหา

สำหรับผมชอบถือ100%ครับ แต่ผมต้องระวังกรณีปี2551ให้พิเศษหรือปล่าวครับ
+ จะถือเท่าไหร่อยู่ที่ความถูกความแพงของหุ้น และความเข้าใจในธุรกิจนั้นๆของเราครับ ที่บอกว่าต้องระวังแบบปี 51 นั้นผมว่ายากครับ ไม่มีใครรู้หรอกครับว่ามันจะเกินแบบนั้นเมื่อไหร่ จริงๆสัญญาณแย่ๆของวิกฤตครั้งนั้นมันบอกมาตั้งแต่ปี 49 แล้วครับ ถ้าเกิดคุณระวังตัวตั้งแต่ปี 49 แล้วถือเงินสด 100% คุณก็จะเห็นหุ้นคนอื่นเค้าขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ตัวเองไม่ได้อะไร พอมาปี 50 อีกก็ปัญหาก็เริ่มชัดขึ้นอีก คุณอาจจจะยังถือเงินสดอยู่ และคิดว่าพวกที่ยังเล่นหุ้นกันอยู่ที่โง่จริงๆ แต่แล้วปี 50 หุ้นก็ไม่ลง พอมาต้นปี 51 หุ้นก็ยังคงไม่ลงต่อไป ธุรกิจก็พากันปิดตัวมากขึ้น คนอื่นเค้าทำกำไรกันไปเยอะแล้ว แต่หุ้นยังไม่ได้ไปไหน ตอนนี้คุณเสียความมั่นใจแล้ว และอาจจะคิดว่าวิกฤตมันอาจจะไม่เกิดก็ได้ คุณแค่วิตกเกินเหตุไปเอง แล้วคุณก็จะเข้ามาลงทุนในช่วงต้นปี 51 ผลลัพธ์ก็คงเห็นได้ชัด ปี 49 - 50 คุณไม่ได้อะไรเลย ในขณะที่ปี 51 คุณขาดทุนยับ แต่เมื่อเทียบกับพวกที่ Stay invest ในตลาดมาตลอด 49-51 เค้าอาจจะขาดทุนในปี 51 เยอะก็จริง แต่ปี 49-50 ก็ทำกำไรให้เค้าได้ระดับหนึ่งซึ่งช่วยบรรเทาผลของการขาดทุนได้พอสมควร .... กฏเหล็กของผมคือ อย่าไปเดาตลาด เดาไปก็ไม่ค่อยถูกหรอกครับ ถ้าหุ้นถูกก็ถือ ธุรกิจยังแข็งแกร่งเหมือนตอนที่เราซื้อแต่แรกไม่เปลี่ยนแปลงก็ถือต่อไป เท่านั้นเอง


ตอนนี้ขอสารภาพตรงๆว่าผมถือหุ้น 200%ครับ ใช้ทุน100%+มาร์จิ้น100
คุณyoyoคิดว่าเสี่ยงมากไหมครับ แต่ผมก็ลลดความเสี่ยงโดยการตั้งกฏว่า
+ ผมวิจารณ์ตรงๆเลยนะครับ คุณเสี่ยงเกินตัวไปมากๆครับ หลักการลงทุนของคุณยังไม่แน่นเลยด้วยซ้ำ ขนาดผมเองที่คิดว่าตัวเองแน่แล้ว ผมยังไม่เคยใช้ Margin สูงขนาดนั้นเลย ถ้าผมมีทุน 100 ผมจะกู้สูงสุดแค่ 50 เท่านั้น และจะใช้สูงขนาดนี้เฉพาะกรณีที่หุ้นราคาถูกมากๆเท่านั้น

1.ไม่ซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน25%ของพอร์ท
+ ก็อาจจะช่วยได้บ้าง ถ้า port ยังไม่ใหญ่ แต่ 25% ของ port มันก็คือ 50% ของ equity ผมว่าก็ยังเสี่ยงไปอยู่ดี นอกจากว่าคุณจะเข้าใจธุรกิจของหุ้นนั้นๆจริงๆ และหุ้นตัวนั้นต้องถูกมากๆ ถูกกว่าราคาที่ควรจะเป็นเกินครึ่ง

2.ในพอร์ต้องมีหุ้นไม่ต่ำกว่า10ตัว
+ การถือหุ้นเยอะ แต่ช่วยให้โอกาสเจ๊งหนักๆลดลง แต่ถ้าคุณไม่เข้าใจในหุ้นทั้ง 10 ตัวนั้นดีพอ การถือหุ้นแต่ 5 ตัว แล้วเข้าใจธุรกิจนั้นลึกๆ ยังเสี่ยงน้อยกว่า

3.ไม่ถือหุ้นในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเกิน25%
+ เหตุผลเหมือนข้อ 2 และ 1 ครับ ความเข้าใจสำคัญกว่าสัดส่วน

4.ในพอร์ทจะต้องมีหุ้นกลุ่มที่ไม่ใช่หุ้นวัฎจักรคือแม้นศก.จะร่วงกำไรก็ไม่ลด อยู๋ไม่ต่ำกว่า25%
+ อันนี้พอได้

ช่วยวิจารณ์หน่อยนะครับ ขอบคุณมากๆครับ......


ปล.อันนี้คือหุ้นในพอร์ทผมเผื่อคุณyoyoสนใจอยากเห็นนะครับ
แบ่งสัดส่วนตามหุ้น
17.4% TTA
12.5% SCNYL
8.9% STANLY
9.3% TRUE
8.5% TICON
7.4% BLA
4.6% SGP
5.3% ADVANC
4.1% CCET
4.1% CCET-w2
3.6% MAJOR
3.6% SPALI
2.7% SIRI
1.4% TCAP
1.4% PRO
2.0% PSL
1.8% RATCH
1.3% UMS-W1

แบ่งสัดส่วนตามกลุ่ม
19.4% ขนส่ง
14.5% สื่อสาร
14.8% อสังหา
8.9% รถยนต์
19.9% ประกัน
6.4% พลังงาน
8.3% อิเล็กฯ
3.6% บริการ-บันเทิง
1.4% การเงิน-ธนาคาร
1.4% บริการ-เฉพาะ
1.3% mai

+ ผมว่ากระจายเป็นเบี้ยหัวแตกไปมากๆเลยครับ โอกาสที่เราจะเข้าใจธุรกิจใดลึกๆนั้นยากมาก เวลาผมลงทุนนั้น ถ้าผมยังไม่สามารถประมาณกำไรหุ้นนั้นๆไปล่วงหน้าอย่างต่ำ 1-2 ปี และไม่สามารถกำหนดราคาเหมาะสมของหุ้นได้ ผมก็จะไม่ลงทุน เพราะฉะนั้นผมเลยเล่นหุ้นได้อยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้น เพราะผมเดากำไรล่วงหน้า 1-2 ปีได้ไม่กี่ตัวเท่านั้น ถ้าคุณเซียนแบบพี่ลูกอีสานที่ถือหุ้น 20 ตัวแล้วยังคาดการณ์อนาคตธุรกิจได้ครบทั้งหมด ผมว่าก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร .. แต่จะหาคนที่เซียนแบบพี่ลูกอีสานได้นั้น ผมยังไม่เคยเจอเลยจริงๆ

-----------------

Tuesday, September 29, 2009

ใครว่า VI ไม่มีจังหวะซื้อขาย

ผมเคยเข้าใจว่าการวิเคราะห์พื้นฐานนั้นช่วยในการเลือกหุ้น ส่วนการวิเคราะห์เทคนิคนั้นเอาไว้ช่วยดูจังหวะซื้อขาย และผมก็เชื่อว่าหลายๆคนคงมีหรือเคยมีความคิดแบบนี้อยู่ในหัว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมลงทุนมาเกือบ 7 ปีแล้ว ยังไม่เคยวิเคราะห์เทคนิคมาเป็นจังหวะซื้อขายหุ้นเลยซักครั้ง ความเชื่อผมเปลี่ยนไปแล้ว เพราะผมได้รู้ว่าการวิเคราะห์พื้นฐานแบบ VI ก็สามารถบอกจังหวะการซื้อขายได้ดีไม่แพ้วิธีไหนๆ

ผมเอาที่ผม post ตอบไว้ในกระทู้ที่ Thaivi มาแปะไว้เพื่อให้ได้อ่านกันถ้วนหน้านะครับ ข้อเขียนนี้ถือเป็นการต่อยอดจากบทความเรื่องการบริหาร port style yoyo ที่เคยเขียนเอาไว้ใน Blog มาพักนึงแล้ว

____________

ถาม. คุณ yoyo ใช้อะไรในการดูจังหวะซื้อขายครับ เพราะไม่ได้ดูกราฟหลักการของคุณ Yoyo บอกจังหวะในการลงทุนอย่างไรบ้างครับยกตัวอย่างของจริงที่เคยทำมาแล้วให้หน่อยได้ไหมครับตัวอย่างในอดีตน่ะครับจะได้ไม่เป็นการชี้นำ

ตอบ. จังหวะซื้อขายของผมเกิดมาจากการประยุกต์ portfolio management ครับ การบริหาร port นั้นทำโดยการถือหุ้นกระจายหลายๆตัวเพื่อลดความเสี่ยง แรกๆผมก็ทำการจัด port เพื่อลดความเสี่ยง แต่ไปๆมาๆ พอจัดไปจัดมาอยู่ๆ ผมก็เห็นว่าเอ๊ะ... ไอ้การจัด port โดยดูจากความถูกความแพงของหุ้นนี่มันช่วยบอกจังหวะซื้อขายให้เราได้ดีมากๆ ซึ่งผมอ่านหนังสือมาหลายเล่ม ฟังสัมมนามาหลายงาน ก็ยังไม่เคยเจอใครที่เอาเรื่องนี้มาเขียนหรือมาพูดเป็นชิ้นเป็นอัน ผมถือว่าเรื่องนี้สำคัญเป็นอันดับ 2 รองจาก Stock Selection เลยครับ

ผมเคยเขียนไว้ใน Blog
www.yoyoway.com "การบริหาร Port style yoyo" ลองไปอ่านดู
ผมจะเอามา Replay ใหม่อีกรอบแบบมีภาพประกอบด้วย เพื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้น


หลักการคร่าวๆคือ
สมมติผมถือหุ้น 2 ตัว คือ
หุ้น A ราคา 10 บาท เป้าหมาย 16
และ B ราคา 10 บาท เป้าหมาย 16
ทั้ง 2 ตัวมี Upside ที่ 60% เท่ากัน







ผมแบ่งสถานะ port ออกมาเป็น 7 ช่วงเวลา

1. ผมควรจะถือหุ้นทั้ง 2 ตัว ตัวละกี่ % ดีครับ... ใช้ common sense ทั่วไปก็พอจะเดาได้ว่าควรจะถือหุ้นอย่างละครึ่ง เพราะทั้งคู่มี Upside เท่ากัน

2. ที่นี้สมมติว่าหุ้น A ขึ้นไป 12 บาท หุ้น B ลงมาเหลือ 8 บาท ณ จุดนี้หุ้น A จะมีสัดส่วน 60% ในขณะที่ B จะลดเหลือ 40% แต่เมื่อดู upside แล้ว A จะมี upside ที่ 33% ขณะที่ B จะมี 100%ในเมื่อ B มี Upside ที่สูงกว่า A ตั้งเยอะ ทำไมเราจะไม่ถือ B เยอะกว่า A ล่ะครับ...

3. ที่นี้ผมก็จะขายหุ้น A มาซื้อหุ้น B เพื่อปรับสัดส่วนใหม่ สมมติว่าเป็น 30:70

4. เมื่อเวลาผ่านไป สมมติต่ออีกว่าหุ้น A ลดลงมาเหลือ 8 บาท หุ้น B วิ่งขึ้นไปเป็น 12 แทน สัดส่วนหุ้น B ใน port ผมจะยิ่งสูงขึ้นจาก 70 กลายมาเป็น 84% ...

5. แน่นอนครับ ในเมื่อ Upside หุ้น A กลับมาสูงถึง 100 แล้ว B ลดลงเหลือ 33% ผมก็ขายหุ้น B แล้วก็ไปซื้อหุ้น A อีกครั้ง เพื่อปรับสัดส่วนหุ้นใน port ใหม่เป็น 70:30

6. ตลาดหุ้นเล่นตลกกับเราอีกแล้วครับ... หุ้น A เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 หุ้น B ลดลงมาเหลือ 10 บาท....

7. ในเมื่อ Upside มันเท่ากับ ผมก็ขายหุ้น A ซื้อหุ้น B จนกลายเป็น 50:50 สุดท้ายผมถือหุ้นไปตั้งนาน ราคาหุ้นมันกลับมายืนที่เดิมอีกแล้วมันน่าเซ็งมั๊ยล่ะ ... แต่เอ๊ะ มาดูมูล port รวมของผมซิครับ ทั้งๆที่ ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวไม่ไปไหนเลย port ผมโตขึ้นมา 40% จาก 1 ล้านบาท กลายเป็น 1.4 ล้านบาท

เห็นมั๊ยครับ ไม่ต้องดูกราฟ ไม่ต้องดู Fund flow ... ใช้หลักการแบบ VI ง่ายๆ ซื้อหุ้นถูกขายหุ้นแพง แม้ว่าหุ้น A และ B มันจะต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ 16 บาทอยู่ตลอดเวลา แต่ความถูกความแพงมันเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ

เมื่อ A ถูกกว่า B ผมก็ขาย B ซื้อ A ...
เมื่อ B ถูกกว่า A ผมก็ขาย A ซื้อ B ...

เค้าบอกกันว่า VI ถือหุ้นระยะยาว ถือแล้วไม่ขายจนกว่าราคาหุ้นจะเกินพื้นฐาน ... ผมบอกว่าผมขายถ้ามีตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า

สุดท้ายหลักการข้อนี้เลยทำให้หลักการซื้อหุ้นพื้นฐานแบบ VI สามารถบอกจังหวะซื้อขายได้ด้วยตัวมันเอง และช่วยทำให้ port ผมโตได้ แม้ราคาหุ้นโดยรวมอาจจะไม่ได้ไปไหนเลย แบบตัวอย่างข้างต้น
ตัวอย่างนี้เป็นแบบง่ายๆมีหุ้น 2 ตัว... ปกติถ้าผมจะมีหุ้นประมาณ 4-5 ตัว ก็ใช้หลักการเดียวกันครับ Upside เยอะกว่าก็ควรจะมีสัดส่วนสูงกว่า


Wednesday, September 09, 2009

สัญญาณจากงบการเงิน

ทุกๆไตรมาส บลจ. จะประกาศงบการเงินออกมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมจะคอยติดตามว่าหุ้นที่ตัวเองถือ รวมถึงหุ้นที่กำลังสนใจอยู่ประกาศรึยัง เพื่อที่จะได้ Load มาอ่านแล้ววิเคราะห์เพื่อใช้ในการตัดสินใจต่อไป

ทีนี้ดูงบนี่ดูกันไปทำไมครับ...

ต้องย้อนกลับมาดูหลักการทั่วไปของการซื้อธุรกิจก่อนครับ
เวลาเราซื้อธุรกิจ เราก็มักจะต้องดูผลงานย้อนหลังไปหลายปี ว่ามีผลงานดีแค่ไหนผันผวนแค่ไหน เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ ... ใจความสำคัญมันอยู่ตรงนี้เองครับ การซื้อธุรกิจหรือการซื้อหุ้น เราซื้อที่อนาคตของธุรกิจ ผลงานที่ผ่านมาในอดีตเป็นเพียงตัวช่วยในการคาดอนาคตเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรจะสนใจในงบการเงินคือสิ่งที่จะบ่งบอกให้เห็นถึงอนาคตของบริษัท พอดีว่าผมเจอบางคนที่ดีใจว่าบริษัทประกาศกำไรออกมาดี แต่กลับไม่ได้ดูเลยว่าตัวเลขเหล่านั้นบางทีมันสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตที่ไม่สวยงามของบริษัทเท่าไหร่นัก

ยกตัวให้ดูนะครับว่า Case ข้างต้นมีหน้าตาเป็นไง
- บริษัท A ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า ปกติบริษัทนี้มียอดขายประมาณ 100 ล้านต่อไตรมาส กำไรสุทธิประมาณ 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้ บริษัทนี้มีหุ้นทั้งสิ้น 10 ล้านหุ้น (คิดเป็น eps ประมาณ 1 บาทต่อไตรมาส หรือ 4 บาทต่อปี) ราคาหุ้นซื้อขายกันอยู่ประมาณ 24 บาทหรือคิดเป็น p/e ประมาณ 6 เท่า (เพราะบริษัทไม่มีการเติบโตมานาน p/e ที่ซื้อขายจึงไม่สูงนัก)
- เวลาผ่านไป บริษัทนี้ประกาศงบการเงิน Q2 ออกมาว่าบริษัทสามารถทำรายได้สูงถึง 150 ล้านบาท และทำกำไรได้ 15 ล้านบาท นักลงทุนเห็นก็ดีใจเพราะว่าบริษัทสามารถทำกำไรเพิ่มจากปกติได้ถึงประมาณ 50% เลยรีบกระโจนเข้าไปซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาหุ้นยังอยู่นิ่งๆ ไม่ตอบรับข่าวดีที่ออกมา เลยซื้อเข้า Port ไปที่ราคา 24 บาท เพราะกะว่าถ้าบริษัทกำไรได้ 15 ล้านต่อไตรมาส eps ก็จะออกมาประมาณ 6 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น p/e เพียง 4 เท่าเท่านั้น
- เวลาผ่านไปอีกแล้ว บริษัทประกาศงบ Q3 ออกมาทำรายได้เพียง 50 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 1.67 ล้านบาท หุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็วเพราะเห็นว่าบริษัทขาดทุนนักลงทุนท่านเดิมตัดใจขายหุ้นทิ้งไปที่ราคา 10 บาท

case ข้างต้นนี้สอนอะไรเราได้บ้าง ...?
- ถ้าดูลงไปลึกๆจะเห็นว่าใน Q2 ที่บริษัททำรายได้ได้สูงนั้น เพราะว่าลูกค้ามีความจำเป็นต้องเร่งงานให้เร็วขึ้นกว่าปกติจึงได้ส่ง Order ของ Q3 มาให้บริษัทเร่งผลิตส่งให้ทันในไตรมาส 2 จำนวน 50 ล้านบาท .. รายได้จึงเพิ่มขึ้นจาก 100 มาเป็น 150
- เมื่องานของ Q3 ถูกดึงไปลงใน Q2 แล้ว 50 ล้าน พอถึงเวลา Q3 จริงๆ รายได้เลยหดลงมาเหลือเพียง 50 ล้าน
- ถ้าดูงบ Q2 ต่อก็จะเจอว่าบริษัทนั้นมี Net Profit Margin (NPM) คงที่ที่ประมาณ 10% ทั้งๆที่ปกติแล้วเมื่อบริษัทมี Vol สั่งซื้อที่มากขึ้น ถ้ากำไรต่อหน่วยใกล้เคียงเดิม NPM มักจะเพิ่ม เพราะว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารหลักๆนั้นมักจะมีส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่อยู่พอสมควร แต่ในกรณีนี้ NPM ของ Q2 นั้นคงที่ที่ 10% ตามหลักของนักลงทุนที่ดีควรจะเจาะดูให้ละเอียดว่า NPM ที่ควรจะเพิ่มขึ้นกลับคงที่ มันมีสัญญาณไม่ค่อยดีบอกเราอยู่บ้างแล้ว...

ลองมาดูงบรายไตรมาสของบริษัท A กันนะครับว่าหน้าตาเป็นยังไงจริงๆ และมันส่งสัญญาณให้นักลงทุนมองอนาคตยังไงบ้าง

- งบไตรมาสก่อนหน้าของบริษัททำมาได้อย่างสม่ำเสมอ มีหน้าตาแบบนี้
รายได้ 100 ล้าน
ต้นทุนสินค้า 80 ล้าน
กำไรขั้นต้น 20 ล้าน คิดเป็น GPM ที่ 20%
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 10 ล้าน (สมมติว่าค่าใช้จ่ายด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนผู้บริหารเป็นหลักซึ่งมักจะเป็น Fix cost ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่)
กำไรสุทธิ 10 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%

- งบไตรมาส 2
รายได้ 150
ต้นทุนสินค้า 125
กำไรขั้นต้น 25 คิดเป็น GPM ที่ 16.67
ค่าขายและบริหาร 10
กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%

- งบไตรมาส 3
รายได้ 50
ต้นทุนสินค้า 41.67
กำไรขั้นต้น 8.33 คิดเป็น GPM ที่ 16.67%
ค่าขายและบริหาร 10
ขาดทุน 1.67 ล้านบาท

นักลงทุนที่ไม่ละเอียดดูเพียงแค่อดีตซึ่งก็คืองบ Q2 ที่ประกาศออกมาว่ามีกำไรดีโตจากปกติ 50% จึบรีบเข้าไปซื้อ แต่หารู้ไม่ว่ากำไรที่เพิมขึ้นมานั้นเป็นผลมาจาก Order ของ Q3 ที่ถูกเร่งมาส่งมอบใน Q2

นอกจากนี้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทซึ่งดูได้จาก GPM นั้นลดลงจาก 20 เหลือ 16.67% ทั้งนี้สาเหตุอาจจะมาจากความรุนแรงในการแข่งขัน ทำให้บริษัทจำเป็นจะต้องลดราคาให้ลูกค้าเพื่อรักษายอดขายเอาไว้ เพราะฉะนั้นปกติถ้าเราเห็น GPM ที่ลดต่ำลงกว่าปกติเราควรจะเจาะลึกลงไปให้ดูมากขึ้นว่าที่ลดลงนั้นลดลงเพราะอะไร เป็นปัญหาชั่วคราวหรือว่าถาวร ในกรณีของบริษัท A นั้น การลดราคาเพราะต้องตัดราคาแข่งกับคู่แข่งนี้ดูจะเป็นปัญหาถาวร จนทำให้ผลงานที่ออกมาใน Q3 นั้นมี GPM พอๆกับ Q2

ถ้าไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายนับจากนี้ นักลงทุน VI ที่มีประสบการณ์ก็พอจะประมาณงบของไตรมาสต่อๆไปได้หลังจากประมาณงบ Q3 ว่าน่าจะออกมาประมาณนี้
รายได้ 100
ต้นทุนสินค้า 83.33
กำไรขั้นต้น 16.67
ค่าขายและบริหาร 10
กำไรสุทธิ 6.67 คิดเป็น 0.67 ต่อหุ้นต่อไตรมาส หรือ eps เท่ากับ 2.67 บาทต่อปี
- เมื่อเห็นว่า แม้บริษัทน่าจะสามารถทำกำไรได้ลดลงจากปกติ 4 บาทต่อหุ้นเหลือเพียง 2.67 บาทต่อหุ้น แต่ราคาหุ้นที่ดิ่งลงก็ตอบสนองกับข่าวร้ายซะจนเกินเหตุเหลือเพียง 10 บาท คิดเป็น p/e ประมาณ 3.7 เท่า VI ที่มีประสบการณ์ก็อาจจะใช้โอกาสนี้เข้ามาซื้อหุ้นที่ราคาต่ำเกินจริงๆและสามารถทำกำไรได้ไม่ยากนัก

ตัวอย่างที่แสดงข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติที่ผมคิดตัวเลขง่ายๆมาใช้ แต่ในสถานการณ์จริงๆ ผมก็เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดอยู่ในตลาดหุ้นอยู่เรื่อยๆ รายละเอียดอาจจะคล้ายๆแบบนี้ บางกรณีอาจจะมีความซับซ้อนกว่านี้ แต่นักลงทุนที่ดีก็จะเจาะรายละเอียดของงบการเงิน เพื่อดูถึงสัญญาณต่างๆที่งบการเงินพยายามจะบอกเราให้เห็นถึงโอกาสหรือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในตลาดหุ้น

หมายเหตุ
- บริษัท A นี้เป็นแสดงถึง Negative signal ที่งบบอกให้เราเห็นแม้ว่าบริษัทจะสามารถกำไรสุทธิได้มากขึ้น ซึ่ง case แบบนี้มักจะทำให้นักลงทุนเจ็บตัว
- ในขณะที่บางบริษัทอาจจะแสดง Positive Signal ในลักษณะที่ตรงข้ามกับบริษัท A คือบริษัทอาจจจะแสดงกำไรสุทธิที่ลดต่ำลง และถ้าเจาะลงไปให้ลึกแล้วจะเห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าราคาหุ้นในตลาดลดต่ำเพราะมากเพราะตลาดเห็นว่าบริษัททำกำไรได้ลดต่ำลง ทั้งๆที่งบการเงินกำลังส่งสัญญาณเป็นบวกให้กับเรา .. นี่แหละครับจะเป็นโอกาสการทำกำไรที่ดีของนักลงทุนที่ทำการบ้านและมีความเข้าใจงบการเงินที่ดีกว่า


Friday, September 04, 2009

คำถามเรื่องการศึกษากลุ่มอสังหา

มีคำถามมาจากหลังไมค์ครับ

ทราบมาว่าพี่โยฯ ถนัดด้านอสังหาฯ ไม่ทราบว่า ตอนเริ่มแรกๆ พี่โยฯ ตั้งเป้าเลยหรือเปล่าครับว่าจะเลือก อุตสาหกรรมเดียว เอาให้เก่งไปเลย ส่วนอุตฯ อื่นๆ พี่โยฯ ได้ติดตามศึกษา weight ลงมาใช่หรือไม่ครับ ( จริงๆพี่โยฯ น่าจะโอเคทุกอุตฯ แหละ พี่แต่ด้านอสังหาฯน่าจะแม่นสุด )

ฟังเส้นทางแล้วอาจจะตกใจ ประวัติผมกับหุ้นอสังหานี่แย่เอามากๆครับ เล่นทีไรเป็นเจ๊งทุกที ทั้งๆที่ผมเองก็จบมาทางสายโยธา ดูเหมือนน่าจะถนัดกลุ่มนี้เป็นพิเศษ พอเล่นทีไรก็ขาดทุนทุกทีบ่อยๆ เข้า ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองคงจะไม่ถนัดกับหุ้นกลุ่มนี้จริงๆ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งผมตั้งเป้าไว้ในใจเลยว่าจะไม่ยุ่งกับหุ้นกลุ่มนี้เลย เวลาอ่านข่าว อ่านหนังสือพิมพ์เจออะไรเกี่ยวกับอสังหาผมก็อ่านข้ามไปเลย ตอนนั้นก็คิดไว้ครับว่าอะไรที่เราไม่ถนัดก็ไม่ยุ่งดีกว่า


ก็ไม่ยุ่งกับมันมาตลอดจนมาปีนี้แหละครับ


จุดเริ่มต้นของอสังหาคือ หลังจากที่ผมขาดทุนกับหุ้นในปีที่แล้วหนัก บวกกับสภาพเศษรฐกิจในช่วงต้นปีดูไม่ดีเอาซะเลย ผมเลยปรับกลยุทธ์มาจากปกติเล่นหุ้น Growth มาเป็นเน้นหุ้นที่น่าจะปันผลได้สูง และกำไรไม่ลดลง ... ค้นหาหุ้นประเภทนี้ไปเรื่อยๆก็มาลงที่หุ้น LPN เพราะว่ามี Backlog จำนวนมาก และเป้าหมายรายได้ที่จะรับรู้ในปีนี้คงไม่ผิดคาดเท่าไหร่ กำไรก็น่าจะพอๆกับปีก่อน แล้วตอนนั้นราคาหุ้นมัน 2 บาท ปันผลน่าจะได้ประมาณ 0.4 บาท คิดเป็น Yield ถึง 20% แล้วหุ้น lpn ผมก็ได้ยินมาตลอดว่าเป็นหุ้นอสังหาชั้นยอดตัวหนึ่งเหมือนกัน ก็เลยซื้อเอาไว้


หลังจากถือหุ้น LPN แล้วก็เลยทำให้ไปศึกษาหุ้นอสังหาในกลุ่มตัวอื่นๆเพิ่มเติม ก็มาเจอ PS ที่ราคาก็ถูกไม่แพ้กัน ในขณะที่ทั้งรายได้และกำไรน่าจะโตพอสมควร ผมก็ชอบอีก.. ก็เลยได้ซื้อ ps เข้ามาอีก

ตอนผมถือหุ้นอสังหาอยู่ 2 ตัวความคิดผมก็เริ่มตกผลึกแล้วล่ะครับ ว่าทำไมหุ้นอสังหาถึงได้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้.. เพราะว่าสถานการณ์ของกลุ่มมันดูแย่ ในขณะที่ยอดขายของบริษัทอสังหาหลายรายยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ... เห็นปุ๊บผมก็เลยนึกถึงคำที่ ปีเตอร์ลิ้ช เลยบอกเอาไว้ว่า "ให้ลงทุนใน บริษัทยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่" ผมก็ปิ๊งเลยครับ กลุ่มอสังหา Key สำคัญอย่างนึงในการดำเนินธุรกิจคือเรื่องสภาพคล่อง เพราะต้องลงเงินทุนเยอะ บริษัทที่อยู่ได้คือบริษัทที่มีสภาพคล่องดี ซึ่งบริษัทอสังหาส่วนใหญ่ในตลาดก็มีสภาพคล่องดีกันหลายราย ... การซื้ออสังหาในภาวะแย่ๆ คนมักจะกลัวไม่ได้บ้าน ไม่ได้คอนโด เพราะฉะนั้นบริษัทที่ชื่อเสียงจะได้เปรียบมาก ...

จากภาวะอุตสาหกรรมแย่ๆ มันทำให้บริษํทที่มีสภาพคล่องดี ชื่อเสียงดี สามารถทำธุรกิจต่อได้ ในขณะที่บริษัทเล็กๆที่ขาดทั้ง 2 ข้อ หรือข้อในข้อ 1 ไปทำธุรกิจยากขึ้น... บริษัทที่ใหญ่อยู่แล้วก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก แกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งแกร่งขึ้นอีก .. เลยเป็นที่มาของการศึกษาหุ้นกล่มนี้อย่างลึกขึ้น สิ่งที่ผมคิดไว้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ Pre-sale ของบริษัทใหญ่ๆในตลาดนี่เรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีพอสมควรเลยครับ

สุดท้ายผมก็ดูมันเกือบทั้งกลุ่มแหละครับ เอา Ratio มาเทียบกับดูย้อนหลังไปหลายๆปี ก็เริ่มเห็นว่าใครเด่นกว่าใครด้านไหน ข้อมูลบางส่วนยังไม่รู้ก็อาศัยอ่านเอา อาศัยถามเอา ก็เลยได้ลงทุนอสังหาเพิ่มขึ้นๆ นอกจาก lpn ps ก็มี spali siri เพราะหุ้นมีราคาถูกเอามากๆ ทั้งๆที่ผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ratio ต่างๆที่แสดงถึงคุณภาพในการบริหารงานก็จัดได้ว่าไม่แพ้บริษัทอื่นๆในกลุ่ม แต่มี pe ต่ำกว่ากันร่วมๆครึ่ง
ต่อไปจะเป็นยังไงก็ต้องติดตามครับ หุ้นอสังหาบางตัวที่ผมซื้อมาผมก็ขายไปแล้ว บางตัวก็ถืออยู่เพราะยังเห็นว่าผลงานยังดีและมีราคาถูก

ผมย้อนกลับมามองอดีตที่ผมขาดทุนหุ้นอสังหา อาจจะเป็นเพราะว่าวันนั้นผมยังศึกษาหุ้นกลุ่มนี้น้อยไปหน่อย ไม่ค่อยได้เอาแต่ละบริษัทมาเทียบกับ และจังหวะการลงทุนมันผิดกันเยอะครับ ในอดีตที่ผมเล่นหุ้นมาตลอด ยังไม่เคยมีช่วงไหนที่หุ้นอสังหาน่าสนใจเท่าตอนนี้ ราคาถูกเท่าตอนนี้ ทั้งๆที่คุณภาพในการทำธุรกิจมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ถ้าจะเล่นกลุ่มนี้ก็ต้องศึกษาดีๆนะครับ ตัวถูกยังมีตัวแพงก็มี ตาดีได้ตาร้ายเสีย แฮ่ม

ปล. เอาเข้าจริงๆผมก็รู้เรื่องหุ้นกลุ่มนี้ไม่ได้ลึกมากๆนะครับ ทำเลไหนดี คอนโดไหนน่าจะขายดีขายไม่ได้ ผมไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ คนที่แม่นๆกว่าผมนั้นมีอีกเยอะแยะ ผมเน้นมองเป็นภาพใหญ่มากกว่า ว่าบริษัทไหนเก่งด้านไหน เด่นด้านไหน ทำผลงานเป็นอย่างไร และราคาถูกหรือแพง แค่นั้นเองครับ

Thursday, August 27, 2009

ลืมต้นทุน

พอดีว่ามีน้องคนนึงส่งข้อความมาถามผมเรื่องการลืมต้นทุน คิดว่ามีประโยชน์เลยเอามาแปะไว้ใน Blog ด้วยดีกว่า .. แฮะๆ อู้อยู่นานมาเขียนซะที
___ Qoute ____
เคยอ่านกระทู้พี่ yoyo เคยทักพี่คนนึง ว่า ทำการบ้านเลือกหุ้นมาดิบดี แล้ว เอาต้นทุนที่ซื้อมาโพสต์ทำไม และบอกว่า ต้นทุนที่ซื้อมาเป็นจุดอ่อนของการเป็น VI ที่ดี

ผมอยากรู้ที่มาที่ไปครับ จะได้เลิกติดนิสัยดูต้นทุนหุ้นสักที

กรณีที่ผมจะฝึกตัวเองไม่ให้ดูต้นทุนที่ซื้อมา แปลว่า สิ่งที่อนุญาตให้ตัวเองจดลงกระดาษ มีเพียง 1. ชื่อหุ้นที่ซื้อ 2. จำนวนเงินที่ลงทุนไป 3. .... ฯลฯ
___ End qoute_________

VI คืออะไรครับ... คือ การลงทุนที่เน้นมูลค่าเพราะฉะนั้นตัวแปรสำคัญในการลงทุนแนวนี้คือราคาตลาด และ ราคาเหมาะสมถ้าราคาตลาดต่ำกว่าราคาเหมาะสม ก็น่าซื้อหรือถือถ้าราคาตลาดเกินราคาเหมาะสม ก็น่าขาย
สังเกตุดูดีๆครับ ว่ามันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับต้นทุนของเราเลยจริงๆ.. จากนี้สรุปได้ว่าต้นทุนไม่ได้ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเลย


แต่ถึงกับเป็นจุดอ่อนเลยเหรอ... อืม เพราะคนส่วนใหญ่ชอบเอาต้นทุนมาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจไงครับ

สมมติว่าเราซื้อหุ้นตัวนึงมา 7 บาท โดยคิดว่าราคาเหมาะสมคือ 10 บาทซื้อมาปุ๊บหุ้นลงไป 6 บาท แล้วมีข่าวใหม่ๆออกมาทำให้พื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนไป เราคำนวณมูลค่าเหมาะสมใหม่ได้ 5 บาท....

กรณีนี้คนส่วนใหญ่ทำไงครับ.... เมื่อหุ้นอยู่ 6 บาท ?
- คนส่วนใหญ่รอครับ รอให้หุ้นถึง 7 บาท (ถึงทุนก่อน) ค่อยขายในขณะที่ VI ที่ดีนั้นจะขายหุ้นทันที เพราะราคามันเกินราคาเหมาะสมอยู่ โดยไม่สนต้นทุน

แล้วทำไมคนที่ดูต้นทุนถึงไม่ยอมขายเหรอครับ.. เพราะคนทั่วไปมักจะไม่ชอบยอมรับว่าตัวเองผิด การที่เราซื้อหุ้นมา 7 บาทแล้วขาย 6 บาท นั้นจะรู้สึกผิดหวังทั้งผิดหวังเพราะขาดทุน และผิดหวังเพราะเป็นการยอมรับว่าตัวเองผิด เพราะงั้นคนกลุ่มนี้จึงมักจะยึดคติ "ไม่ขายไม่ขาดทุน" เรียกว่าไม่อยากยอมรับผิดกันเลย เพราะกลัวจะผิดหวัง

ในขณะที่ VI ที่ดีไม่สนใจหรอกครับว่าตัวเองจะขาดทุนรึเปล่า ในเมื่อราคาเกินมูลค่าก็ขาย.. นอกจากนี้ VI ยังเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่มีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นตัวอื่น

จุดจบของวงจรนี้ก็คือ คนที่ดูแต่ต้นทุนก็ยังคงถือหุ้นที่รอวันจะมีมูลค่าต่ำลง และขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ VI ที่ขาดหุ้นที่ตัวเองรับว่าคิดผิด ไปซื้อหุ้นตัวใหม่แล้วสุดท้ายก็จะสามารถทำกำไรกลับขึ้นมาได้ในระยะยาว

เวลาผมซื้อขายหุ้นผมจะบันทึกลงไปใน excel ว่าซื้อขายหุ้นอะไร เท่าไหร่ เมื่อใด จุดประสงค์เพื่อ Cross check กับโบรกเกอร์ว่ามีผิดพลาดรึเปล่า และเพื่อเอาไว้บริหารเงินสด ให้เพียงพอไม่พลาดไปซื้อหุ้นทั้งที่ตัวเองไม่มีเงินจ่าย พอดีว่าเวลาผมซื้อหุ้นนั้นผมมักจะซื้อหลายครั้ง ด้วยสาเหตุที่เมื่อผมมีข้อมูลมากขึ้นผมก็ซื้อหุ้นเพิ่ม หรือเวลาขายก็เหมือนกัน.. ผมก็มักจะขายหลายๆ lot เพื่อที่จะแบ่งหุ้นที่ upside น้อยไปซื้อหุ้นที่ upside เยอะ จนทำให้ผมไม่รู้ว่าต้นทุนตัวเองเป็นเท่าไหร่กันแน่.. คือถ้าอยากรู้ก็ต้องมานั่งคำนวณกันจริงๆจังๆละครับ

สรุปว่าในหน้า excel หน้าหลักผมจะบันทึกเฉพาะจำนวนหุ้น ราคาเป้าหมาย Upside สัดส่วนของหุ้นใน port คือจะบันทึกหน้าหลักไว้เฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจเท่านั้นครับ

Tuesday, February 24, 2009

คุณสมบัติสำคัญ

ผมเคยมานั่งคิดว่าทำไมคนบางคนนั้นเข้ามาลงทุนและสามารถเป็นนักลงทุน vi ที่ดีได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางคนนั้นต้องใช้ความพยายามมากในการลงทุนให้ดีได้ และหลายๆคนก็หมดความพยายามก่อนที่จะเห็นผล ...

เมื่อมานั่งสังเกตุและวิเคราะห์คน 2 กลุ่มข้างต้นนั้นจะเห็นว่าคนที่เป็น vi ที่ดีได้นั้นมักจะมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัวคือมักจะเป็นคนที่ใจเย็น ความอดทนสูง สามารถอดทนรอดูผลลัพธ์ในการลงทุนลงแรงได้นานกว่า และที่สำคัญคือ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนั้นก็จะขาดคุณสมบัติเหล่านี้ไปบางข้อ หรืออาจจะหลายๆข้อ


การวิเคราะห์โดยใช้ตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล และไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่ามีความสำคัญมากในการเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดี .... ผมเคยอ่านเจอว่า 2 เรื่องที่คนมักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล คือ ความรัก และเงิน.. อาจจะไม่เป็นจริงเสมอในทุกกรณีหรือในทุกคน แต่ผมก็เชื่อว่าประโยคดังกล่าวมีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย

จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ผมเห็นว่าคนบางคน เรียกได้ว่าเกิดมาเป็นนักลงทุนที่ดีได้เลย เพราะมีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน เพียงแค่เรียนรู้ให้ถูกจุด อ่านหนังสือเพิ่มเติมอีกหน่อยก็สามารถจะเป็นนักลงทุนที่ดีได้ไม่ยากนัก ... แต่คนที่คิดว่าตัวเองขาดสิ่งเหล่านี้ไปก็ไม่ต้องเสียใจนะครับ เราอาจจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าแต่ก็ไม่ได้ความว่าจะไม่สามารถฝึกตัวเองให้เป็น vi ที่ได้ ...

1. ความอดทนใจเย็น
2. การไม่ใช้อารมณ์ (ไม่มีอคติ หรือลำเอียง)

3. การคิดเป็นเหตุเป็นผล

คุณสมบัติ 3 อย่างนี้ผมว่าคนเราสามารถฝึกกันได้ครับ อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะลอง เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ผมว่าไม่ใช่ว่าจะมีผลดีกับเฉพาะการลงทุนของเราเท่านั้น แต่มีผลดีต่อการใช้ชีวิตในด้านอื่นๆอีกมากมาย ในอดีตเองผมก็คิดว่าผมมีคุณสมบัติพวกนี้ไม่ครบเหมือนกัน แต่ประสบการณ์การฝึกฝน (โดยไม่รู้ตัวทำให้คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองได้) ลองดูนะครับว่าเราจะสามารถพัฒนาตัวเองได้ยังไงบ้าง (วิธีการที่เขียนนั้นเป็นความเห็นและความเชื่อของผมเองล้วนๆ ไม่ได้มีหลักวิชาการใดๆรองรับทั้งสิ้น จะเชื่อหรือไม่ จะตัดสินใจยังไงอยู่ที่ตัวของท่านเองนะครับ)

ข้อ 1 และข้อ 2 นั้น ผมว่าผมพัฒนามาจากการอ่านหนังสือด้านจิตวิทยาหลายๆเล่ม ... ที่ผ่านมานอกจากหนังสือด้านการลงทุนแล้ว หนังสือแนวจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองนั้นเป็นหนังสือแนวที่ผมชอบอ่านอยู่เรื่อยๆ ... การที่เราจะเป็นคนใจเย็น และไม่ใช่อารมณ์ได้ ลำดับแรกเราต้องรู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น เข้าใจว่าการกระทำต่างๆของเรานั้นเกิดขึ้นโดยมีเบื้องลึกมาจากอะไร หลักการตรงนี้จริงๆแล้วจะคล้ายกับเรื่อง "สติ" ในแนวคิดของพุทธศาสนา สังเกตุนะครับ คนที่ไม่ค่อยมีเหตุผล ชอบใช้อารมณ์ และไม่ใจเย็นนั้น มักจะไม่รู้ตัวหรอกครับว่าตัวเองกำลังเป็นอย่างไร ... เมื่อเราไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใช้อารมณ์ เราก็จะหยุดมันไม่ได้ ... ในการลงทุนก็มีผลมากเหมือนกัน... เรามักจะหลอกตัวเองว่ากำลังใช้เหตุผลในการตัดสินใจทั้งๆที่เรากำลังใช้อารมณ์อยู่...

เมื่อเรารู้ตัวว่าเรากำลังโกรธ กำลังหัวเสีย ใช้อารมณ์ นั้นเราก็มีโอกาสที่จะหยุดหรือลดการกระทำของเราได้ง่ายขึ้น ... มีหนังสือด้านจิตวิทยาและพัฒนาตัวเองมากกว่าในร้านหนังสือให้เลือกอ่านกันครับ เล่มที่ผมชอบก็ของนักเขียนชื่อ เดล คาร์เนกี้ มีดังๆอยู่หลายเล่มอาจจะหาซื้อยากซักหน่อยเพราะหนังสือมันเก่ามากแล้ว

ข้อ 3 เรื่องการคิดเป็นเหตุเป็นผล นั้นก็เป็นการกระทำที่อยู่คนละฝั่งของการใช้อารมณ์ แต่ในที่นี้ผมอยากจะขยายเพิ่มเติมอีกหน่อยเพราะว่าการคิดเป็นเหตุเป็นผลอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องเป็นเหตุผลที่ถูกต้องด้วย ... ว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล บางคนเอาเหตุกับผลมาสลับกันมั่ว หรือของบางอย่างไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยก็เอามาเชื่อมโยงกันได้ .... วิธีการลับความคิดด้านเหตุผลของเราให้คมนั้นก็มุขเดิมครับ คือการอ่าน อ่านหนังสือด้านธุรกิจ อ่านหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงหนังสือที่ฝึกด้านตรรกะโดยตรงก็มีขาย (ผมเพิ่งเห็นหนังสือแนวนี้มาขายไม่ได้นานนี้เอง ปกสีขาวๆ แต่ไม่ได้ซื้อมาอ่านหรอกนะครับ ตอนนี้หนังสือท่วมเต็มบ้านยังอ่านไม่หมดเลย) เรื่องของการใช้ตรรกะแบบผิดๆนั้นมีอยู่เยอะครับ แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ (จริงๆแล้วเป็นแหล่งที่ผมเจอการใช้ตรรกะแบบผิดๆบ่อยมากๆ) เพราะฉะนั้นแล้วการฝึกตัวเองให้มีทักษะด้านเหตุผลนั้น หาหนังสือที่ผมบอกมาฝึกอ่านๆไปเรื่อยๆนะครับ มันจะค่อยๆซึมไปเอง แล้วก็ต้องระวังการอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยครับ อ่านแล้วอย่าไปเชื่อทั้งหมด เพราะจุดผิดๆนี่เพียบเลยครับพี่น้อง... ผมจะเอาตัวอย่างการใช้ตรรกะ ผิดๆมาให้อ่านกันอีกทีนะครับ...

ปล. เอ๊ะอะๆจะฝึกฝนอะไรก็ให้อ่านๆตลอด ไม่รู้เบื่อกันรึเปล่า.... แต่ผมก็ไม่รู้จะแนะนำยังไงนะครับ เพราะผมว่าผมก็พัฒนาตัวเองมาจากการอ่านเยอะเหมือนกัน จะแนะนำในทางที่ตัวเองไม่ถนัดมันก็แปลกๆ

Friday, February 20, 2009

หายหน้าไปนาน

ผมนั่งดูที่ตัวเองเคย update blog ไว้ครั้งล่าสุดนี่ก็นานมากๆแล้ว เมื่อเดือน Oct ปี 2008 นู้นแน่ะ ที่ไม่ได้ up ก็มีสาเหตุหลายๆอย่าง เช่น ขี้เกียจบ้าง หมดมุขบ้างไม่รู้จะ post อะไรเพิ่ม เซ็งๆนิดหน่อยจากราคาหุ้นที่ลดลงเยอะบ้าง เลยทำให้ yoyoway กลายเป็น Blog ล้างไปนาน วันนี้นึกครึ้มใจมีอารมณ์มา Up ใหม่ ความขี้เกียจเริ่มลดลง มี idea ใหม่ๆมา post เพิ่มขึ้น หายเซ็งจากราคาหุ้นแล้ว (ออกแนวชินๆซะมากกว่า :)

ที่หายหน้าไปก็ไม่ใช่ว่าออกจากตลาดหุ้นหนีไปไหนหรอกนะครับ ก็ยังคงลงทุนอยู่เต็มตัวในตลาดเหมือนเดิม แล้วก็ระหว่างที่หายหน้าไปก็อ่านๆๆ อ่านหนังสือ อ่านบทความ อ่านอะไรอีกมากมาย เพื่อเพิ่มมุมมองใหม่ๆในการลงทุนในมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มเดิมๆ แต่เอามาอ่านในภาวะที่แตกต่างกัน ในช่วงตลาดดีกับตลาดแย่ เวลาเราอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเล่มเดียวกัน มุมมองในการอ่านมันก็ต่างกันเยอะนะครับ

เช่นหนังสือพวกเกี่ยวกับการลงทุนของ Buffett ... สิ่งที่เรียนรู้จากการอ่านก็ต่างกันไป
- ในช่วงที่เศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นดี: ผมเลือกจับธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่เป็นบริษัทเล็กที่โตกระจาย ปีละหลายสิบ% ราคาหุ้นก็ยังคงเน้นถูกๆ ช่วงนั้นหุ้นตัวไหน Growth ไม่ถึง 30% นี่แทบไม่อยากจะดูเลยครับ ..
- ช่วงเศรษฐกิจแย่ ตลาดหุ้นแย่: เอาเล่มเดิมมาอ่านใหม่ ใจความสำคัญที่จับได้คือ เลือกธุรกิจที่แข็งแกร่ง กำไรสามารถเติบโตได้ในระยะยาว พวกโตเร็วระยะสั้นแต่ไม่มั่นคงนี่หลุดไปหมด ให้ความสำคัญกับ Margin of Safety เป็นพิเศษ เลือกหุ้นที่มี Cash flow ดี สภาพคล่องทางการเงินสูงๆ บริษัทจะเอาตัวรอดได้และยังจ่ายปันผลได้งามด้วย

หลังจากเอาหนังสือเก่าๆมาอ่าน + ซื้อหนังสือใหม่ๆมาอ่านเพิ่มเติม Style การลงทุนของผมก็เปลี่ยนไป ไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยังคงเน้นความเป็น Value Investing อยู่ ยังเน้นคุณค่าอยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นการพัฒนาขึ้น หรือว่ากำลังก้าวถอยหลังผมก็ไม่อาจรู้ได้ ... คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

หุ้นอสังหา

จากกระใน thaivi.com มีคนถามเรื่องหุ้นอสังหาเอาไว้ พอดีผมตอบซะยาวเลยเอามาลงไว้ในนี้ด้วยดีกว่า

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=467433#467433


Amadeus wrote:
กำลังจะเริ่มศึกษากลุ่มนี้ เห็นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้มากแถมเป็นหนี้ระยะยาวไม่น้อยทีเดียว (เอาเฉพาะพวกที่ขายบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้า คอนโด นะครับ) แล้วของเก่าก็ยังขายไม่หมด ก็ต้องขึ้นโครงการใหม่ตลอด คอนโดทำเลทองมักจะขายหมด แต่พวกบ้านเดี่ยวมักจะเหลือเป็นสต็อกไว้ หลายบริษัทโตขึ้นเพราะว่าสินค้าคงคลังมากขึ้นและหนี้ก็เพิ่มด้วย แต่กำไรก็โตบ้างตกบ้าง รายรับที่รับรู้เข้ามาในงบเข้ามาตั้งแต่ตอนโอน หรือตอนจองครับ แล้วถ้าเป็นกรณีเช่าซื้อเค้าบันทึกรายได้เหมือนกับโอนแล้วเลยหรือป่าวครับ ขอคำแนะนำเวลาจะศึกษาหุ้นกลุ่มนี้หน่อยครับ


Yoyo ตอบ

... หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดูจะไม่ค่อยดี การมีหนี้เยอะๆนี่เสี่ยงมากครับ อย่างที่พี่ Amadeus บอกว่าอสังหาหลายๆตัวมีหนี้เยอะ ทำให้ทั้งกลุ่มดูอันตรายและควรห่างๆไว้ แต่ในวิกฤตผมก็มองว่ามักจะมีโอกาสอยู่เสมอ ..

ในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังแย่ ก็จะมีบริษัทที่ล้มหายตายจากไป แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีบริษัทบางแห่งที่ยังเอาตัวรอดอยู่ได้ บ้างเจ็บหนัก บ้างเจ็บนิดหน่อย

เมื่ออุตสาหกรรมกลับมาอยู่ในภาวะปกติ คู่แข่งในตลาดจะแบ่งได้ตามลักษณะดังนี้
1. เจ็บหนักถอนตัวออกไป ... พวกนี้ก็ไม่ใช่คู่แข่งอีกต่อไป
2. เจ็บหนัก แต่ยังสู้ไหวอยู่ ... ก็จะทำโครงการออกมาแข่งกัน แต่เนื่องจากเจ็บหนัก ทำให้กลุ่มนี้ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรถึงจะกลับมาได้ เพราะในช่วงอสังหาแย่ๆ สภาพคล่องจะของกลุ่มนี้จะเหือดหายไปพอสมควร จะกลับมาทำโครงการใหม่ก็คงทำได้แต่โครงการเล็กๆพอเลี้ยงตัวไปก่อน
3. เจ็บนิดหน่อย ... กลุ่มนี้แหละครับที่ผมว่าหลังจากผ่านวิกฤตกันไปได้ จะกลับมายิ่งใหญ่กันอีกครั้ง อาจจะใหญ่กว่าก่อนวิกฤตด้วยซ้ำ เพราะคู่แข่งหายไปหมดทำให้คนแย่งเค้กลดลง ในขณะที่เค้กเองก็อาจจะใหญ่ขึ้นด้วย เพราะในช่วงวิกฤตมีการชะลอ demand ไว้ เมื่อกลับมาภาวะปกติ demand ที่อั้นไว้ก็จะค่อยๆออกมา
4. คู่แข่งใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในอุตหสากรรมนี้ .. กลุ่มนี้อาจจะมีสภาพคล่องที่ดี เพราะยังไม่เคยเจ็บตัวมาก่อน มีเงินทำโครงการใหญ่ๆได้ แต่สิ่งที่กลุ่มนี้ขาดไปคือความน่าเชื่อถือในการทำโครงการ พวกเราในฐานะก็เป็นหนึ่งในผู้บริโภคอสังหาก็น่าจะพอมองออกนะครับว่า ความน่าเชื่อถือของผู้ทำโครงการนั้นเป็น Key success factor ที่สำคัญลำดับต้นๆในธุรกิจอสังหา เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็จะใช้เวลาอีกพอสมควรถึงจะมีโอกาสมาเทียบกับพวกที่อยู่ในอุตสาหกรรมมาก่อนได้

สรุปว่า กลุ่มอสังหาโดยรวมผมว่าก็ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ... แต่ถ้าเราสามารถหาหุ้นที่เป็นกลุ่มที่ 3 คือพวกที่จะเจ็บนิดหน่อยเมื่อเกิดวิกฤต และพร้อมที่จะกลับมายิ่งใหญ่เมื่อวิกฤตผ่านไป กลุ่มนี้ผมว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากครับ ยิ่งถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคา discount เยอะๆ

ผมซื้อหุ้นอสังหาไม่ได้หวังว่าจะกำไรในปีนี้ปีหน้าครับเพราะอุตสาหกรรมคงแย่ลงจริงๆ อย่างที่หลายๆคนก็คงรู้กัน แต่ผมหวังกำไรหลายๆเด้งในอีกหลายๆปีข้างหน้า.. ในขณะที่ระหว่างรอก็กินปันผลรอไปเรื่อยๆก่อน

คุณสมบัติที่สนใจในกลุ่มนี้คือ
- หนี้น้อยๆ
- มี Backlog ช่วยค้ำไว้ระดับนึง
- มีความแข็งแกร่งในตลาดนั้นๆ
- มีปันผลสูงๆ yield ดีๆ เอาไว้รอวิกฤตผ่านไป

Monday, October 20, 2008

บทเรียนจากกระทู้เก่า กับ การใช้ Margin

พอดีเพิ่งตอบกระทู้อันหนึ่งในเวป thaivi ไป แล้วเนื้อหาก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจจะเขียนใน Blog นี้อยู่แล้วครับ เลยอยากให้ลองไปอ่านกระทู้ตัวเต็มเลยดีกว่า จะเห็นว่า ณ สภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป สถานการณ์ หรือเหตุการณ์ต่างๆเกิดอะไรขึ้นบ้าง

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=32466&postdays=0&postorder=asc&start=0

อย่าให้ความผิดพลาดนั้นทำให้เราท้อแท้นะครับ
กลับกัน ถ้าเรารู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ มันจะยิ่งทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
เปรียบกับการเล่นกล้าม เมื่อเราใช้งานกล้ามเนื้อจะเกิดอาการเจ็บ ถ้าเราได้สารอาหารที่เพียงพอ ร่างกายก็จะสร้างซึมซับสารอาหารนั้นมาสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นทำให้เรานั้นแข็งแกร่งมากขึ้น

ความผิดพลาดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆก็เช่นกัน ถ้าเราได้เรียนรู้จากมัน จิตใจก็จะซึมซับบทเรียนต่างๆ แล้วทำให้เราเป็นคนที่พัฒนาขึ้นได้เสมอ

ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่า กล้ามผมเริ่มจะใหญ่ขึ้นแล้วครับ :)

Thursday, September 11, 2008

Beating the Street

Beating the Street เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เขียนโดย Peter Lynch นักลงทุน VI ฝีมือระดับตำนานของโลกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยแนะนำหนังสือ One up on Wallstreet ไปแล้วทีนึง ซึ่งเป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านสนุก และมีเนื้อหาค่อนข้างครบถ้วน

ส่วน Beating นี้ ผมอ่านครั้งแรกเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ยอมรับตรงๆว่าตอนนั้นผมอ่านไม่รู้เรื่องเลย หนังสืออะไรอ่านยากชะมัด ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับหนังสือเล่มนี้เท่าไหร่ ผิดกับ One up ที่ผมมักจะหยับกลับมาอ่านซ้ำและแนะนำให้คนที่สนใจเล่นหุ้นอ่านกัน เมื่อไม่นานมานี้เอง พอดีว่าว่าง ก็เลยไปขุดๆหนังสือลงทุนกลับมาอ่านซ้ำใหม่ รวมถึง Beating ด้วย พอกลับมาอ่านอีกครั้งถึงเพิ่งมารู้ว่าจริงๆแล้วหนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

One up นี่เน้นหนักไปในแง่แนวคิดเบื้องต้นในการเลือกซื้อหุ้น พูดถึงการติดตามค้นหาหุ้นจากสิ่งรอบตัว พูดถึงประเภทของหุ้น รวมถึงความถูกความแพงของหุ้น สรุปว่าจะเน้นในเรื่องของ Stock Selection ในขณะที่ Beating นี่จะพูดทั้งในแง่ลึกของหุ้น เพราะเป็นการเอาหุ้น 20 กว่าตัวที่ Peter Lynch แนะนำว่าเป็นหุ้นดีลงในนิตยสาร Barron มาวิเคราะห์ให้เห็นเป็นฉากๆ พูดถึงสถานการณ์ของหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาและการตอบสนองต่อสิ่งที่เปลี่ยนไปว่าควรจะซื้อเพิ่ม ถือ หรือว่าขายทิ้ง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำงานในยุคต่างๆของ Lynch ซึ่งจะช่วยสอนในเรื่องของการจัดการบริหารพอร์ทด้วย

โดยสรุปแล้วสำหรับคนที่เคยอ่าน One up รวมถึงหนังสือการลงทุนเล่มอื่นๆมาแล้ว บวกกับพอมีประสบการณ์ในการลงทุนแนว VI มาบ้าง ผมว่าควรจะไปหา Beating the Street มาอ่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นหนังสือที่อ่านยากหน่อย แต่เนื้อหาแน่นมากๆครับ (โดยเฉพาะบทที่ 2 ผมว่าเข้ากับสภาการณ์ภาวะตลาดแย่ๆแบบปัจจุบันได้พอควรเลย ซึ่งเราจะได้เห็นว่าการลงทุนในระยะยาวนั้นมันมีทั้งปีที่ตลาดดีและตลาดแย่ การเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ไว้ จะทำให้นักลงทุนสามารถรับมือกับภาวะตลาดในทุกรูปแบบได้เป็นอย่างดีครับ)

Tuesday, September 02, 2008

ศัตรูหลักของการลงทุน

เวลาที่ตลาดหุ้นผันผวนมีความไม่แน่นอนสูง ผมมักจะชอบนั่งวิเคราะห์ทบทวนการลงทุนของตัวเองในอดีตที่ผ่านมา ... ในช่วงปีนี้สภาวะตลาดผันผวนค่อนข้างบ่อยและยาว ทำให้ผมเองก็มีเวลานั่งทบทวนมากขึ้นเช่นกัน ผมลงทุนมาเป็นระยะเวลาประมาณเกือบ 6 ปี ทั้งผมและเพื่อนที่ลงทุนอยู่ด้วยกันก็มองคล้ายๆกันว่าปีนี้จัดว่าเป็นปีที่ลงทุนยากที่สุด หลังจากใช้เวลานั่งคิดทบทวนอยู่นานผมก็ได้ข้อสรุปของตัวเองว่าสาเหตุที่ทำให้การลงทุนปีนี้ยากเป็นพิเศษ หรือสามารถเรียกได้ว่าเป็นศัตรูตัวใหญ่ของการลงทุนคือ "ความผันผวน"

ความผันผวน เช่น ราคาน้ำมันที่ขึ้นลงรวดเร็ว ค่าเงินบาทอ่อน/แข็ง การเมืองที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นและก็ลดลงอย่างเร็ว ราคาเหล็ก ราคาสารเคมี ฯลฯ

ในการวิเคราะห์เลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้น นอกจากความแข็งแกร่งของตัวบริษัท และความสามารถของผู้บริหารแล้ว เราจำเป็นที่ต้องดูถึงปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบถึงการดำเนินงานของบริษัท
- ในภาวะที่น้ำมันกำลังขึ้น บริษัทในกลุ่มพลังงานก็มักจะมีผลกำไรที่ดีขึ้น เราก็สามารถเลือกลงทุนหุ้นพลังงานที่ยังมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานได้
- ในช่วงที่น้ำมันลง หุ้นที่ได้ประโยชน์ก็คือหุ้นที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุน ซึ่งค่อนข้างจะกว้าง ไม่ว่าจะเป็นพวกวัสดุก่อสร้าง อสังหา ขนส่ง หรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากเป็นพิเศษก็คือกลุ่มที่ต้นทุนหลักนั้นผูกกับราคาน้ำมันค่อนข้างมาก เช่น พวกที่ใช้วัตถุดิบเป็นพลาสติก หรือหุ้นกลุ่มเหล็กที่ใช้พลังงานมากในการผลิต
- เมื่อเงินบาทแข็ง ผมก็เลือกจะเล่นหุ้นน้ำเข้า เมื่อบาทอ่อนเราก็ควรจะมองหุ้นที่ส่งออก
- การเมืองไม่แน่ ผมก็จะหลีกเลี่ยงหุ้นที่เกี่ยวกับการลงทุนของภาครัฐ ในขณะที่การเมืองมั่นคงนั้น การลงทุนของภาครัฐก็จะดีมีงานออกมาเป็นปกติ หุ้นกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะมีผลกำไรที่ดี

จากย่อหน้าข้างบนจะสังเกตุเห็นว่าไม่ว่าภาวะจะเป็นอย่าง ถ้าเราวิเคราะห์ด้วยความรอบคอบแล้วเราจะเห็นว่าในวิกฤตจะมีโอกาสอยู่เสมอ ถ้าเราเลือกหุ้นได้ดี เราก็สามารถทำกำไรได้ในทุกโอกาส แต่เมื่อมีความผันผวนเขามาเกี่ยวข้องแบบในปีนี้ การลงทุนมันก็ยากขึ้นอีกเยอะ
- ช่วงครึ่งแรกของปี น้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนส่วนใหญ่มองว่าน้ำมันคงจะเพิ่มขึ้นไปได้อีกเรื่อยๆ นักลงทุนที่เชื่อว่าน้ำมันจะเพิ่มก็พากันเข้าไปซื้อหุ้นพลังงานกัน... แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่ๆน้ำมันที่ทำท่าเหมือนจะขึ้น ก็กลับปักหัวลงจากเกือบๆ 150 มาเหลือเพียง 110 กว่าเหรียญ คนที่ซื้อหุ้นพลังงานก็เจ็บตัว ซึ่งปัจจุบันก็มีความเห็นมากมายเชื่อว่าน้ำมันนั้นอาจจะลงลดไปต่ำกว่า 100 เหรียญ ถ้าคนที่เชื่อตามนี้ก็อาจจะเลือกหุ้นที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลัก .... อนาคตราคาน้ำมันจะเป็นยังไง ผมว่ายากเกินคาดเดา ถ้าอยู่ๆราคาน้ำมันกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง คนที่เพิ่งซื้อหุ้นที่เชื่อว่าน้ำมันลงก็คงจะเจ็บตัว
- เรื่องของค่าเงินก็มีลักษณะคล้ายๆกัน คือในช่วงครึ่งปีแรกค่าเงินบาทแข็งขึ้นเรื่อยๆ หุ้นส่งออกส่วนใหญ่ก็ดูจะลำบาก แต่เมื่อผ่านมาถึงครึ่งปีหลังเงินบาทก็กลับมาอ่อนค่าลงหุ้นส่งออกที่ดูเหมือนจะลำบากในช่วงครึ่งปีแรกก็กลับมาดูน่าสนใจขึ้นอีกครั้ง ....

ปัญหาของความผันผวนคือเราคาดการณ์อนาคตได้ยาก หุ้นที่เคยคิดว่าดีเมื่อวาน ผ่านไปไม่นานก็กลายเป็นแย่ หรือหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะแย่ในเมื่อวาน ก็กลับมาดูน่าสนใจในวันนี้ ทำให้เราไม่สามารถวิเคราะห์ล่วงหน้าได้ไกลว่าหุ้นตัวไหนจะมีผลประกอบการณ์เป็นยังไง ปีนี้จึงจัดว่าเป็นปีที่ยากในการลงทุน และ ความผันผวนที่แหละคือศัตรูหลักของการลงทุนจริงๆ

เพราะฉะนั้นแล้วในภาวะแบบนี้ผมจึงมักจะเลือกหุ้นที่มีความแน่นอนสูง สามารถคาดการณ์ผลกำไรได้ไม่ยาก รวมถึงหุ้นที่มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง สามารถที่จะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้ลูกค้าได้ คือเมื่อต้นทุนเพิ่ม ก็ขึ้นราคาสินค้าได้โดยไม่ส่งผลต่อปริมาณการขาย ... แม้ว่าหุ้นประเภทนี้จะมีอยู่ไม่เยอะแต่ก็คุ้มค่าในการค้นหาและลงทุนเสมอ

Saturday, August 09, 2008

หุ้น Market Share น้อยๆ

หุ้นพวกนี้ก็จะมีคุณสมบัติโดยรวมตรงข้ามกับหุ้น Share สูงๆ คือความมั่นคงนั้นไม่มาก โอกาสเจ๊งและหายไปจากอุตสาหกรรมมีสูงกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าหุ้นที่ Share สูง

หุ้นที่มี Share อยู่ในตลาดต่ำๆ นั้นมีให้เลือกเยอะมาก แต่หุ้นพวกนี้จะน่าสนใจได้นั้นจะต้องมีจุดเด่นบางประการที่จะทำให้กลายเป็นหุ้นที่คุ้มค่าน่าลงทุนได้ คือจะต้องทำให้เรามั่นใจได้ว่าหุ้นพวกนี้จะสามารถแย่ง Share มาจากคู่แข่งรายอื่นๆได้ โดยอาจจะเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ (มีอย่างใดอย่างหนึ่งโดดเด่นมากๆ หรือมีหลายๆข้อรวมกันเลยยิ่งดี)
- มีสินค้าที่ดีกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
- มีการตลาดที่โดดเด่น
- มีต้นทุนที่ต่ำกว่า
- มีการบริการที่ดีกว่า

สมมติบริษัท A เป็นบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งบริษัทมีการจัดการที่ดีทำให้บริษัท A นั้นมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งจึงส่งผลให้ราคาขายของ A นั้นต่ำกว่าคู่แข่งอยู่ประมาณ 10% ในขณะที่คุณภาพและบริการของบ. A นั้นอยู่ในระดับเดียวกับคู่แข่ง และมี Share อยู่ประมาณ 5% ของตลาดเท่านั้น

เพราะฉะนั้นถ้าลูกค้ามีความมั่นใจในบริการ คุณภาพของสินค้า และความมั่นคงในการส่งมอบสินค้า ก็มีโอกาสสูงที่ลูกค้านั้นจะต้องการให้บริษัท A ผลิตสินค้าให้มากขึ้น (เพราะราคาถูกกว่า) จนทำให้กำลังการผลิตของบริษัท A นั้นมักจะเต็มที่อยู่เป็นประจำ

- เมื่ออุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่เติบโต A ก็จะได้ Order เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตของ A ถ้า A ขยายกำลังการผลิตเรื่อยๆ) ทำให้บริษัทนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น
- แม้เวลาที่อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงหดตัว บริษัท A ก็มักจะสามารถคงระดับรายได้เดิมไว้ได้ หรืออาจจะขยายตัวได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังแย่ ลูกค้าก็ต้องการที่จะลดต้นทุน ทำให้ Order จากคู่แข่งก็ย้ายมาลงบริษัท A ได้เรื่อยๆ

การเติบโตของรายได้ของบริษัทที่ Share น้อยๆที่มีความได้เปรียบต่อคู่แข่งอย่างชัดเจน มักจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตของบริษัทเป็นหลัก ถ้าบริษัทสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เรื่อยๆ ไม่ว่าอุตสาหกรรมจะอยู่ในภาวะใด บริษัทก็ยังเติบโตได้เรื่อยๆ หุ้นพวกนี้แหละครับ ที่ผมชอบที่สุด

ตัวอย่างบริษัทที่มี Share น้อยๆแต่ความได้เปรียบชัดเจนดูนะครับ 2 บริษัทดูนะครับ

1. MCS บริษัทนี้รับจ้างผลิตโครงสร้างเหล็กที่รับแรงแผ่นดินไหว ลูกค้าหลักก็คือบริษัทก่อสร้างในญี่ปุ่น MCS นั้นขายโครงสร้างเหล็กราคาต่ำกว่าคู่แข่งในญี่ปุ่นประมาณ 10-15% และคุณภาพเทียบเท่ากัน ทำให้บ.ก่อสร้างนั้นส่ง Order มาให้ MCS จนมี Backlog ข้ามปีอยู่เป็นประจำ ในขณะที่ขนาดอุตสาหกรรมเหล็กโครงสร้างประเภทนี้ในญี่ปุ่นนั้นใหญ่มากๆ MCS มี Share อยู่ไม่กี่ % เท่านั้น เพราะฉะนั้นการลงทุน MCS นั้นเราแทบไม่ต้องไปสนใจภาวะตลาดเหล็กก่อสร้างในญี่ปุ่นว่าจะโตหรือหดเท่าไหร่เลย

2. บริษัท UEC บริษัทนี้ก็รับจ้างผลิตถังความดันให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งขนาดของตลาดนั้นใหญ่พอสมควร บริษัทสามารถผลิตถังความดันได้ในมาตราที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าและมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งในต่างประเทศพอสมควร ลักษณะก็จะคล้ายๆกับ MCS คือลูกค้าก็ส่ง Order ให้ UEC เรื่อยๆ

ณ ปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่แตกต่างของหุ้นทั้ง 2 ตัวคือ..
- MCS นั้นมี Capacity ที่ค่อนข้างเต็ม และไม่สามารถขยายได้มากเท่าไหร่ ผู้บริหารเคยบอกไว้ว่าปริมาณที่บริษัทจะขยายได้แล้วมีต้นทุนที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่ประมาณ 4-5 หมื่นตัน ตรงนี้ผมไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดถึงขยายมากกว่านี้ไม่ค่อยได้ อาจจะมาจากสาเหตุของพื้นที่โรงงานที่เต็มและที่บริเวณใกล้เคียงไม่สามารถหาซื้อได้
- UEC เมื่อปี 2 ปีก่อนหน้านี้ก็มี Capacity ที่ค่อนข้างเต็มเหมือนกัน ทำให้บางงานบริษัทก็รับงานที่ต้องไปผลิตที่ไซต์งานของลูกค้า (เพราะในโรงงานเต็มแล้ว) แม้จะมีกำไรที่ต่ำกว่า แต่บริษัทก็ได้มีการขยายกำลังการผลิตสร้างโรงงานเพิ่มใหม่ทำให้ ณ ปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้น รายได้ของบริษัทก็จะเติบโตได้อีก

ถ้าเปรียบเทียบกันเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของทั้ง 2 บริษัท UEC จะน่าสนใจกว่ามาก ... นอกจากว่า MCS จะสามารถขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นได้อีก โดยไม่ทำให้ความได้เปรียบต่อคู่แข่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป MCS จะกลับมาเป็นหุ้นที่น่าสนใจขึ้นอีกเยอะเลยครับ

หมายเหตุ 1. การวิเคราะห์ข้างต้นนั้นพิจารณาเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของรายได้เท่านั้น ยังไม่ได้คำนึงถึงผลกำไร บางบริษัทรายได้โตแต่ต้นทุนโตเร็วกว่าทำให้กำไรแทนที่จะเพิ่มตามรายได้ก็กลับมาลดลง หุ้นแบบนี้ก็ไม่น่าสนใจเหมือนกัน... หรือแม้ว่าบริษัทจะมีรายได้โต กำไรโต แต่ถ้าราคาหุ้นแพงเกินไป ก็ซื้อไม่ลงเหมือนกัน

หมายเหตุ 2. การขยายกำลังการผลิต บริษัทนั้นอาจจะต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง และเมื่อโรงงานเครื่องจักรติดตั้งเสร็จแล้ว บริษัทยังมักจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการปรับระบบการผลิต รวมถึงการรอ Order จากลูกค้าในการเพิ่มยอดขาย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้นชั่วคราว ซึ่งเราก็ควรจะวิเคราะห์ไปด้วยว่าช่วงที่บริษัทขยายกำลังการผลิตนั้นใช้ระยะเวลามากแค่ไหนที่จะทำให้ Capacity ใหม่นั้นถึงจุดคุ้มทุน ไม่งั้นเราอาจจะไปซื้อหุ้นเอาตอนบริษัทขยายกำลังการผลิตและมีต้นทุนพิเศษเกิดขึ้นมากมายแต่รายได้ยังเข้ามาไม่ทัน ทำให้กำไร Drop ลงหุ้นก็เลยลง ... แต่กรณีแบบนี้ก็มักจะเป็นจังหวะการลงทุนที่ดีได้เหมือนกัน เพราะกำไร Drop ลงราคาหุ้นลดลงจากการขยายกำลังการผลิตนั้นเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นชั่วคราว หุ้นพวกนี้เมื่อเวลาผ่านไปกำไรกลับมาอยู่ในสภาพเดิม ราคาหุ้นก็มักจะดีดกลับขึ้นมาได้ไม่ยากครับ

สรุปย่อๆนะครับ ...
- หุ้นที่มี Share ต่ำๆ นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มหายตายจาก
- แต่ก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้สูงเช่นกัน ถ้าบริษัทนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นพิเศษ
- หุ้นที่มี Share ต่ำๆ และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน จะน่าสนใจเมื่อบริษัทนั้นมีแนวโน้มที่จะขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในขณะความได้เปรียบในการแข่งขันนั้นไม่ได้ลดลง
- อย่าลืมวิเคราะห์ความถูกความแพงของหุ้นด้วยนะครับ หุ้นดีแต่ราคาแพงนั้นไม่ใช่การลงทุนที่ดีครับผม

หุ้น Market Share สูงๆ

หุ้นที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงๆ มักจะทำให้คู่แข่งนั้นเข้ามาแข่งขันได้ยาก เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีความได้เปรียบจากขนาด (ผลิตเยอะกว่าก็ได้เปรียบด้านต้นทุน) อำนาจการต่อรองทั้งกับ Supplier และลูกค้า เพราะฉะนั้นหุ้นที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงนั้นจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่แข็งแกร่งในแง่ของการแข่งขันในอุตสาหกรรม แต่ผมกลับไม่ค่อยจะชอบลงทุนในหุ้นประเภทนี้ซักเท่าไหร่ ...

สาเหตุก็คือหุ้นพวกนี้โอกาสที่จะเติบโตได้มากๆนั้นยากพอสมควร ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศและไม่สามารถขยายออกไปนอกประเทศซึ่งขนาดตลาดใหญ่ได้ ยกตัวอย่างเช่นบริษัท STANLY บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตโคมไฟ และหลอดไฟ ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นประมาณ 90% ของตลาด OEM เท่าที่ผมจำได้มีคู่แข่งอีกประมาณ 2 ราย ซึ่งเป็น Supplier เดิมของบริษัทรถญี่ปุ่นที่ตามมาจากประเทศญี่ปุ่น หุ้น Stanly นี้มีรายได้และกำไรที่เติบโตได้อย่างมั่นคงพอสมควร แต่เราจะคาดหวังการเติบโตสูงๆจาก Stanly นี่ก็จะยากหน่อย เพราะการเติบโตของรายได้นั้นทำได้เต็มที่ก็จะพอๆกับอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งน่าจะโตได้เฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น

หุ้นพวกนี้จะน่าซื้อเมื่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจาก 2 ข้อนี้เกิดขึ้น
1. อุตสาหกรรมจะต้องเติบโตอย่างชัดเจน และอยู่ในระดับที่สูง
2. หุ้นจะต้องมี p/e ที่ต่ำเป็นพิเศษ เช่น 4-6 เท่า เพราะเราจะคาดหวังการเติบโตสูงๆจากหุ้นพวกนี้ได้ไม่มากนัก

stanly จริงๆก็จัดว่าเป็นหุ้นที่ลงทุนได้ระดับหนึ่ง เพราะถึงแม้บริษัทจะมี Market share ที่สูงมาก แต่ยังดีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยนั้นสามารถเติบโตได้เรื่อยๆจากการส่งออกทำให้ Market ที่ stanly จะขายได้นั้นขยายตัวเพิ่มได้เรื่อยๆ แม้อาจจะไม่ได้สูงมาก

ลองมาดูตัวอย่างหุ้นที่มี Share สูงๆแต่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ตลาดแทบจะไม่โต (หรืออาจจะเล็กลงด้วยซ้ำ) เช่นหุ้น SSC หรือบริษัทเสริมสุข ทำธุรกิจขายเครื่องดื่ม สินค้าหลักก็คือ Pepsi ...

ในตลาดน้ำอัดลมทั่วโลก โค้กนั้นมีส่วนแบ่งสูงกว่า pepsi เกือบทุกประเทศทั่วโลก มีอยู่เพียง 2-3 ประเทศเท่านั้นเองที่ pepsi ชนะ coke ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น....

การที่ ssc จะมีรายได้เพิ่มได้นั้นจะเกิดได้จาก 2 วิธีหลัก คือ อุตสาหกรรมมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือ บริษัทไปแย่ง Market share เพิ่มขึ้น ... ผมจำตัวเลข Market share ของ pepsi เป๊ะๆไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่ก็คุ้นๆว่าอยู่ในระดับที่ค่อยข้างสูง เพราะฉะนั้นการเพิ่มรายได้จากการแย่ง Market share จาก coke นั้นก็ยากพอสมควร หรือทำได้ก็เพิ่มรายได้ได้ไม่มาก ... ในขณะที่อุตสาหกรรมนั้นมีการเติบโตที่ต่ำมาก ที่ผ่ามามีการเติบโตในระดับ 0-5% เท่านั้นเอง (บางปีอาจจะดูว่ารายได้เพิ่มขึ้นเยอะกว่านี้ ผมเข้าใจว่าเกิดจากการขึ้นราคาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่า) ซึ่งสาเหตุหลักก็อาจจะมาจากการที่คนใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น จนหันไปดื่มชาเขียวหรือน้ำผลไม้แทน ราคาหุ้นจึงไม่ไปไหนมานานหลายปีแล้ว มีแต่สาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ

สรุปชัดๆอีกทีสำหรับหุ้นที่มี Market share สูง
- หุ้นพวกนี้มีความมั่นคงสูง โอกาสหายไปจากตลาดค่อนข้างยาก ซึ่งนับเป็นข้อดีของหุ้นกลุ่มนี้
- หุ้นกลุ่มนี้จะน่าสนใจ ถ้าเรามั่นใจว่าอุตหสาหกรรมจะโตสูงและต่อเนื่อง หรือถ้าโตไม่สูง pe ต้องต่ำพอสมควร
- ถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังไม่โตหรือเล็กลงเรื่อยๆ หุ้นพวกนี้ต้องหลีกเลี่ยงให้ห่าง
- ในหลายๆครั้งเราคาดการณ์อุตสาหกรรมไม่ออกว่าจะโตสูง โตน้อย คงที่หรือว่าหดตัว เราก็ควรหลีกเลี่ยงหุ้นพวกนี้อยู่ดี ... แต่มีหุ้นอีกพวกหนึ่งที่ไม่ว่าอุตสาหกรรมจะเป็นยังไงก็ยังน่าสนใจ... รอดูกันในบทความต่อไปครับ :)

Tuesday, August 05, 2008

ข่าวกับหุ้น

การลงทุนกับการอ่านข่าวปกติแล้วก็ถือว่าเป็นของคู่กันอย่างแยกกันไม่ออก เพราะการที่เราจะสามารถวิเคราะห์บริษัท สถานการณ์ คู่แข่งขัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทั้งในทางที่ดีขึ้นและแย่ลงนั้น ข่าวไม่ว่าจะจากหน้าหนังสือพิมพ์ Internet หรือแม้แต่ข้อมูลจากบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น

แต่ใครจะเคยคิดบ้างรึเปล่าว่าจริงๆแล้ว การอ่านข่าวนั้นสามารถทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นแย่ลงได้เช่นกัน ... สาเหตุก็เพราะว่าปัจจุบันนั้น ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับความเร็วของข้อมูลมาก เพื่อจุดประสงค์ที่จะสามารถตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างรวดเร็วที่สุด เมื่อการมุ้งเน้นที่ความเร็วเกิดขึ้นเรื่อยๆ ความครบถ้วน ความถูกต้องของข่าวนั้นก็ลดลงเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน

ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ผมเห็นอยู่เป็นประจำก็คือ
แทนที่ข่าวจะนำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเราในอนาคต ข่าวนั้นกลับมุ่งเน้นแต่การหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว

ลองมาดูตัวอย่างของข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รวมถึงข่าวจากโทรทัศน์ดูนะครับ
- วันที่หุ้นลงไปเยอะๆ เช้าวันต่อมา ข่าวอาจจะพาดหัวว่า "หุ้นไทยไหลแรง จากผลกระทบของความกังวลเกี่ยวกับปัญหา Subprime "
- วันที่หุ้นขึ้นเยอะๆ เช้าวันต่อมา ข่าวจะพาดหัวว่า "หุ้นไทยเด้งแรง หลังนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องปัญหา Subprime"
ถามว่าเราได้ข้อมูลอะไรจากข่าวข้างต้นบ้าง ... ผมว่าแทบจะไม่มีเนื้อหาข่าวอะไรเลย อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็คือทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกับคำว่า Subprime (ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้น) นั้นพอจะคุ้นเคยกับคำๆนี้มากขึ้น แต่ในแง่การลงทุนแล้ว ผมว่าข่าวนี้ไม่อ่านยังจะดีกว่า

ตัวอย่างอีกอันที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องของราคาน้ำมัน
- ในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังขึ้นข่าวต่างๆก็พากันเขียนไปในทางที่บอกว่าน้ำมันนั้นจะขึ้นต่อไปน้ำมันจากปี 50 ที่ยังไม่ถึง $100 พุ่งขึ้นมาเกือบแตะ $150 มีทั้งบทวิเคราะห์ต่างประเทศ ผู้บริหารบริษัทน้ำมัน หรือนักวิเคราะห์ที่พูดให้ฟังกันตาม TV บอกว่าน้ำมันจะขึ้นไปเท่านู้นเท่านี้ บางรายถึงกับบอกว่าน้ำมันจะพุ่งไปสู่ระดับ $250 เหรียญในเวลาอันใคร
- เวลาผ่านจากเหตุการณ์ข้างต้นไปไม่นาน ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ดีๆก็เริ่มไหลลง จากระดับ $140 กว่า ลงมาเรื่อยๆจนเหลือ 120 กว่า... ข่าวและบทวิเคราะห์ตลาดสื่อต่างๆก็พากันเปลี่ยนแปลง .. เริ่มมีคนมาบอกว่าน้ำมันจะยืนลงไปต่อ อาจจะเหลือ 100 บทวิเคราะห์จากเลแมนบราเธอร์ก็ออกมาบอกว่า Demand น้ำมันจะลดลงทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันจะต้องลงไปต่อ หรือแม้แต่ประธาน Opec เองก็มาบอกว่าราคาน้ำมันที่เหมาะสมนั้นจะอยู่ที่ระดับเพียงเลข 2 หลักเท่านั้น

ข่าวดีและข่าวร้ายในตลาดนั้นมันมีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าคนจะเลือกหยิบข่าวประเภทไหนมานำเสนอเท่านั้นเอง เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น ข่าวดีจะออกมาเยอะมาก ช่วงตลาดขาลง ข่าวร้ายก็จะเพียบเช่นกัน

จุดที่อยากชี้ให้เห็นก็คือ การเลือกบริโภคข่าวนั้นเป็นได้ทั้งดาบสองคม ... นักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นน้ำมันตามข่าวอาจจะเจ็บตัวอย่างมาก ถ้าอ่านข่าวว่าน้ำมันจะขึ้นๆ แล้วสุดท้ายก็ไปซื้อหุ้นพลังงานเมื่อราคากำลังพุ่งแรงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาขายหุ้นเหล่านี้ทิ้งในการที่ถูกกว่าเดิมมาก เมื่อราคาน้ำมันไหลลง บวกกับข่าวที่ออกมาในแนวทางตรงข้ามกับที่เคยเป็น ...

นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดีนั้นจะต้องไม่เป็นคนที่เปลี่ยนตามกระแสไปได้ง่ายๆ การวิเคราะห์ก็ควรจะเลือกวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองเข้าใจ อะไรที่ไม่เข้าใจก็พยายามอยู่ให้ห่างๆ (เช่นเราคาดการณ์ราคาน้ำมันไม่ได้ว่าจะขึ้นหรือลง ก็อย่าไปเล่นหุ้น PTT PTTEP) เลือกบริโภคข้อมูลที่เป็น Fact ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เราลงทุนอยู่แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยตัวเอง และอย่าให้ข่าวร้ายต่างๆทำให้เราหดหู่และตัดใจขายในราคาที่ถูกกว่าที่ควรจะเป็น และอย่าให้ข่าวดีที่จะมาในช่วงที่หุ้นกำลังขึ้นเอาๆ มาทำให้เราโลภและซื้อหุ้นในขณะที่ราคามันแพงว่าพื้นฐาน

หมายเหตุ. บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อไม่ให้คนไม่ต้องอ่านข่าว ไม่เชื่อข่าว หรือบทวิเคราะห์นะครับ เพียงแต่อยากให้ระวังในการบริโภคข้อมูล อย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่านหรือได้ยิน ในขณะเดียวกันก็อย่าเชื่อมั่นแต่ความคิดของตัวเองเพียงอย่างเดียวโดยปฏิเสธที่จะรับข้อมูลที่มีประโยชน์

Thursday, May 29, 2008

Evolution 46

นักลงทุนที่ลงทุนมาเป็นระยะเวลานาน และรู้จักที่จะมองย้อนทบทวนผลงานการลงทุนของตัวเองในแต่ละปี รวมถึงพิจารณารูปแบบการลงทุนของตัวเองหรือของคนรอบข้างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ ซึ่งผมเชื่อว่านอกจาการวิเคราะห์หุ้นแล้วการวิเคราะห์ตัวเองนั้นเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เราควรจะต้องมีในการจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้

ผมลงทุนมาเป็นระยะเวลาประมาณ 5 ปีครึ่ง ผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละปีก็มีการผันผวนไปตามทั้งภาวะตลาด และ Style การลงทุนที่ใช้ในแต่ละช่วงเวลา ลองตามมาดูพร้อมๆกันนะครับว่าความสัมพันธ์ระหว่างวิวัฒนาการของรูปแบบการลงทุนและผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง (ผมเองก็ยังไม่รู้เลยนะ ว่าผลจะเป็นยังไง เพราะระหว่างที่เขียนไปนี่ก็ยังไม่ได้คิดล่วงหน้าไว้ถึงผลสรุปของความสัมพันธ์ 2 ปัจจัยนี้ กะว่าลองผิดลองถูดวิเคราะห์ไปพร้อมๆกับผู้อ่านเลย)

ปี 46 (ผมเริ่มลงทุนในช่วงปลายปี 45 ด้วยเงินจำนวนที่ไม่มากนัก) ผลตอบแทนในปีนี้ประมาณ 156% ในขณะที่ตลาดให้ผลตอบแทนประมาณ 117% ชนะตลาดประมาณ 39%

- ลักษณะการลงทุนครั้งแรกของผมนั้นยังใหม่อยู่มาก หลักการลงทุนแบบ VI ก็เพิ่งศึกษาได้ไม่นานจากหนังสือตีแตก เพราะฉะนั้นในการลงทุนครั้งแรกของผมก็ใช้หลักการง่ายๆคือดูตัวเลขเป็นสำคัญ โดยหาหุ้นที่มี P/E P/BV ต่ำ และมี Dividend Yield สูงๆ แต่การลงทุนครั้งแรกผมก็เจ็บตัวหนัก (ลองย้อนกลับไปอ่านบทความเรื่องหุ้นตัวแรกในชีวิตผมดูนะครับ)

- หลังจากที่ผมเจ็บตัวจากหุ้นตัวแรก ผมก็พยายามหาจุดผิดพลาดของตัวเอง ก็ได้ข้อสรุปว่าผมดูเน้นแต่ข้อมูลตัวเลขมากเกินไป ซึ่งตัวเลขเหล่านั้นเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นในอดีต แทนที่จะมองอนาคตของธุรกิจเป็นหลัก จากนั้นมาผมก็ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นเชิงคุณภาพมากขึ้นมองที่ความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจมากขึ้น

- หุ้นตัวต่อๆมาที่ผมซื้อในปี 46 Metco ทำธุรกิจรับจ้างผลิตอุปกรณ์ Electronic ซึ่งผมดูตัวเลขย้อนกลับไปหลายๆปีเห็นว่าเป็นบริษัที่มียอดขายเติบโตดี กำไรก็โตเร็ว และที่สำคัญมีราคาไม่แพง ผมเริ่มซื้อตั้งแต่ราคา 130 บาท แล้วไปขายที่ราคาประมาณ 250 บาท แต่ผมก็ยังติดกับดักตัวเลขในอดีตอยู่เช่นเคย คือซื้อหุ้นที่มี P/E P/BV ต่ำเป็นหลัก โดยไม่ได้วิเคราะห์อนาคตของธุรกิจอย่างที่ควรทำ อย่างไรก็ตาม metco ก็เป็นหุ้นที่ผมทำการบ้านหนักกว่าตอนซื้อหุ้น GFPT อยู่พอสมควร คือมีการวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังไปหลายๆปีเพื่อดูแนวโน้มระยะยาว รวมถึงวิเคราะห์งบการเงินรายไตรมาสเพื่อให้เห็นถึงแนวโน้มระยะสั้น ผิดกับตอนซื้อ gfpt ที่มองเพียงแค่ตัวเลข Ratio ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์

- หุ้นที่ผมเล่นในปีแรกนั้นมีอยู่อีกหลายตัวดังนี้ egcomp mbk p-fcb pha wacoal tr pr fe charan amata patkol tta psl ticon astl มองย้อนกลับไปแล้วจะเห็นว่าแนวทางการลงทุนจะค่อนข้างกระจัดการจายพอสมควร คือมีการซื้อขายหุ้นค่อนข้างบ่อย อุตสาหกรรมของหุ้นก็ไม่ค่อยจะเชื่อมโยงกันเท่าไหร่ เพราะมีตั้งแต่พลังงาน ห้าง ประกัน โฆษณา สิ่งทอ โรงงาน เรือ และวัสดุก่อสร้าง การตัดสินใจหลักของเลือกหุ้นแต่ละตัวนั้นยังคงอยู่บนหลักพื้นฐานของค่า PE PBV ที่ต่ำ บวกกับการมองพื้นฐานของธุรกิจมากขึ้น เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ปีเป็นปีที่ผมเรียนรู้รูปแบบการทำธุรกิจของหุ้นหลายๆประเภทเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งถือว่าเป็นฐานความรู้ในการเลือกหุ้นได้ดี

สรุปการลงทุนปี 46
ผลตอบแทนปีนี้ของผมถือว่าสูงมาก แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากโชคที่ผมเริ่มต้นลงทุนในปีที่ Set มีการปรับตัวขึ้นอย่างมาก ทำให้แม้หลายๆครั้งหุ้นที่ผมอาจจะวิเคราะห์ผิดคาดการณ์ผิดผมก็ยังมีกำไรได้ (ซึ่งแบบนี้ไม่ควรนับเป็นความสำเร็จในการลงทุน)

Criteria ในการเลือกหุ้นหลักๆมีอยู่ 2 ข้อคือ P/E P/BV มีค่าต่ำ และบริษัทต้องมีความแข็งแกร่งในตัวเอง การลงทุนช่วงนี้ผมยังไม่เก่งพอที่จะมองอนาคตของธุรกิจได้ขาด เพราะฉะนั้นการตัดสินใจส่วนใหญ่จะมองจากอดีตและปัจจุบันเป็นหลัก เช่นมองว่าอดีตบริษัทนั้นมีผลงานที่ดี มีการเติบโตสูง และปัจจุบันบริษัทมีความแข็งแกร่ง มีส่วนแบ่งการตลาดที่ดี แต่ยังไม่ได้มองว่าอนาคตคู่แข่งจะแซงได้หรือไม่ แนวโน้มอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร

การลงทุนช่วงนี้ผมยังอ่านงบการเงินไม่ค่อยเป็นเลยครับ พยายามเปิดงบดูก็จริงๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ดูแต่ยอดขาย กำไร และก็หนี้เป็นหลัก (หุ้นตัวไหนหนี้ยิ่งน้อยยิ่งดี) ซึ่งการอ่านงบนั้นผมว่าเป็น skill สำคัญการลงทุนเลย (เพราะฉะนั้นที่รอดมาได้ก็บุญโขแล้ว)

Monday, April 21, 2008

Q&A 1

เนื่องจากช่วงนี้ผมเองก็หมดมุขจริงๆ ไม่รู้จะเขียนอะไรลง Blog แล้ว เลยขอถือโอกาสเอาคำถามที่มีคนส่งมาทั้งจาก Blog และทาง Website Thaivi.com มาตอบไปเรื่อยๆก่อนล่ะกันนะครับ ถ้าใครมีคำถามอะไรอยากรู้ก็เขียนส่งมาทาง comment ได้เรื่อยๆนะครับ แต่อย่าถามนะว่าผมซื้อหุ้นขายหุ้นตัวไหนจ้างให้ก็ไม่บอก :b


Q. รบกวนคุณ yoyo ช่วยแนะนำ Web.หรือวิธีการหาหุ้นดีๆด้วยคะ
A. เวปหุ้นที่ผมใช้อยู่บ่อยๆก็มีอยู่เพียงไม่กี่เวปครับ คือ www.thaivi.com/webboard ซึ่งจะแยกเป็นหลายๆห้อง ห้องที่ผมชอบที่สุดคือห้องร้อยคนร้อยหุ้น เวลาผมสนใจหุ้นซักตัวก็จะไปย้อนอ่านข้อมูลในกระทู้ของหุ้นนั้นๆตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหุ้นหลายๆตัวที่ไม่สามารถหาอ่านได้จากบทวิเคราะห์ เพราะหลายๆครั้งคนที่มา post นั้นเจาะลึกข้อมูลหุ้นได้อย่างเต็มที่ บางคนก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานในธุรกิจนั้นเองจึงมักจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆที่ไม่ควรพลาดครับ

อีกเวปที่ชอบคือ http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/cgi-bin/cfis_docall.php#top เป็น link เอาไว้ค้นหาข้อมูลของหุ้นที่เป็น formal information ทั้งหมด ซึ่งรวมไว้ครบทั้ง annual report (อาจจะมีไม่ครบทุกบริษัท), 56-1 (สำคัญมากๆต้องอ่านก่อนซื้อหุ้นเสมอ) และ งบการเงินย้อนหลังหลายๆปี

สุดท้ายแล้วคือ http://www.settrade.com/ อันนี้เอาไว้อ่านบทวิเคราะห์อย่างเดียวเลยครับ

ส่วนวิธีการหาหุ้นส่วนใหญ่แล้วก็มาจากในร้อยคนร้อยหุ้นนี่แหละครับ ว่างๆก็นั่งอ่านกระทู้ที่มัน update ใหม่ไปเรื่อยๆ หุ้นที่ตัวเองไม่ได้ถือหรือไม่ได้สนใจ ถ้าไม่ขี้เกียจจริงๆก็อ่านไปเรื่อยๆ บางทีหุ้นเดิมๆพื้นฐานมันเปลี่ยนแปลงไปในร้อยคนร้อยหุ้นก็พอจะชี้ให้เห็นได้ครับ

Q. หุ้นที่คุณ yoyo เล่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีบทวิเคราะห์ แล้วหาข้อมูลจากไหนหรือคะ แล้วถ้าเป็นหุ้นที่น่าสนใจทำไมไม่มีใครวิเคราะห์
A. หุ้นที่ผมเล่นมักจะไม่ค่อยมีบทวิเคราะห์นี่ก็จริงครับ ซึ่งมันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียเหมือนกัน ข้อดีก็คือแสดงว่าหุ้นตัวนี้ยังไม่มีใครมาสนใจเท่าไหร่ เพราะงั้นถ้ามันดีและไม่มีคนสนใจ โอกาสที่เราจะซื้อได้ในราคาถูกก็สูง แต่ข้อเสียก็คือหาข้อมูลยาก เพราะฉะนั้นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ผมก็หาข้อมูลเอาจากแหล่งอื่นๆเช่น ร้อยคนร้อยหุ้น (ซ้ำกับข้อที่แล้วเลย แต่มันดีจริงๆนะ ผมว่าเด็ดกว่าบทวิเคราะห์อีก), พูดคุยกับผู้บริหารหรือ IR ของบริษัท (จากงาน oppday, company visit ประชุมผู้ถือหุ้น หรือไม่ก็โทรไปคุยเองเลย)

ส่วนที่ถามว่าถ้าเป็นหุ้นที่น่าสนใจแล้วทำไมไม่มีใครวิเคราะห์ มีหลายเหตุผลมากครับ เช่น หุ้นมันเล็กเกินไปพวกโบรกเกอร์ก็เลยไม่สนใจวิเคราะห์เท่าไหร่ เพราะรายได้เค้าคือรายได้จากการซื้อขายหุ้น หุ้นเล็กๆมี volume น้อยๆเค้าก็ไม่ค่อยวิเคราะห์กัน ทั้งๆที่หุ้นเล็กๆดีๆนี่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำนี่มีเยอะมากเหมือนกัน หุ้นดีราคาถูกที่ไม่มีคนวิเคราะห์ถ้าเราซื้อไปเมื่อเวลาผ่านไปจนกำไรมันดีขึ้น ราคาหุ้นเริ่มขึ้น หลายๆครั้งโบรกก็จะเริ่มมาวิเคราะห์กันมากขึ้น และจังหวะนี้และครับที่ pe ของหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นจากที่เคยเป็น (เพราะพอมีบทวิเคราะห์ คนสนใจหุ้นก็จะเยอะขึ้น) ซึ่งกรณีนี้ผมจะชอบมากๆ เพราะจะทำกำไรได้สูง หลายๆกรณีทำกำไรได้เกิน 100% ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ปีที่แล้ว snc uec ums ช่วงแรกๆนี่ไม่ค่อยมีใครวิเคราะห์กันหรอกครับ ตอนนั้นเวลาซื้อหุ้นพวกนี้ก็ pe ประมาณ 4-5 เท่า แล้วคาดหวังว่า pe จะเพิ่มเป็น 8 เท่า .. แต่หลังจากเริ่มมีบทวิเคราะห์ออกมาเรื่อยๆ คนก็เห็นความสามารถของบริษัทเหล่านี้จนสุดท้าย pe ก็เพิ่มมาอยู่ในหลัก 12 เท่า คนที่ซื้อตั้งแต่ pe 4 เท่าถือมาจน pe 12 เท่านี่กำไรจะกระจายครับ (ปีที่แล้วผลตอบแทนของผมเลยเป็นปีที่สูงมากปีหนึ่ง)

Q. อยากให้คุณ yoyo วิเคราะห์หุ้นในอดีต(ปัจจุบันด้วยก็ดี)ที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จ/ไม่ประสบความสำเร็จว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างคะ
A. อันนี้ขอติดไว้ก่อนนะครับ ตอบไปท่าจะยาว

Q. เมื่อเจอหุ้นที่น่าสนใจและทำการวิเคราะห์รายได้และกำไรในอนาคตแล้ว ตัดสินใจซื้อเลยหรือเปล่าคะ(อยากให้อธิบายขั้นตอนการซื้อและการตัดสินใจ)
A. เมื่อเจอหุ้นน่าสนใจ วิเคราะห์รายได้และกำไร"คร่าวๆ" ถ้าราคามันอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจผมก็จะซื้อหุ้นจำนวนนึงก่อนซักประมาณ10% ของที่ตั้งใจจะซื้อทั้งหมด สาเหตุที่ต้องซื้อแบ่งส่วนนี่เหตุผลหลักคือพอผมไม่ได้ถือหุ้นผมจะไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการศึกษาหุ้นตัวนั้นลึกๆเท่าไหร่ ก็อาศัยว่าถ้าอ่านแล้วหุ้นมันพอใช้ได้ก็จะซื้อไปก่อนส่วนนึง แล้วพอมีหุ้นอยู่ผมจะเริ่มขยันขึ้นก็จะศึกษาในเชิงลึกต่อ เช่นเข้าไปอ่านร้อยคนร้อยหุ้นให้ละเอียดขึ้น อ่าน 56-1 ในละเอียด อ่านบทวิเคราะห์เท่าที่มี จนมั่นใจว่าหุ้นนั้นดีจริงๆ สามารถคาดการณ์กำไรล่วงหน้าได้แม่นพอประมาณแล้วหลังจากนั้นก็จะซื้อให้ครบทันทีเลยครับ style การซื้อหุ้นของผมมักจะไม่ค่อยทยอยซื้อเท่าไหร่ จะเป็นพวกแบบว่าถ้าถูกใจมากๆ แล้วก็ซัดเลย คือไม่รอนานครับ ยิ่งถ้า upside ของหุ้นนั้นสูงๆแล้ว ผมไม่ค่อยเกี่ยงราคาเท่าไหร่ ลองย้อนไปอ่านบทความเรื่อง "เคาะ" ดูนะครับ ว่าทำไม่ผมถึงมองว่าการเกี่ยงราคานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลยสำหรับหุ้น vi ที่ดีๆและมีโอกาสขึ้นไปได้สูงๆ

Thursday, April 03, 2008

Thai Investors' Day 2551 "หุ้นดี หุ้นเด่น เน้นคุณภาพ"

มาช่วยประชาสัมพันธ์สัมมนาครับ
วันเสาร์ที่ 5 นี้ เวลา บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น
http://www.setfinmart.com/seminar.do?ccID=5&cosID=1854

สัมมนาหัวข้อ "คาถาลงทุนหุ้นคุณค่า"
- ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
- "ลูกอีสาน" คุณอนุรักษ์ บุญแสวง ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- "Blue Blood" ม.ล.กมลสวัสดิ์ วิสุทธิ ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- "โยโย่" คุณสันติ สิงหวังชา ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- "Kiri" คุณภาสุชา อุตรวณิช ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า ดำเนินรายการโดย ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา

ช่วงที่ผ่านมายุ่งพอสมควรครับ และก็ตันๆนึกมุขไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ใครสงสัยอะไร อยากให้เขียนแนวไหนเรื่องอะไรเสนอกันมาได้นะครับ จะได้มีบทความใหม่ๆมาลงบ้างซะที แช่มานาน :b

Thursday, February 21, 2008

มาขอโทษผู้อ่านครับ

ในบทความที่ผ่านมาๆ ผมพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงหุ้นรายตัวเพราะจะเป็นการชี้นำมากเกินไป แต่ก็เท่าที่ผ่านมาผมก็เขียนถึงหุ้นไปหลายครั้งแล้วเช่นกัน เท่าที่นึกออกก็ดูเหมือนจะมี ilink ait snc และ tr เนื่องจากผมก็คิดว่าการยกตัวอย่างหุ้นจริงๆให้เห็นทำให้การอธิบาย concept บางอย่างนั้นเข้าใจง่ายขึ้นมา ...

แต่ทั้งนี้ก็มีเพื่อนๆพี่ๆรวมถึงน้องๆบางคนที่อ่านในบทความของผมแล้วไปซื้อหุ้นตามโดยที่ยังไม่ได้ไปทำการบ้านเองต่อ ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นที่ผมพูดถึงมักจะมีราคาลดลงจนทำให้คนที่ลอกการบ้านไปขาดทุนเจ็บตัวกันไป เพราะอย่างที่บอกไว้ในบทความที่แล้วนะครับ ว่าในการลงทุนที่ผ่านมาผมเองก็มีผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ซื้อหุ้นตัวไหนแล้วจะกำไรตลอด (แต่ไม่รู้เป็นไหรหุ้นตัวไหนที่เอามาเอ่ยถึงในบทความนี่ราคามักจะลงตลอดเลย แฮะๆ)

เอาเป็นว่านับจากนี้ไปถามจะพยายามเขียนโดยหลีกเลี่ยงการพูดถึงหุ้นรายตัวนะครับ แต่จะเน้นในแง่ของ Concept หรือแนวคิดในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Tips เล็กๆน้อยๆในการพัฒนาการลงทุนของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แทนนะครับ

ปล. จริงๆมีอีกเรื่องที่อยากจะขอโทษคือเรื่องการสะกดผิด... ผมเป็นคนที่เวลาพิมพ์แล้วผิดประจำ แถมยังไม่ค่อยชอบย้อนอ่านตรวจสอบข้อความของตัวเองซะอีก (เพราะกว่าจะเขียนเสร็จแต่ละอันมันก็กินเวลามากอยู่แล้ว แบบว่าแอบขี้เกียจนิดหน่อย) อย่าถือสาเลยนะครับ

สำรวจความผิดพลาดของตัวเอง

การวิเคราะห์หุ้นรายตัวนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่ามีความสำคัญมากแค่ไหนในการลงทุน แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ลงทุนมานานแล้วยังรู้สึกว่าความสามารถในการลงทุนนั้นไม่ได้มีการพัฒนามากเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะลืมวิเคราะห์ตัวเองไป

ในแต่ละปีผมจะพยายามตรวจดูว่าตัวเองมีความผิดพลาดในการลงทุนอย่างไรบ้าง เกิดจากอะไร และจะพยายามแก้ไขอย่างไร... ความผิดพลาดที่ผ่านๆมาของผมที่มักจะเกิดขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนนั้นลดลงกว่าที่ควรจะเป็น มีคร่าวๆดังนี้

1. ตัดสินใจเร็วจนเกินไป... หลายๆครั้งเมื่อผมเจอหุ้นบางตัวที่ดูแล้วน่าสนใจมากๆ ผมมักจะรีบซื้ออย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะมีคนมาไล่ซื้อก่อนทำให้ผมต้องซื้อหุ้นในราคาแพงขึ้น การตัดสินใจเร็วไปทำให้ผมขาดความรอบคอบ ไม่ได้ศึกษาตัวธุรกิจอย่างดีก่อนที่จะลงทุน

2. ลงทุนนอกกรอบความถนัดของตัวเอง .. ที่ผ่านมาผมมีหุ้นอยู่ 2 ประเภทที่มักจะสร้างกำไรให้ผมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ได้แก่หุ้นขนาดเล็กเติบโตเร็ว หรรือหุ้นที่เป็นงานประมูล นักลงทุนแต่ละคนอาจจะมีความถนัดในหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกันไป การลงทุนในกรอบความถนัดของตัวเองนั้นจะทำให้โอกาสขาดทุนลดลง และโอกาสทำกำไรก็มากขึ้น มีหุ้นอยู่ประเภทหนึ่งที่ผมพยายามจะเข้าไปซื้ออยู่หลายรอบ คือหุ้นที่เรียกว่าเป็น Asset play (หุ้นที่มีสินทรัพย์หักด้วยหนี้สิน เยอะว่ามูลค่าหุ้นทั้งบริษัทอยู่มาก) ตลอชีวิตการลงทุนผมผ่านหุ้นประเภทนี้มา 3 ตัว ได้แก่ charan spsu brock
  • ตัวแรก charan มีเงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น-หนี้สินทั้งหมดประมาณ 70-80 บาทต่อหุ้น ในขณะที่หุ้นมีราคา 40 กว่าบาทเท่านั้น ... ผมก็ซื้อไปถือรอไป 2 ปี แล้วก็ขายหุ้นไปในราคาประมาณ 45 พอๆกับราคาที่ซื้อมา แม้จะไม่ได้ขาดทุนอะไร (ได้เงินปันผลมาปีละประมาณ 2-3 บาท) แต่ถ้าเอาเงินไปลงทุนในกลุ่มที่ถนัดผมจะได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้มากๆ
  • spsu เป็นบริษัทที่ทำการตลาดในกับรถซูซูกิ บริษัทมีบ.ร่วมเป็นโรงงานผลิตมอไซด์ซูซูกิ ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชีสูงว่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้มาก ผมลองเอาเงินสด + มูลค่าบริษัทร่วม - หนี้สินทั้งหมด ได้ประมาณ 12-14 บาทต่อหุ้น ตอนนั้นหุ้นราคาประมาณ 7 บาท... ผมซื้อไว้แล้วรอเวลา .. เมื่อเวลาผ่านไปธุรกิจของ spsu ก็แย่ลงเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดถูกคู่แข่งทั้ง Honda และ Yamaha สุดท้ายผมก็ไปขายหุ้นราคาประมาณ 6 บาท เจ็บตัวอีกแล้ว
  • brock อันนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีที่แล้ว... ผมมองมูลค่าที่ดินที่ภูเก็ตของบริษัทซึ่งมีอยู่สูงมาก จากการสอบถามคนรู้จักที่เชี่ยวชาญเรื่องที่ดินที่ภูเก็ตหลายท่าน ผมตีมูลค่าที่ดินของ brock (เฉพาะที่ภูเก็ตเท่านั้น .. จริงๆบริษัทยังมีที่ดินที่อื่นอีกมาก) ได้ประมาณ 3-4 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทนั้นมีเงินสดมากกว่าหนี้สินทั้งหมดของบริษัทซะอีก และบริษัทนั้นซื้อขายกันที่ราคาทั้งบริษัทประมาณ 1000 ล้านบาทเท่านั้นเอง ... ผมก็ซื้อไว้ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้น... แล้วก็ถืออยู่เกือบปีแล้วก็ขายไปที่ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้นเช่นกัน

หุ้น Asset Play ไม่ได้มีอะไรผิดครับ มันไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ไม่ดี หลายๆบริษัทที่เข้าข่าย Asset play ก็จัดว่าเป็นบริษัทที่ดีที่กำลังรอเวลาจะดีขึ้นมากๆในอนาคต เพียงแต่ผมไม่มีความสามารถพอที่จะคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่ สินทรัพย์มหาศาลที่บริษัทเก็บไว้อยู่ จะแสดงมูลค่าของมันออกมาให้เห็นได้ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นจนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นได้

3. หุ้นที่ผมขาดทุน ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ผมไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร เพราะการเพียงนั่งอ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทได้พอสมควร แต่ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของผู้บริหาร หรือข้อมูลเชิงลึกหลายๆอย่างเกี่ยวกับธุรกิจและบริษัทนั้น จะหาได้ยากมากถ้าไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหาร ที่ผ่านมาผมก็ไม่ค่อยจะเข็ดเท่าไหร่.. เพราะผิดข้อนี้ซ้ำๆอยู่หลายรอบ เนื่องจากหุ้นบางตัวเราหาโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารได้ยาก (จะมีก็เฉพาะงานประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น) หลายครั้งผมอ่านข้อมูลหุ้น หรือข่าวบางชิ้นก็ทำให้อยากซื้อหุ้นทันที เพราะรู้สึกว่ากว่าจะรอให้ประชุมผู้ถือหุ้นก็คงไม่ทันการณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องมาเจ็บตัวเพราะหุ้นพวกนี้เป็นประจำ... ตอนนี้ผมเลยพยายามตั้งกฏขึ้นมาให้ตัวเองว่า "การลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ (เช่นเกิน 10% ของเงินลงทุน) ผมจะต้องได้คุยกับผู้บริหารก่อนเสมอ"

ยิ่งเราพบจุดอ่อนตัวเองและหาทางแก้ไขจุดอ่อนของเรามากเท่าไหร่ เราก็จะมีฝีมือในการลงทุนที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน.... การปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอนั้นสำคัญไม่เฉพาะเรื่องของการลงทุนเท่านั้นนะครับ ลองประยุกต์เอาไปใช้กับเรื่องนิสัยส่วนตัว การทำงาน หรือครอบครัว และจะรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา และเราก็พร้อมที่จะเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพทั้งในแง่การเงินและการใช้ชีวิตครับ :)

Saturday, January 26, 2008

การบริหาร Port style yoyo

นอกจาการเลือกหุ้นที่ดีในราคาที่ไม่แพงแล้ว การจัดจำนวนหุ้นใน port รวมถึงสัดส่วนใน port นี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เรื่องของการจัดสัดส่วนใน port นี่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เห็นความสำคัญในการเขียนถึงซักเท่าไหร่เคยเขียนก็แค่จำนวนหุ้นใน port ... แต่มาในช่วงหลังๆนี้ผมเจอเพื่อนๆคนรู้จักที่มีปัญหาในการลงทุนเนื่องมาจากการบริหาร port เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเลือกหุ้นได้ดีแล้ว หรือบางทีเจอเพื่อนที่ให้แนะนำหุ้นลงทุนให้ ผมก็บอกไป 3-4 ตัว ... ตอนบอกไปก็คิดว่าเพื่อนมันจะไปซื้อตามทั้ง 3-4 ตัว ที่ไหนได้มันหยิบมาแค่ตัวเดียว แล้วซื้ออัดมันทั้ง port ผลที่ตามมาก็คือปีที่แล้วทั้งปีผลตอบแทนมันแทบจะไม่ไปไหนเลย บางคนอาจจะถอยหลังซะด้วยซ้ำ เพราะดันไปเลือกหุ้นที่ผมอาจจะวิเคราะห์ผิด หรือหุ้นนั้นมันดีจริงๆแหละ แต่ราคามันก็ลงเอาลงเอา ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆทีมันไม่ได้เลือก วิ่งเป็น 100% แบบสบายๆ

แต่ก่อนผมเองก็เคยผ่านช่วงที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องการบริหาร port เท่าไหร่ เคยซื้อหุ้นมันตัวเดียวเกือบทั้ง port โชคดีที่หุ้นนั้นๆมันวิ่งขึ้นเยอะ ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่ แต่หลังจากลงทุนไปเรื่อยๆผมก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการจัด port มากขึ้น ซึ่ง Style การจัด port ของผมนั้นอาจจะแตกต่างจากหลักวิชาการ Portfolio Management ที่เด็ก Finance หรือ MBA ได้เรียนกันมาก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ผมเป็นพวกไม่ค่อยจะเชื่อหลักวิชาการเป๊ะๆเท่าไหร่อยู่แล้ว อาศัยประสบการณ์มั่วๆคิดขึ้นมาเอง :)

ลองทำตามกันดูง่ายๆนะครับ
- เริ่มต้นโดยผมเอาจำนวนหุ้น และราคาตลาดของหุ้นที่ผมถืออยู่ในไปใส่ในตาราง Excel ที่สร้างขึ้นมาเองง่ายๆ โดยมีช่อง ชื่อหุ้น จำนวนหุ้น ราคาตลาด และมูลค่าหุ้น (มูลค่าหุ้น = จำนวนหุ้น x ราคาตลาด)

- เพิ่ม Column มาอีก 1 ช่องให้เป็น "สัดส่วนใน port" โดยเอามูลค่าหุ้นตัวนั้นๆ หารด้วยผลรวมมูลค่าหุ้นทั้ง port แล้วคูณด้วย 100 จะได้ออกมาเป็นสัดส่วน %

- เพิ่ม Column อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า "ราคาเป้าหมาย" และ "Upside Gain" ช่องแรกก็ตรงตัวครับ เราต้องคิดประมาณราคาเป้าหมายของหุ้นออกมาให้ได้แล้วใส่ลงไป ส่วนในช่อง Upside Gain เอาผลต่างของราคาเป้าหมายกับราคาตลาด หารด้วยราคาตลาดแล้วคูณ 100 ก็จะได้เป็นผลตอบแทนที่น่าจะได้รับ ณ ราคาตลาดเวลานั้นๆ ถ้าหุ้นมันขึ้นไปตามเป้าหมายจริงๆ

- เพิ่ม Colunm อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า "ระดับความมั่นใจ" และ "ผลตอบแทนคาดหวัง" ระดับความมั่นใจที่เราใส่ลงไปจะต้องสอดคล้องกับราคาเป้าหมายที่เราใส่ไปก่อนหน้านะครับ เช่นผมคาดว่าหุ้น A ราคา 10 บาท มีเป้าหมาย 15 บาท และผมมั่นใจค่อนข้างมากว่ากำไรจะเป็นไปตามคาด ก็จะให้คะแนนเยอะๆ โดยมีตั้งแต่ 1-10 (ความมั่นใจจะมาจากข้อมูลที่เรามีในการวิเคราะห์ ความยากง่ายในการวิเคราะห์ ความผันผวนของกำไรของหุ้นนั้นๆ) ส่วนช่องผลตอบแทนคาดหวัง ก็เอา Upside Gain มาคูณกับระดับความมั่นใจแล้วหารด้วย 10 ค่าก็จะออกมาเป็น %

หลังจากเราสร้างตารางทั้งหมดเสร็จแล้วผมจะสอนต่อไปว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันยังไง
1. เราควรจะถือหุ้นอย่างน้อย 3 ตัว เพราะการปรับ Port จะทำได้ลำบากมาก ขณะเดียวกันก็อย่างถือเยอะจนเกินไปจนไม่มีเวลาติดตามพื้นฐานของหุ้นใน port จะให้ดีก็ประมาณ 4-6 ตัวนี้กำลังสวยเลย (ปัจจุบันผมมีประมาณ 4 ตัว)

2. ทีนี้ให้เราดูช่องสุดท้าย (ผลตอบแทนคาดหวัง) หุ้นตัวไหนมีค่ามากๆ เราก็ควรจะซื้อเป็นสัดส่วนมากๆใน Port เพราะฉะนั้นตรงช่อง "สัดส่วนใน port" กับ "ผลตอบแทนคาดหวัง" ก็ควรจะสอดคล้องกัน ตัวที่ผลตอบแทนคาดหวังต่ำๆ สัดส่วนใน Port ก็ควรจะน้อยตาม

3. เมื่อเราทำการซื้อขายหุ้นจนปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ได้ตามข้อที่ 2 แล้วที่นี้เราก็นั่งสบายใจได้เลย แล้วปล่อยให้หุ้นมันทำงานหาเงินให้เราต่อไป

4. อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีข้อมูลของหุ้นนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแง่บวกหรือแง่ลบที่ส่งผลให้ราคาเป้าหมายของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องไปเปลี่ยนค่าราคาเป้าหมายใหม่ด้วย หรือบางทีการมีข้อมูลหุ้นเพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับความั่นใจของเรานั้นเพิ่มขึ้น เราก็ควรไปปรับระดับความมั่นใจของหุ้นด้วย ทีนี้พอค่าที่เราใส่ลงไปเปลี่ยน ระดับผลตอบแทนคาดหวังนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงตาม ถ้าค่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เราก็สามารถที่จะปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ของเราใหม่ได้ โดยการขายหุ้นที่มั่นใจน้อยไปซื้อหุ้นที่มั่นใจมากขึ้นได้ อย่างปีนี้ผมก็มีการปรับ port ครั้งใหญ่ไป 1 ครั้ง เมื่อได้ข้อมูลหุ้น TR เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เป้าหมายหุ้น TR นั้นเพิ่มขึ้นและระดับความั่นใจก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนคาดหวังนั้นเพิ่มขึ้นจนมีค่ามากที่สุดใน Port ผมจึงตัดสินใจขายหุ้นตัวที่มีผลตอบแทนคาดหวังน้อยที่สุดออกไปแล้วเอาซื้อ TR เพิ่ม รวมทั้งยังขายหุ้นที่ผลตอบแทนคาดหวังรองๆลงมามาซื้อ TR เพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนหุ้น TR เพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกัน

5. กรณีที่หุ้นแต่ละตัวมีราคาขึ้นลงที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้ช่องราคาตลาดของเรานั้นเปลี่ยนแปลง และก็ย่อมส่งผลถึงไอ้เจ้าผลตอบแทนคาดหวังของเราให้เปลี่ยนแปลงอีก โดยเฉพาะเมื่อมีหุ้นบางตัวราคาเพิ่มขึ้นมากๆ ในขณะที่หุ้นบางตัวราคาลดลงมากๆ ผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ขึ้นเยอะๆจะลดลง และผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ลงเยอะๆจะเพิ่มขึ้น หลายๆครั้งผมก็จะทำการปรับสัดส่วนหุ้นใน port ใหม่ให้สอดคล้องกับผลตอบแทนคาดหวัง

6. การปรับ Port ในข้อ 4 และ 5 นั้นไม่ควรจะปรับบ่อยครั้งจนเกินไป ควรจะทำเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจริงๆเท่านั้น ไม่งั้นคนที่จะรวยก็คือโบรกเกอร์ของเราครับ

ข้อดีของการบริหาร port แบบนี้
- เป็นการจัด Port โดยใช้หลักทางวิชาการมาช่วยตัดสินใจการซื้อขายหุ้นซึ่งถ้าเราไม่ได้คำนวณออกมาแบบนี้การจัดสัดส่วนจะทำไปตามสัญชาติญาณซึ่งหลายๆครั้งมันก็อาจจะผิดได้

- เป็นการหลีกเลี่ยงการถือหุ้นน้อยตัวใน port ซึ่งมีความเสี่ยงมากๆ ไม่ว่านักลงทุนท่านไหนจะเก่งซักแค่ไหน ผมเชื่อว่าก็มีโอกาสผิดพลาดบ้าง โดยที่นักลงทุนที่เก่งอาจจะเลือกหุ้นมา 10 ตัวอาจจะพลาดซัก 1-2 ตัว คงไม่มีใครที่เก่งขนาดเลือกหุ้นไม่เคยพลาดเลยในชีวิต แม้เราจะมั่นใจมากแค่ไหนถ้าเราลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียวทั้ง port แล้วมันดันเป็นไอ้เจ้า 1 ในสิบตัวที่เป็นตัวที่เราคิดผิด... อาจจะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นต่ำมาก หรืออย่างรุนแรงก็อาจจะขาดทุนอย่างหนัก

- การลงทุนในหุ้นตัวเดียวทั้ง port นั้นความยืดหยุ่นต่ำ เพราะบางครั้งแม้ว่าเราจะวิเคราะห์มาดีแล้ว ผลงานของบริษัทก็เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ทุกอย่าง แต่ในบางครั้งราคาหุ้นอาจจะไม่สะท้อนออกมาในทันที คุณอาจจะต้องรอเป็นเวลา 1 ปี 2 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งถ้ามีหุ้นตัวเดียวที่ดีแล้วดันฟลุ๊คไปเจอหุ้นที่มันไม่สะท้อนราคาพื้นฐานขึ้นมา ผลตอบแทนของ port เราจะอืดอาดไปถนัดตา แต่ถ้าเรามีหุ้นใน port ซัก 4 ตัว มันก็จะมีหุ้นบางตัวที่สะท้อนมูลค่าแล้วราคาวิ่งขึ้นไป บางตัวอาจจะไม่ไปไหนเลยทั้งๆที่ผลประกอบการออกมาดีมาก เราก็สามารถขายหุ้นที่ขึ้นเยอะๆ (ผลตอบแทนคาดหวังลดลง) ไปซื้อหุ้นที่ราคาไม่ไปไหนแต่ผลประกอบการออกมาดี (ผลตอบแทนคาดหวังอาจจเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งจะทำให้ port เรานั้นมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น และสามารถเดินหน้าทำผลตอบแทนให้เราได้ในทุกจังหวะเวลา

- สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาลงและขาขึ้น ... อ้าวคงงงสิครับ ไอ้ขาขึ้นแล้วกำไรก็คงไม่แปลก ว่าแต่ไอ้ขาลงนี่จำกำไรได้ยังไง ผมยกตัวอย่างง่ายๆถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้นะครับ ที่ตลาดหุ้นนั้นไหลลงมาค่อนข้างลึกมาก ... ผมก็ใช้หลักการจัด port ง่ายๆแบบข้างต้น คือ หุ้นทั้งหมด 4 ตัวของผมนั้นก็ไหลลงทุกตัวเหมือนกัน ... แต่บางตัวก็ลงเยอะ บางตัวก็ลงน้อย ตัวที่ลงเยอะๆ ผลตอบแทนคาดหวังมันจะเพิ่มขึ้นเยอะกว่าตัวที่ลงน้อยๆ เพราะฉะนั้นผมก็อาจจะขายหุ้นที่ลงน้อยๆบางส่วน ไปซื้อหุ้นที่ลงเยอะๆแทน การทำแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เราเห็นกำไรในทันที แต่จะเป็นทำให้ผลตอบแทนในอนาคตของ port เรานั้นเพิ่มขึ้น เพราะเราสามารถขายหุ้นที่มี upside น้อยไปซื้อหุ้นที่มี upside เยอะแทน เมื่ออนาคตราคาหุ้นมันเป็นไปตามเป้าหมายที่เราคิดไว้ การปรับ port แบบนี้ก็จะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นดีกว่าการอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย (ความเชื่อที่ผิดอย่างหนึ่งของ vi หลายๆคนคือ "ถ้าหุ้นไม่เปลียนแปลงพื้นฐาน เราไม่ควรจะขาย" คาดเชื่อนี้ถูกแค่ครึ่งเดียวครับ จริงๆแล้วเราควรจะขายหุ้นทิ้งด้วย เพื่อไปซื้อหุ้นอื่นๆที่มีอนาคตมากกว่า มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าครับ)

- กรณีขาขึ้นก็เช่นกันกับขาลง คือหุ้นบางตัวมันขึ้นเยอะ บางตัวมันขึ้นน้อย ถ้ามันขึ้นต่างกันมากผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นมันจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างกันมาก เราก็สามารถปรับ port ขายหุ้นที่ขึ้นเยอะมาซื้อหุ้นที่ขึ้นน้อยแทนได้เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเนื้อหาคราวนี้มันยากเกินไปรึเปล่านะครับ ผมเองก็นั่งเขียนตั้งนาน หาวิธีอธิบายให้เห็นภาพ นี่ถ้าเป็นเพื่อนกันพูดให้ฟังต่อหน้านี่พูดจบไปตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้วมั๊ง นี่เขียนอยู่เป็นชม. ยังไม่เสร็จเลย

ปล.1 เน้นนะครับ ว่าการปรับ port ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป เพราะค่า com มันจะกินกำไรเราหมด ควรจะทำเมื่อมีการเปลี้ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น ปกติในเดือนนึงผมอาจจะมาคิดสัดส่วนซักครั้งว่าจะปรับ port อย่างไร นอกจากว่าจะเป็นช่วงที่หุ้นมันมีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือพื้นฐานเยอะๆ เช่นช่วงที่ตลาดๆผันผวนแบบนี้ ช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการ เพราะข้อมูลจะเยอะขึ้นทำให้ราคาเป้าหมาย และระดับความั่นใจนั้นเปลี่ยนแปลงได้มาก

ปล.2 จริงๆว่าจะเอาตารางของผมมาลงไว้ให้จะได้อธิบายได้ง่าย เห็นภาพชัดเจนกว่า แต่ไม่รู้วิธีเอาตารางมาลง ทำไม่เป็นครับ แฮะๆ