Tuesday, June 27, 2006

เริ่มก่อนได้เปรียบ

มีคนอยู่ 2 คน ชื่อ พล กับ บอย ทั้งคู่เล่นหุ้นมามาเป็นเวลา 2 ปีเท่าๆกัน ที่ผ่านมาก็มีทั้งกำไรและขาดทุนสลับกันไป แต่จะหนักไปทางขาดทุนซะมากกว่า มีคนแนะนำให้ทั้งคู่หันมาศึกษาการลงทุนแบบ VI เพราะทำผลตอบแทนได้ดี ทั้งคู่รู้มาว่าการจะเป็น VI ที่เก่งได้ จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเรียนรู้มากพอสมควร

นายพลมีเงินอยู่ประมาณ 1 แสนบาท และคิดว่าตัวเองมีเงินไม่มาก จึงคิดว่าการเรียนรู้การเป็น VI นั้นไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เค้าจะต้องเสียไป เพราะต่อให้เป็น VI ที่เก่งมากอย่างไร ได้ผลตอบแทนซัก 30% เค้าก็จะกำไรเพียง 3 หมื่นบาทเท่านั้น พลตัดสินใจว่าถ้าเค้ามีเงินถึง 5 แสนเมื่อไหร่ เค้าจึงจะหันมาศึกษาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอย่างจริงจัง

นายบอยมีเงินเท่ากับพล 1 แสนบาท และคิดว่าตัวเองมีเงินไม่มากเช่นกัน แต่บอยมองระยะยาวกว่า เค้ามองว่าถ้าเค้าไม่เริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ โอกาสที่เค้าจะมีเงินมากพอที่จะคุ้มค่ากับการศึกษา VI คงเป็นไปได้ยาก และถ้าเค้าทำผลตอบแทนได้ซัก 30% ต่อปี เค้าจะมีเงิน 5 แสนภายใน 6 ปี

เวลาผ่านไป 6 ปี นายพลยังคงเป็นนักเก็งกำไรรายวัน เล่นหุ้นไปตามข่าว ตามโวลุ่ม port ของพลมีมูลค่าประมาณ 1 แสนบาทเหมือนเดิม ใขขณะที่นายบอยใช้เวลาศึกษา VI มานานถึง 6 ปี เค้ากลายเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าฝีมือดีคนหนึ่ง และมีพอร์ทประมาณ 5 แสนบาท และถ้าเค้ายังรักษาระดับผลตอบแทนใกล้เคียงกับ 6 ปีที่ผ่านมาของเค้าได้ อีก 6 ปีข้างหน้าเค้าจะมีพอร์ทใหญ่ถึง 2.3 ล้าน

ในมุมมองของผม ความสำเร็จของ VI วัดกันที่ 2 ปัจจัยหลักๆคือ
  1. ฝีมือ (ผลตอบแทนที่ทำได้)
  2. ระยะเวลาในการลงทุน

นักลงทุนมือใหม่ที่อาจจะมีผลตอบแทนต่อปีไม่มาก ก็สามารถแซงนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนดีได้ ถ้ามีระยะเวลาลงทุนที่นานกว่า เพราะฉะนั้นถ้ารู้แล้วว่าตัวเองยังฝีมือไม่ดี อย่างน้อยเริ่มก่อนก็ได้เปรียบนะครับ

Friday, June 23, 2006

เรียนรู้จากเซียน

มีหนังสือหลายเล่มที่ผมอ่านในช่วงที่อยากหาความรู้เรื่องการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเพิ่มเติม หนังสือเกี่ยวกับหุ้นที่เป็นภาษาไทยในร้านหนังสือผมอ่านครบทุกเล่ม แถมยังไปหาหนังสือเก่าๆที่เลิกพิมพ์ไปแล้วที่สวนจตุจักร มีหลายเล่มที่ดีมากๆ มีหลายเล่มที่ดีน้อยหน่อย หรือบางเล่มอาจจะรู้สึกเลยว่า เสียดายเงิน เสียดายเวลา ในวันนั้นผมเคยคิดว่าถ้ามีคนคอยแนะนำหนังหุ้นดีๆก็คงจะแจ๋ว ผมเลยไปนั่งค้นๆตู้หนังสือมาดูว่ามีเล่มไหนที่ควรจะอ่านบ้าง ผมจะขอแนะนำแบ่งเป็นชุดๆไปละกันนะครับ ชุดแรกที่อยากจะแนะนำก็คือหนังสือกลุ่มที่เกี่ยวกับ warren buffett ชื่อนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักลงทุน buffett จัดว่าเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าระดับตำนานเลยก็ว่าได้ การศึกษาแนวทางการลงทุนของ buffett รวมถึงแนวคิดของ buffet น่าจะเป็นทางลัดให้กับคนที่อยากเป็น VI ได้ดี รูปแบบการลงทุนที่ผมยังใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็ได้รับอิทธิพลมาจาก buffet มากพอสมควร ผมจะเรียงลำดับจากเล่มที่คิดว่าควรอ่านที่สุดไปถึงน้อยที่สุดนะครับ จะได้เลือกอ่านกันได้ง่ายขึ้น
  • วาทะของวอร์เรน บัฟเฟทท์ โดยเจเน็ต โลว์ เรียบเรียงโดยเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เล่มนี้อ่านแล้วจะได้ทราบแนวคิดของ buffett เป็นเล่มที่ผมอ่านบ่อยที่สุดเพราะทุกครั้งที่อ่านมันเหมือนกับได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้ง และยังเป็นการตอกย้ำแนวทางของ vi ให้แน่นลงไปในใจ
  • The Warren Buffett Way 1st edition โดย Robert G. Hagstrom ถ้าต้องการทราบถึงเหตุผลที่ buffett เลือกหุ้นแต่ละตัว ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเลือกหุ้นของเราเองด้วย เล่มนี้นับว่าเป็นเล่มที่ต้องอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่งเลย เล่มที่ผมอ่านเป็นถ่ายเอกสารภาษาไทย แต่ไม่ทราบว่ายังหาได้อยู่รึเปล่าเพราะพิมพ์มานานมากแล้ว
  • The Warren Buffett Way 2st edition โดย Robert G. Hagstrom ตอนแรกผมนึกว่าเนื้อหาคงเหมือนๆกับ edition แรก แต่พอได้เปิดอ่านแล้ว เค้ามี update เพิ่มขึ้นเยอะพอสมควร มีการเพิ่มเหตุผลแนวคิดการเลือกหุ้นตัวใหม่ๆ ที่ buffett ได้ซื้อมาหลังจากที่หนังสือเล่มแรกออกไปแล้ว และก็มีการจัดเรียงรูปแบบการนำเสนอเหตุผมใหม่ คุณภาพดีไม่แพ้ edition 1 แต่ตอนนี้ยังไม่มีแปลออกมาถ้าจะจอ่านต้องฟิตๆภาษาหน่อย
  • แก่นแท้ของบัฟเฟตต์ The Essential Buffett โดย Robert G. Hagstrom แปลโดย ดร.นิเวศน์ เจ้าเก่าของเรา เอาไว้อ่านเสริมเรื่องของ Buffet ที่ตกหล่นไปจาก 2 เล่มข้างต้น
  • ตามรอย วอเร็น บัฟเฟตต์ How Buffett dose it โดย James Pardoe แปล เอกสิทธิ์ หัสสรังสี เล่มนี้จะบางที่สุดในกลุ่มหนังสือ Buffet สรุปมาเฉพาะแนวคิดสำคัญๆของ Buffett ข้อดีของเล่มนี้คือสั้น แต่ข้อเสียคือเนื้อหาน้อยไปหน่อยไม่ค่อยครบถ้วน เรียกว่าถ้าอ่านเล่มก่อนๆมาแล้วจะไม่อ่านเล่มนี้ก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร แต่ถ้าใครเป็นแฟน Buffett หรืออยากศึกษา Buffett ให้ครบทุกมุมมอง เล่มนี้ก็ไม่เลวครับ
  • The New Buffettology โดย Mary Buffett แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข เล่มนี้ค่อนข้างหนา ถ้าผมจำไม่ผิด เขียนโดยอดีตลูกสะใภ้ของ Buffett เอง รายละเอียดของเล่มนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็น่าอ่านอีกเช่นกัน แต่เหตุผลที่ผมจัดลำดับความน่าอ่านมาไว้ท้ายสุดก็เพราะวิธีการคำนวณราคาหุ้นของเล่มนี้ผมว่าไม่ค่อยจะ make sense เท่าไหร่ กลัวมาอ่านกันจบแล้วทำตามจะทำให้หลงประเด็นการลงทุนไปได้

ปล. ใน the warren buffet way และ the new buffettology 2 เล่มนี้จะมีการคิดนวณราคาหุ้นไว้ให้ ต้องขอบอกไว้ตอนนี้ว่าวิธีการคิดราคาหุ้นของทั้ง 2 เล่มนั้น เป็นวิจารณาณของผู้เขียนเอง ไม่ใช่วิธีที่ buffett คิดราคาด้วยตัวเอง เท่าที่ผมทราบ buffett ไม่ได้ใช้วิธีซับซ้อนอะไรในการคำนวณราคาหุ้นเลย เพียงแค่ขีดๆเขียนในเศษกระดาษ บวกกับการคิดเลขในใจนิดหน่อย buffett ก็สามารถประเมินราคาหุ้นได้แล้ว (แรกๆผมก็เอาวิธีตามในหนังสือมาใช้คำนวณ แต่หลังจากทำไปได้พักนึงก็รู้ว่ามันไม่เหมาะสมและใช้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ และมักจะทำให้เราคำนวณราคาหุ้นที่ได้เกินจริงไปอยู่เป็นประจำ) เพราะฉะนั้นหนังสือที่อ่านเกี่ยวกับ buffett อยากให้เก็บแนวคิดและวิธีการเลือกหุ้นที่มีคุณภาพจะดีที่สุด อย่าเพิ่งเอาวิธีประเมินมูลค่าจากหนังสือมาใช้ ในเรื่องราคาหุ้นนี้ว่างๆผมจะมาเขียนให้อ่านกันอีกครั้งว่าวิธีที่ในการหาราคาหุ้นที่เหมาะสมนั้นมีอะไรบ้าง และวิธีไหนใช้ได้ผลดีที่สุด

Wednesday, June 21, 2006

จดหมายระหว่างลุงขวดและพี่ครรชิต

ช่วงอาทิตย์นี้ยังไม่มีโอกาสได้มาเขียนเพิ่มเท่าไหร่ งานเยอะไปนิด
ยังไงวันนี้มีบทความดีๆมาฝากกัน ช่วงที่ผมเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆก็ได้บทความนี้แหละช่วยทำให้เดินได้ถูกทาง เป็นจดหมายระหว่าง VI มือเก๋าที่อยู่ในตลาดมานาน ลุงขวดและพี่ครรชิต
(ช่วงหลังๆจะมีจดหมายของ vi ท่านอื่นๆมาแจมบ้าง อ่านเพลินๆแต่ได้ความรู้ครับ)

จดหมายยาวพอสมควร ลองอ่านดูนะครับ

http://thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=886

Tuesday, June 20, 2006

วิศวกรเล่นหุ้น

ผมเรียนป.ตรีมาทางวิศวโยธา แรกๆก็เคยคิดว่าเราจะเสียเปรียบคนที่จบสายบริหาร บัญชีหรือว่าการเงินในการลงทุนรึเปล่า เพราะเข้าใจว่าการเล่นหุ้นนั้นควรมีความรู้ด้านบัญชีมาก ช่วงนั้นผมก็พยายามอยู่นานเหมือนกันกว่าที่จะอ่านงบการเงินได้คล่อง แต่พอมาวันนี้สังเกตุคนรอบๆตัวที่เล่นหุ้นแบบ VI กลับกลายเป็นพวกที่จบวิศวะมีเยอะกว่าสายการเงินมาก อันนี้พอลองมานึกดูก็อาจจะมาจากหลายสาเหตุ
  • พวกวิศวะนั้นทำงานหนัก แล้วส่วนใหญ่ก็มักจะไปทำงานอยู่ตามโรงงานต่างจังหวัด เวลาใช้เงินก็ไม่ค่อยจะมี ค่าครองชีพก็ต่ำกว่าอยู่ในเมือง รายได้ก็ดี ทำให้มีเงินเหลือเก็บ ก็เลยมีเงินมาลงทุนเยอะ
  • เพื่อนๆผมที่ทำงานวิศวะส่วนใหญ่ (รวมถึงผมด้วย) มักจะมองว่างานวิศวะนั้นเหนื่อยไม่คุ้มค่าแรงเท่าไหร่ บางทีอาจจะดูเหมือนว่าได้เงินเยอะ แต่เวลาที่เสียสุขภาพจิตที่เสียไปก็เยอะเช่นกัน เลยดูจะขนขวายหาทางออกอื่นๆที่ทำเงินได้และสบายกว่า
  • เนื่องจากการเรียนแบบวิศวะนั้นสอนให้คิดเป็นเหตุเป็นผล เป็นตรรกะ ซึ่งผมว่าค่อนข้างสอดคล้องกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอยู่มาก ทำให้นักลงทุนที่เป็นวิศวะนั้นไม่ถูกอารมณ์ของตลาดชักพาไป
  • คนที่เรียนสายการเงิน ปกติจะต้องมีการเรียน พวกทฤษฎี portfolio management ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าแล้วทฤษฎีนี้เหล่านี้ไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย แถมยิ่งเชื่อทฤษฎีพวกนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้นักลงทุนห่างจากความเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น (Efficient Market Theory บอกว่าราคาที่เหมาะสมของหุ้น ก็คือราคาของหุ้น ณ เวลานั้นนั้นเอง ...... ในความคิดผม ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง เราจะวิเคราะห์หุ้นกันไปทำไม นักวิเคราะห์คงตกงานกันหมด และจากคำกล่าวของ warren buffet มือหนึ่งของ VI เค้าบอกว่า "ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง ทุกวันนี้ผมคงจะนั่งเป็นขอทานอยู่แน่ๆ")
  • ฯลฯ

ที่เขียนมานี้เป็นมุมมองจากการสังเกตุของผมเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายความว่าคนจบวิศวะมาจะเล่นหุ้นได้ดีกว่าสายอื่นๆเสมอไป ใครมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างไร comment กันดูได้นะครับ เพราะผมเองจบวิศวะมาก็เลยอาจจะทำให้มองเห็นเพียงด้านเดียวเท่านั้น ... ^_^ ที่เขียนขึ้นมาเพื่ออยากให้คนที่อาจจะไม่ได้จบมาทางสายการเงินมีกำลังใจขึ้นในการลงทุนมากขึ้น ให้เข้าใจว่าการลงทุนนั้น แม้จะเรียนตามกันก็ยังไม่สาย ไม่ได้มีเจตนาในการยกว่าสายวิศวะนั้นเก่งว่าสายอื่นแต่อย่างใดนะครับ

Sunday, June 18, 2006

ILINK case ต่อ

ไม่นานเกินรอจากวันที่ซื้อหุ้น ผลประกอบการ Q1/49 ของ ilink หุ้นในดวงใจตัวใหม่ของผมก็ประกาศออกมา แต่เดิมที่ผมประมาณเอาไว้คือกำไรต่อหุ้น 1 บาท Q นึงก็ตกประมาณ 0.25 บาท ลองมาดูกันครับว่าของจริงที่ออกมาเป็นยังไง

รายได้ของโตจาก 152 เป็น 187 หรือคิดเป็น 23% ในขณะที่กำไรสุทธิโตขึ้น 90% หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้เน 0.29 บาทสูงกว่าที่ผมประมาณเอาไว้พอสมควร อะไรเป็นสาเหตุของการโตมากขนาดนี้ ทำให้ผมต้องเจาะลงลึกต่อไป ในส่วนของต้นทุน


รายได้ของ ilink อย่างที่บอกไปว่ามีหลายธุรกิจ 1. รายได้จากการขาย 2. รายได้จากธุรกิจวิศวกรรม และ 3. รายได้จากธุรกิจ solution provider ลองคำนวณ gross margin ของรายได้ทั้ง 3 แบบจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น สิ่งที่แตกต่างขัดเจนมากของปี 48 และ 49 คือ gross margin เพิ่มขึ้นจาก 25.6% เป็น 33.3% เป็นตัว drive ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นเยอะ

จากข่าวเกี่ยวกับ ilink ที่มีประกาศออกมาเรื่อยๆจะรู้ได้ว่าตอนนี้งานวิศวกรรมที่งาน Backlog ที่รอส่งมอบในปีนี้อีก 306 ล้านบาท (Q1 แค่ 62 ล้านบาทยังทำให้กำไรเยอะขนาดนี้) บวกกับการที่ผู้บริหารบอกว่า gross margin ของงานวิศวะสามารถรักษาระดับให้สูงได้เท่าๆกับ Q1 น่าจะทำให้ ilink นั้นมีโอกาสที่จะทำกำไรได้มากกว่าที่ประมาณเอาไว้ที่ 1 บาทต่อหุ้น จากการประมาณการของคุณ Naris เซียนหุ้นคนนึงจาก thaivi ได้คำนวนเอาไว้คร่าวๆว่า ilink มีโอกาสสร้างกำไรได้มากถึง 1.35 บาท/หุ้น O-O

คิดเล่นๆถ้า ilink สามารถทำได้ตามที่คิดกันไว้ ที่ pe 8 หุ้น ilink ก็มีสิทธิขึ้นไปถึง 10.8 บาทได้ไม่ยาก จากราคานี้ upside 68.8% ... หุ้นแบบนี้ผมขอถือไปอีกนานครับ ถือรอกันต่อไปว่าในอีก 3Q ที่เหลือผมจะคิดถูกรึเปล่า

สนใจข้อมูลและความคิดเห็นเพิ่มเติมของ ilink ของตามดูได้ที่ link ข้างล่างนี้ครับ
ILINK ร้อยคนร้อยหุ้น

Friday, June 16, 2006

จะซื้อหุ้นซักตัวผมดูอะไรบ้าง? ilink case

จะซื้อหุ้นซักตัวหนึ่งจะต้องดูอะไรบ้าง? ที่ผมเขียนผ่านๆมาอาจจะยังไม่สามารถเอาไปใช้ได้ทันที หรือหลายๆคนอ่านแล้วอาจจะยังไม่เห็นภาพ วันนี้เลยจะยกตัวอย่างหุ้นที่ผมว่าวิเคราะห์ได้ไม่ยากมากนัก ลองติดตามกันเลยดีกว่า

หุ้น ILINK เป็นหุ้นที่ทำธุรกิจมุ่งเน้นทางธุรกิจเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร โดยมุ่งเน้นในธุรกิจข่ายสายสัญญาณคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคม รวมถึงรับติดตั้งระบบเคเบิ้ล หุ้นตัวนี้ผมรู้จักมาประมาณปีกว่าๆแล้ว แต่ว่าตอนนั้นไม่ได้สนใจเพราะเห็นว่าเป็นธุรกิจสื่อสารที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เวลาผ่านไปนานมีคนสะกิดให้ดูว่าหุ้นตัวนี้กำไรเติบโตดีมาก ผู้บริหารเก่ง ราคาหุ้นถูก งบการเงินสวย และที่สำคัญตัวธุรกิจไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด

ได้ยินแบบนั้น ผมเลยรีบไป load 56-1 และงบการเงินมาอ่าน ตอนนั้นงบปี 48 ออกมาเรียบร้อยแล้ว

ผมนั่งอ่านดูตัวธุรกิจก็เห็นว่าธุรกิจนี้ขายสายสัญญาณ computer และสื่อสาร เพราะฉะนั้นการเติบโตของบริษัทก็มีแนวโน้มโตไปพร้อมๆกับธุรกิจ IT และ สื่อสาร ซึ่งผมมองว่าอัตราการใช้คอมของคนไทยยังถือว่าต่ำมาก และมีอัตราการเติบโตที่สูงมากเช่นกัน และในอุตสาหกรรมสื่อสารเราก็จะเห็นว่าทั้ง DTAC และ AIS เองมีผู้ใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมีการวางระบบสื่อสารเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ตรงจุดนี้ผมดูเอาจากธุรกิจที่บ้านด้วย เพราะบ้านผมขายสกรูน๊อต และในช่วงหลังๆมานี้ พวกเสามือถือมี order เพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ผมก็มองแล้วว่าโอกาสเติบโตของ ILINK เองก็น่าจะมีโอกาสมาก ยิ่งดูต่อไปจะเห็นว่า ILINK เป็นผู้นำอันดับ 1 ทั้งตลาดขายสายสัญญาณและด้านการวางระบบ ทำให้มีข้อได้เปรี่ยบคู่แข่งในเรื่องของความน่าเชื่อถือและ economy of scale

ผมไปดูงบการเงินของ ilink บริษัทไม่มีหนี้สินระยะยาวเลย เงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวมีถึง 0.78 บาทต่อหุ้น ขณะนั้นหุ้นราคาประมาณ 4.5 บาท จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้มีฐานะทางการเงินที่แข่งแกร่งมาก ต่อมาลองผมก็หันมามองรายได้และกำไรของบริษัท ปี 47 รายได้ 488 ล้าน ปี 48 รายได้ 670 ล้าน เพิ่มขึ้น 37% ที่นี้ลองมาดูกำไรสุทธิจาก 40 ล้านเพิ่มเป็น 60 ล้าน หรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 50% การที่กำไรเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้นั้น เป็นสาเหตุมาจากการที่บริษัทเข้าตลาด MAI ทำให้เสียภาษีจาก 30% ของกำไรเหลือเพียง 20% ของกำไร

ดู eps ของปี 48 แล้วก็ได้ 0.76 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น PE 5.9 ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับฐานะทางการเงิน ความแข่งแกร่งของบริษัท และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและบริษัท ด้วยคุณภาพหุ้นแบบนี้ผมประมาณคร่าวๆว่า pe ไม่น่าจะต่ำกว่า 8 จับคูณกับ eps ปี 48 จะได้ราคา ณ ที่เหมาะสม ณ วันนั้นถึง 6.08 บาท ผมมองว่า upside สูงถึง 35% นับว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากๆในแง่ของราคาหุ้น

ผมยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อในทันที เพราะยังคงมีข้อสงสัยในตัวผู้บริหารว่าซื่อสัตย์มั๊ย เก่งมั๊ย วิสัยทัศน์เป็นอย่างไร แต่ผมเองยังอยากจะเข้าใจตัวธุรกิจให้มากขึ้น และยังอยากฟังแนวโน้มธุรกิจจากผู้บริหารซึ่งน่าจะเป็นคนที่รู้ดีกว่าใครเพื่อน .. ผมจึงรอครับ ...รอจนถึงเวลาประชุมผู้ถือหุ้น

วันนั้นหุ้น ilink ราคา 4.7 บาท ซึ่งยังอยู่ในเกณที่ผมยอมรับได้ (ปกติผมจะซื้อหุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 20% แสดงว่าผมต้องซื้อหุ้นไม่เกินราคา 6/1.2 = 5 บาท) หลังจากได้เข้าประชุมผู้ถือหุ้น บรรยายกาศเป็นกันเอง ผู้บริหารมาอธิบายถึงตัวธุรกิจให้ฟัง รวมถึงแผนการในอนาคต ผมเองก็ซักถามข้อสงสัย หลายข้อ รวมถึงวิเคราะห์ถึงลักษณะการตอบคำถามของผู้บริหาร เพื่อที่จะดูว่าผู้บริหารเก่งหรือไม่เก่ง ซื่อสัตย์รึเปล่า ซึ่งผมเองได้ค่อนข้างได้คำตอบที่น่าพอใจมากๆ

ข้อมูลที่ผมได้เพิ่มมาคือ ธุรกิจสามารถเติบโตได้ 30% ได้ไม่ยากในปี 49 ระยะยาวธุรกิจโตได้อีกนาน พวกระบบ wireless ที่หลายๆคนกลัวว่าจะมาแทนสายแลน กลับกลายเป็นจุดดีของบริษัทเพราะการวางระบบ wireless จำเป็นต้องใช้ระบบสัญญาณเช่นกัน บริษัทสามารถควบคุม Margin ได้ค่อนข้างดี แม้ต้นทุนเพิ่มก็สามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้โดยไม่เสีย vol และที่สำคัญแกบอกว่าปีนี้แกหวังว่าจะทำให้ได้กำไรต่อหุ้นเกินราคาพาร์ซะที (ตอนนี้พาร์ 1 บาทต่อหุ้น) ผมเองก็เลยใช้ 1 บาทเป็นฐานในการคำนวณ eps ของปี 49 (จุดนี้ต้องระวังนะครับ ไม่ใช่ว่าผู้บริหารพูดอะไรก็เชื่อหมด กรณีนี้จากการพูดคุยกันนาน ผมว่าผู้บริหารเป็นคนที่น่าเชื่อถือ และดูเป็นกลุ่มผู้บริหารที่ชอบพูดและสามารถทำได้ตามที่พูด และฟังจากน้ำเสียงแกแล้ว แกพูดเหมือนกับว่าทำได้ไม่ยากเลย) ผมประเมินราคาหุ้น ilink ใหม่ทันที จาก 6 บาทเป็น 8 บาท (pe 8 * eps 1) เพราะฉะนั้น ถ้าผมต้องการผลตอบแทน 20% ใน 1 ปีผมควรซื้อ ilink ไม่เกินราคา 6.67 ซึ่งสูงกว่าราคาในตอนนั้นมากๆ

ออกจากห้องประชุมมา ผมตัดสินใจแล้วว่าหุ้นตัวนี้ดีมากๆ และราคาถูกเอามากๆด้วย
ผมโทรไปหาโบรกเกอร์ของผมว่าจะสั่งซื้อ ราคาหุ้นก่อนเข้าห้องประชุมอยู่ที่ 4.7 แต่ตอนที่โทรไปราคาเพิ่มเป็น 4.9 แล้ว ตอนนั้นหุ้น offer มีไม่มากผมเลยไม่ได้ซื้อ เพราะเห็นด้วยว่าหุ้นใกล้ปิดตลาดแล้ว ถ้าจะซื้อคงได้หุ้นไม่เท่าไหร่ อีกอย่างนึงคือผมไม่มีเงินสดเหลือแล้ว ถ้าจะซื้อต้องขายหุ้นตัวอื่นก่อน

วันต่อมาผมขายหุ้นที่ตัวอื่นเพื่อไปซื้อหุ้น ilink ตอนนั้นราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 5.2 บาทแล้ว แม้หุ้นจะขึ้นมาสูงพอควรจาก 4.7 มาเป็น 5.2 แต่ผมยังมองว่าเป้าหมายผม 8 บาทยังมีโอกาสให้ทำกำไรได้อีกมาก ผมเลยสั่งซิ้อหุ้น ilink ทุกราคาที่ไม่เกิน 5.6 ทยอยเคาะซื้อไปเรื่อย (หุ้น ilink สภาพคล่องไม่สูงเท่าไหร่ การซื้อเลยต้องใจเย็นๆ ไม่สามารถกวาดรวดเร็วครบได้) วันนั้นราคาปิดน่าจะประมาณ 5.5 วันต่อมาผมก็ยังซื้อเพิ่มเรื่อยๆ แม้จะราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนได้ครบตามที่ต้องการ .... แล้วผมก็ถือหุ้น เพื่อรอเวลา เวลาที่ผลประกอบการจะออกมายืนยันว่าผมคิดถูกว่า ilink เป็นธุรกิจที่ดี

Thursday, June 15, 2006

โรคหมกมุ่น

ทุกท่านเคยมีอาการแบบนี้มั๊ยครับ? ช่วงเวลาตลาดหุ้นเปิด ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ถ้ามี com อยู่ใกล้ ก็อดใจที่จะหันมาดูราคาหุ้นไม่ได้ นั่งคุยกับเพื่อน คุยไปคุยมาก็เข้าเรื่องหุ้น ยิ่งช่วงหุ้นลงๆนี่บางทียิ่งหยุดคิดไม่ได้ จะทำอะไรก็นึกถึงเป็นหุ้นไปหมด บางวันถึงกับขั้นนอนไม่หลับ หรือแม้แต่หุ้นขึ้นก็ยกขึ้นมาคุยกันไม่หยุด ในกลุ่มเพื่อนๆผม พวกเราเรียกอาการนี้ว่า "โรคหมกมุ่น"

ไอ้โรคหมกมุ่นผมเองก็มีอาการอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเล่นหุ้นใหม่ๆ จิตใจยังไม่แข็งแรงพอ เวลาหุ้นขึ้นก็คิดมากจะขายดีมั๊ย ขายแล้วจะเอาไปซื้ออะไร แล้วถ้าขายไปแล้วขึ้นต่อจะทำยังไง เวลาหุ้นลงก็คิดจนหัวแตก คิดไปเรื่อย เอ..เราขาดทุนเท่าไหร่แล้ว แล้วหุ้นมันจะลงต่อมั๊ย มีข่าวอะไรที่เราไม่รู้รึเปล่า ... สารพัดที่จะคิดครับ แล้วยิ่งคิดมากขึ้นๆ ก็ยิ่งทำให้เราเครียด ไม่มีความสุข การตัดสินใจก็มักจะแย่ลง และถ้าอาการหนักอาจถึงขั้นนอนไม่หลับ หรือทำให้กระทบชีวิตงานชีวิตคู่ได้เลย .. โชคดีที่ผมไม่เคยอาการหนักขนาดนั้น

อาการเหล่านี้เป็นตัวอย่างอาการหมกมุ่นที่เกิดขึ้นจริงรอบๆตัวผม
- ขณะที่อยู่ในรถตู้กำลังเดินทางไปเที่ยวหัวหิน ผมนั่งอยู่ข้างหลังเพื่อนที่ซื้อหุ้นตัวเดียวกับผม แต่ราคาที่ซื้อติดดอยกันถ้วนหน้า
"แกๆ 4.02 แล้ว" ผมสะกิดเพื่อนข้างหน้า
"จริงเหรอแกๆ .... เย้ๆๆๆ" ดีใจจนออกนอกหน้า เมื่อไม่กี่วันก่อนยัง 3.4 อยู่เลย
"4.02 บ้าอะไร เพิ่ง 9 โมงตลาดยังไม่เปิดเลยเฟ้ย" >>>> หมกมุ่นๆ
- ผมและเพื่อนซื้อหุ้นเหมือนกันอยู่หนึ่งตัว ที่ผ่านมาบริษัทได้รับงานโครงการขนาดใหญ่มาจากรัฐบาลอินโดเป็นเป็นงาน Container House จำนวน 17,000 ตู้ และตอนนี้กำลังรอผลลุ้นประมูลงานอีก 20,000 ตู้ พอดีเป็นช่วงใกล้ๆวันเฉลิมฉลองครองราชสมบัติครบ 60 ปีของในหลวง เสื้อยืดสีเหลืองขาดตลาดไปพักนึงจนมีการโก่งราคากัน
"นี่ๆๆ เมื่อเช้าเพิ่งฟังข่าว เห็นว่าเสื้อผลิตออกมาไม่พอ เพิ่งสั่งให้ผลิตเพิ่มอีก 500,000 ตัว"
"หา ... สั่งเพิ่มอีก 500,000 ตู้เลยเหรอ งี้หุ้นมันจะวิ่งไปกี่บาทเนี่ย" >>> หมกมุ่นๆ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของอาการหมกมุ่น ทุกวันนี้ "หมกมุ่น" กลายคำแซวกันทุกวันในกลุ่มเพื่อนผมไปแล้ว เวลาใครเปิดคอมดูราคาหุ้น ใครพูดเรื่องหุ้น ก็จะโดนว่าว่าหมกมุ่น เวลาๆแซวๆกันผมไม่คิดมาก แซวขำๆ แต่ไม่รู้ว่าเวลาๆแซวกันเรื่องขาดทุนนี่ เพื่อนๆเค้าขำทั้งน้ำตารึเปล่า ช่วงนี้ยิ่งแดงๆกันอยู่ด้วย (เกี๊ยก จอย ติ หมวย ถ้าเข้ามาอ่านอย่าคิดมากนะ .. เอามาเผากันเล่นๆชิวๆ ล้อเล่นๆ)

การแก้โรคหมกมุ่นนี่ผมว่าต้องค่อยๆฝึกไปครับ ยิ่งเราเข้าถึงในแนวทางการลงทุนแบบ Value Investor เท่าไหร่ อาการเหล่านี้ก็จะบรรเทาลงไปได้ และยิ่งเรามีประสบการณ์นานเท่าไหร่ มันก็จะเกิดภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้หยุดคิดเรื่องเหล่านี้ได้ ทางที่ดีเวลาหุ้นลงหนักๆแบบนี้พยายามอยู่ให้ห่างจากหน้าจอคอมเป็นดีที่สุดครับ

มีอีกวิธีหนึ่งที่พอจะช่วบรรเทาอาการของโรคหมกมุ่นได้คือเข้าใจถึงกลไกความคิดของตัว มีหนังสือดีอยู่เล่มหนึ่งชื่อ "จิตวิทยาการลงทุน" โดย John R. Nofsinger แปลโดยคุณพรชัย รัตนนนท์ชัยสุข สำนักพิมพ์ Wisdom Works หาซื้อได้ตามร้าน se-ed ครับ หนังสือจะสอนจิตวิทยาในการลงทุนหลายๆรูปแบบ ตลอดเวลาที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมพูดกับตัวเองในใจตลอดว่า "เออ เหมือนกับที่เราเป็นเลย" แล้วยิ่งอ่านไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มเข้าใจกลไกทางความคิดของตัวเอง ใครมีที่อาการที่หมกมุ่นตามที่ผมบอกมา การแก้ระยะยาวคือการศึกษาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าไปเรื่อยๆครับ คล้ายๆกับการออกกำลังกาย จิตใจของเราจะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าใครที่คิดว่าอาการหนักเป็นพิเศษต้องการยาแก้อย่างรวดเร็ว ลองหาหนังสือ "จิตวิทยาการลงทุน" มาอ่านดู ผมว่าน่าจะช่วยได้ นอกจากนี้การอ่านหนังสือเล่มนี้หลายๆรอบจะทำให้การตัดสินใจซื้อขายหุ้นของเรามีเหตุผลมากขึ้นครับ

Wednesday, June 14, 2006

รู้บัญชีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การเล่นหุ้นให้รวยนั้นมีทักษะหลายๆอย่างที่จำเป็นต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ สิ่งนึงที่ผมคิดว่าสำคัญมากในการเลือกหุ้นก็คือความสามารถในการอ่านงบการเงิน ขอเน้นนะครับว่าอ่าน ไม่ใช่ทำ .. เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นถึงกับต้องรู้ลึกเท่ากับนักบัญชี แต่เราต้องสามารถถอดข้อความที่สื่อออกมาจากตัวงบให้ออก สาเหตุที่ทำให้การอ่านงบเป็นเรื่องจำเป็นก็เพราะว่าหลายๆครั้งการที่เรามั่นใจในธุรกิจหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราอาจจะเข้าใจผิดได้ แต่การอ่านงบการเงินจะเป็นตัวที่ช่วยยืนยันความคิดของเราได้ดีในระดับหนึ่ง

หุ้นบางตัวเราอาจจะคิดว่าเป็นธุรกิจที่ดีมาก เช่นเราไปเจอร้านอาหารที่มีคนเข้าเยอะ เราก็คิดว่าหุ้นตัวนี้น่าจะเป็นหุ้นที่ดี แต่พบดูงบการเงินแล้ว พบว่ารายได้ของบริษัทนั้นเติบโตจริงๆ แต่กำไรกลับลดลงเป็นอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะว่าต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงมาก จนกำไรลด ถ้าเราไม่ดูงบการเงินคงเป็นการยากที่เราจะเข้าใจธุรกิจว่าจะกำไรดีหรือไม่ดีอย่างไร

สำหรับคนที่มีพื้นมาทางสายบริหารอยู่แล้วคงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้ ผมแนะนำให้หาหนังสือมาอ่านเพิ่มครับ เล่มที่ผมว่าดีก็ชื่อ อ่านงบการเงินให้เป็น และ รู้บัญชีมีประโยชน์ ทั้ง 2 เล่มเขียนโดย ดร. ภาพร เอกอรรถพร อย่าเพิ่งคิดว่าบัญชีเป็นเรื่องยากครับ ผมเองก็จบวิศวะมา บัญชีไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน อ่านเพียง 2 เล่มนี้ก็สามารถอ่านงบการเงินได้สบายๆ

ตั้งแต่เริ่มมาผมแนะนำหนังสือไปแล้ว 3 เล่มจะสรุปไว้ให้ดูอีกทีนะครับ
1. ตีแตก โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
2. อ่านงบการเงินให้เป็น โดย ดร. ภาพร เอกอรรถพร
3. รู้บัญชีมีประโยชน์ โดย ดร. ภาพร เอกอรรถพร
มีเวลาซื้อมาอ่านกันนะครับ

Tuesday, June 13, 2006

ขุดหุ้นจากไหนดี? 3

ต่อกันเป็นวันที่ 3 แล้วนะครับ ยังเหลืออีก 4 ตัว (Fuji MK The Pizza Company Pepsi) ตามสัญญา
  • Fuji ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนี้ไม่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เอามาอำกันเล่นๆ แต่จริงๆถ้าเค้าเข้าตลาดจริงๆ ผมว่าก็เป็นหุ้นตัวหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ร้านเค้าเปิดมาตั้งนาน ไปกี่ครั้งๆ ก็ต้องต่อคิวเข้าร้านทุกที แล้วกินแต่ละทีก็จ่ายหลายตังค์ตลอด ถ้าคุณเจอหุ้นตัวไหนที่มีลักษณะคล้ายๆแบบนี้ เล็งไว้ดีๆนะครับ ผมว่าน่าจะรุ่ง แล้วอย่าลืม Mail มาบอกผมด้วยล่ะ ฮุๆ
  • MK สุกี้ ใครไปเปิดหนังสือพิมพ์ดูก็จะเห็นตัวย่อ MK สุกี้ร้านนี้เค้าคนเยอะตลอดเวลาไม่แพ้ Fuji เลยครับ แต่ใครเห็นอย่างนี้อย่าเพิ่งรีบโทรหา Marketing แล้วสั่งซื้อนะครับ ไอ้เจ้า MK สุกี้กับ MK ที่เห็นในตลาดนี่มันคนละตัวกันนะครับ ในตลาดนี่เป็นบริษัทอสังหาชื่อมั่นคงเคหะการ บางคนอาจจะคิดว่าใครจะไปเข้าใจผิดขนาดนั้น อย่าพูดเป็นเล่นไปนะครับ ผมเองยังเคยได้ยินเลยว่าบางคนคิดอย่างนั้นจริงๆ
  • The Pizza Company ตัวนี้อาจจะหายากซักหน่อยว่าเป็นหุ้นตัวไหน จริงๆแล้ว The Pizza นี่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Minor International หรือชื่อย่อในตลาดหุ้นคือ MINT เราอาจจะเห็นว่าร้าน Pizza ร้านนี้ก็ขายดีทุกสาขาเหมือนกัน เวลาผมจะกิน Pizza ผมก็จะนึกถึงร้านนี้เป็นยี่ห้อแรกๆ เพราะมีให้เลือกหลากหลายกว่า อร่อยกว่า ที่นี้เราเห็นแบบนี้เราควรซื้อหุ้น MINT เลยมั๊ย ผมว่ายังไม่พอครับ เพราะถ้าดูจริงๆจะเจอว่าเจ้า MINT นี่มีธุรกิจอยู่หลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Swensens Sizzler Dairy Queen Burger King และพวกโรงแรมอีกหลายโรง ถ้าจะดูอนาคตของบริษัทนี้ควรจะดูภาพรวมให้ครบว่าเป็นอย่างไร เพราะแม้พิซซ่าอาจจะขายดีแต่ถ้าธุรกิจอื่นๆไม่ได้ดีด้วย รายได้ก็คงไม่ได้ดีซักเท่าไหร่
  • Pepsi ตัวนี้อยู่ในตลาดชื่อ SSC เป๊ปซี่นี่ก็อยู่กับบ้านเมืองไทยเรามานาน ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 แซงโค้กไปพอควร ทั้งๆที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกนี่ โค้กเค้าชนะเป๊ปซี่กันทั้งนั้น รายได้ของ ssc นี่ก็เติบโตอย่างช้าๆมั่นคงไปเรื่อยๆ ช่วงเศรษฐกิจดี คนก็ดื่มเป๊ปซี่ ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีนี่ คนต้องตัดค่าใช้จ่าย แต่ก็ไม่ค่อยเห็นใครจะเลิกดื่มเป๊ปซี่ เพราะเทียบราคาเป๊ปซี่แล้วก็ไม่ได้แพงมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ช่วงหลังๆอาจจะเห็นว่าราคาน้ำตาลเพิ่งสูงขึ้นทำให้ pepsi นั้นมีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่เมื่อไม่นานมานี้เป๊ปซี่เองก็ขึ้นราคา 1 บาททุกขนาด ผมเองก็ยังเดาไม่ออกนะครับว่าต้นทุนน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น เทียบกับการขึ้นราคา 1 บาท อันไหนจะมีผลมากกว่ากัน

เห็นมั๊ยครับว่า หุ้น มันอยู่รอบๆตัวเรา อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่เอง ถ้าเราสังเกตุเห็นธุรกิจอะไรรอบๆตัวที่เราคิดว่าน่าจะกำไรดี น่าเป็นเจ้าของ ลองไปค้นๆดูนะครับว่ามีหุ้นอยู่ในตลาดรึเปล่า ถ้ามีคุณอาจจะเจอหุ้นที่จะทำกำไรให้คุยได้แล้วครับ

Sunday, June 11, 2006

ขุดหุ้นจากไหนดี? 2


ต่อจากวันก่อนกันเลยนะครับ สำหรับคำฝากเอาไว้ว่าวันที่ผมไปเดินเที่ยวนั้น ผมเอ่ยถึงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดกี่ตัว
ถ้าใครตอบว่า 8 ตัวก็โดนผมหลอกด้วยตัวหนังสือสีเขียว แต่ถ้าใครตอบว่า 6 ก็ยินดีด้วยครับ ถ้าเราดูจากเรื่องที่ผมเขียนขึ้นมาจะเห็นตัวอักษรสีเขียวอยู่ 8 ตัว คือมาบุญครอง ชาเขียวโออิชิ Se-ed อมรินทร์พริ้นติ้ง Fuji MK The Pizza Company Pepsi มาดูกันเป็นรายตัวเลยดีกว่า เราสามารถใช้สามัญสำนึกพอจะตอบคร่าวๆได้ว่าหุ้นไหนดูน่าสนใจ หรือว่าไม่น่าสนใจอย่างไร
  • ห้างมาบุญครอง ใช้ตัวย่อว่า MBK เราจะเห็นว่าห้างนี้คนเดินกันเยอะมาก ร้านค้าก็เยอะมากเช่นกัน ทางห้างมีการปรับปรุงเพื่อที่จะใช้พื้นที่ภายในห้างให้คุ้มค่า เพราะว่าสร้างออกมายังไง คนก็จองกันเต็มหมด ดูแบบนี้แล้วเราจะเห็นว่าธุรกิจห้างของ MBK น่าจะมีความมั่นคงสูงมาก ที่นี้เราลองไปดูลึกลงไปอีกว่า MBK มันทำอะไรบ้าง มีธุรกิจอื่นด้วยรึเปล่าจาก 56-1 จะพบต่อว่า MBK นอกจากทำห้างมาบุญครองแล้ว ยังมีธุรกิจข้าว โรงแรม และสนามกอล์ฟที่ภูเก็ต ถ้าคิดจะซื้อหุ้นต้องดูต่อลงไปว่าแต่ละธุรกิจของเค้ามันน่าสนใจเหมือนห้างมั๊ย ในความเห็นผม ผมชอบห้าง และโรงแรมของ MBK เพราะห้างก็ขายดี โรงแรมเองก็อยู่ในทำเลที่ดีบวกกับการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวของรัฐบาล เพราะว่าเป็นอุตสาหรกรรมหลักของประเทศ ส่วนข้าวกับสนามกอล์ฟนั้นผมไม่เข้าใจเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถ้า MBK มีแค่ห้างกับโรงแรมผมว่าหุ้นตัวนี้น่าสนใจมากทีเดียว
  • ชาเขียวโออิชิ Oishi หุ้นตัวนี้ทำกิจการหลักอยู่ 2 อย่างคือ ชาเขียวและร้านอาหารญี่ปุ่นเครือโออิชิ แต่ดูจากรายได้จะเห็นว่ารายได้ส่วนใหญ่นั้นมาจากชาเขียว ชาเขียวเมื่อ 1-2 ปีก่อนนับว่าเป็นธุรกิจที่ร้อนแรงมาก และโออิชิเองก็เป็นเบอร์ 1 ของตลาดมาตลอดหลังจากแซงยูนิฟได้ แต่ช่วงหลังๆมานี้ คู่แข่งเข้ามาในตลาดหลายรายมาก จนกลายมาเป็นสงครามราคา ทำให้ราคาชาเขียวจากขวดละ 20 บาท ปัจจุบันขายเหลือ 15-18 บาท ถ้าปริมาณการขายยังเท่าเดิม รายได้ก็น่าจะลดลงถึง 10-25% หุ้นที่การแข่งขันสูงและรายได้ลดแบบนี้ผมไม่ชอบเท่าไหร่ครับ
  • Se-ed ธุรกิจร้านหนังสือเบอร์ 1 มีร้านสาขากระจายไปทั่วประเทศ อัตราการอ่านหนังสือปกติก็เพิ่มตามระดับการศึกษาของคนในประเทศ ซึ่งอดีตเราจะเห็นว่าจบประถมก็มีงานทำกันแล้ว แต่ต่อมาการศึกษาขั้นต่ำก็เริ่มปรับระดับขึ้นเป็นมัธยม ป.ตรี จนตอนนี้ผมว่าแค่ป.ตรีก็เริ่มจะปรับเป็นป.โทอีกแล้ว เพราะฉะนั้นผมว่าระยะยาวแล้วธุรกิจหนังสือน่าจะเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นอาจจะมีเรื่องเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้คนลดการซื้อหนังสือชั่วคราว
  • อมรินทร์ พริ้นติ้ง Aprint เป็นสำนักพิมพ์หนังสือและนิตรสารชื่อดังหลายเล่ม เช่น แพรว บ้านและสวน WE หรือนิยายชื่อดังอย่าง Davinci Code ตัวธุรกิจหนังสือก็อย่างที่บอกว่าน่าจะเติบโตไปได้เรื่อยๆคล้ายๆกับ se-ed แต่ Aprint นี้มีจุดต่างจาก se-ed หน่อยตรงที่มีรายได้ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการขายหน้าโฆษณาในนิตรสาร ผมเองก็เดาไม่ออกเหมือนกันว่าธุรกิจโฆษณาในนิตรสารจะเป็นยังไง แต่ผมมีวิธีง่ายๆอย่างนึงที่พอจะรู้ได้คือ ใช้วิธีนับหน้านิตรสารหลักๆของ Aprint เช่น แพรว บ้านและสวน ดูถ้ามีหน้าเยอะ ค่าโฆษณาก็น่าจะเยอะด้วย เห็นมั๊ยครับว่าใช้แค่สามัญสำนึกก็พอจะบอกได้ว่าธุรกิจเป็นอย่างไร

ตอนนี้ติดไว้ก่อนอีก 4 ตัวนะครับ (Fuji MK The Pizza Company Pepsi) คราวหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟัง
ปล. ขอย้ำอีกครั้งจะครับว่าข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดได้มาจาก 56-1 ซึ่งหาได้จากเวปของ กลต. และใช้เพียงสามัญสำนึกในการวิเคราะห์ คุณก็ทำได้!

Friday, June 09, 2006

ขุดหุ้นจากไหนดี?

วิธีการหาหุ้นมีอยู่หลายวิธีมาก และก็ไม่มีสูตรตายตัว เช่น อาจจะมาจากการที่มีเพื่อนแนะนำ เข้าไปเจอในเวปบอร์ด อ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่การหาเอาจากสิ่งใกล้ๆตัว

วันนี้จะขอพูดถึงวิธีการหาหุ้นจากสิ่งใกล้ๆตัวกันก่อนนะครับ เพราะเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายและใช้สามัญสำนึกเป็นหลัก ลองนึกดูนะครับว่าอะไรที่อยู่ใกล้ๆตัวแล้วเราซื้อใช้อยู่เป็นประจำ บางทีอาจจะเจอสินค้าที่มีอยู่ในตลาดหุ้นก็ได้ และหลายๆครั้งหุ้นเหล่านี้ก็สามารถทำกำไรให้เราได้มากพอสมควร

ขอยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ
เมื่อวานผมไปเดินเที่ยวห้างมาบุญครองมา ไม่ได้ไปเที่ยวมานานมาบุญครองเปลี่ยนไปเยอะ คนเดินกันแน่ขวักไขว่ ขนาดเป็นวันธรรมดา เพราะพวกชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยก็เต็มไปหมด เดินอยู่พักนึงก็เหนื่อยเลยไปนั่งพักแก้เมื่อยที่ร้าน In&Out มีพวกเบเกอรี่ แล้วก็ชาเชียวโออิชิ สังเกตุดูแต่ก่อนชาเขียวขวดละ 20 บาท มาพักหลังๆนี้เหลือพวกละ 15 บาท แถม เบเกอรี่ช่วงเย็นๆก็ลดราคาลง 20% ดีเหมือนกันประหยัดตังค์ไปตั้งเยอะ นั่งพักหายเมื่อยแล้ว เดินไปแวะซื้อหนังสือที่ร้าน se-ed ซื้อหนังสืออ่านเล่นติดไม้ติดมือมานิดหน่อย ได้มาเล่มนึงเห็นช่วงนี้กำลังดัง Davinci Code ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ร้าน se-ed นี้ผมมาประจำเป็นสมาชิกเค้าด้วย ... ไม่ทันไรก็เย็นซะแล้ว .. หิวๆ หาไรกินซะหน่อย ผ่านไป fuji คนก็เยอะเหลือเกิน ผ่านไป mk ก็เหมือนกันขี้เกียจรอ ว่าแล้วก็ไปลงเอยที่ The Pizza Company พิซซ่าเค้าอร่อยดี และก็สรรหาของใหม่ๆมาเพิ่มในเมนูอยู่เรื่อย นี่ก็เพิ่งกินพิซซ่าขอบไส้กรอกชีสเข้าไป กินกับ Pepsi แก้เลี่ยน อิ่มอร่อย แต่ท่าทางวันนี้กลับมาบ้านจะต้องออกกะลังกายหนักๆหน่อยแล้ว ซัดเข้าไปซะเยอะ

ใครรู้บ้างครับว่าเมื่อวานผมไปเที่ยวมา เป็นบริษัที่อยู่ในตลาดหุ้นกี่ตัว อะไรบ้าง
เก็บไปให้คิดกันเล่นๆก่อนครับ รางวัลไม่มีให้ แล้วคราวหน้าจะมาเฉลย

เล่นหุ้นเหมือนทำธุรกิจ

แนวคิดอย่างหนึ่งที่ผมยึดติดเสมอเวลาเลือกซื้อหุ้นก็คือ ..
"ให้เลือกซื้อหุ้น เหมือนกับเลือกซื้อธุรกิจ"


สมมติว่ามีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนเราร่วมหุ้นกันเปิดร้านอาหาร เราเองก็คงต้อง ดูอย่างละเอียดว่าเพื่อนคนนี้เป็นยังไง เก่งมั๊ยไวใจได้มั๊ย ตัวร้านอาหารก็คงต้องดูว่าตั้งอยู่ที่ไหน คนจะเข้ามากินเยอะมั๊ย อาหารรสชาติเป็นยังไง ที่สำคัญ กำไรที่คาดว่าจะได้คือเท่าไหร่ แล้วเทียบกับเงินที่ลงทุนไปคุ้มมั๊ย ฯลฯ คำถามพวกนี้เป็นคำถามที่คล้ายๆกันในการเลือกซื้อหุ้นของผม

สมมติว่ามีคนแนะนำหุ้นมาตัวนึง
ผมก็จะลองพยายามหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจ
  • ธุรกิจทำอะไร แนวโน้มเป็นอย่างไร บริษัทมีจุดแข็งอะไรบ้าง มีจุดอ่อนอะไรบ้าง
  • ตัวบริษัทมีฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร หนี้เยอะไปมั๊ย ถ้ายอดขายตกบริษัทจะอยู่รอดได้มั๊ย
  • ผู้บริหารเป็นใคร เก่งรึเปล่า ผลงานย้อนหลัง และที่สำคัญที่สุดซื่อสัตย์รึเปล่า
  • สุดท้าย ธุรกิจกำไรเท่าไหร่ และกำไรจะโตต่อรึเปล่า ด้วยอัตราการเติบโตประมาณเท่าไหร่
  • ราคาจะต้องถูก เมื่อเทียบกับคุณภาพ

ถ้าสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบถ้วน การซื้อหุ้นก็จะเป็นการลงทุนอย่างถูกวิธี โอกาสขาดทุนจะต่ำกว่าการลงทุนโดยหวังเพียงแค่ว่าราคาจะขึ้น

ที่นี้ข้อมูลต่างๆที่จะเอามาตอบคำถามข้างต้นจะหามาจากไหนละครับ
อันนี้ไม่ยากเลย ตอนนี้ข้อมูลเกือบทุกอย่างสามารถหาได้บน internet แล้ว และค่อนข้างจะครบถ้วนซะด้วย เพียงแต่ต้องรู้ว่าจะหามาจากไหน ตัวแรกที่ควรอ่านเป็นอย่างยิ่งเลยก็คือ 56-1 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ค่อนข้างครบถ้วนที่สุด ใน 56-1 จะพูดถึง ตัวบริษัท ธุรกิจที่ดำเนิน การตลาด ความเสี่ยงของธุรกิจ งบการเงิน ฯลฯ โดยเข้าไปดูได้ที่เวปของ กลต. เลือกชื่อย่อของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ แล้วเลือกหุ้นที่สนใจแล้วจัดการ Load มาอ่านกันตามสบายเลยครับ

Wednesday, June 07, 2006

จะเป็น vi เริ่มยังไงดี?

ในที่นี้รายละเอียดเรื่องการเปิด Port หุ้นจะไม่ขอกล่าวถึงนะครับ
เพราะเชื่อว่าหลายๆคนที่เข้ามาอ่านในเวปนี้อย่างน้อยก็น่าจะ port เป็นของตัวเองอยู่แล้ว
แต่ถ้าใครยังใหม่จริงๆ ลองเข้าไปอ่านที่เวปของ ตลาดหลักทรัพย์ ดูนะครับ น่าจะพอให้ idea ได้บ้าง จะมี comment เล็กๆน้อยๆสำหรับคนที่มี port เล็ก การซื้อขายใน 1 วันอาจจะอยู่ในหลักหมื่นต้น หรือไม่ถึงแนะนำให้เปิด port กับ seamico ครับ เพราะเท่าที่รู้มาเป็นโบรกเดียวที่ไม่มีการเก็บค่า commission ขั้นต่ำโบรกส่วนใหญ่ก็จะเก็บขั้นต่ำตั้งแต่ 50 บาทไปจนถึง 200 บาทก็มี เพราะฉะนั้นถ้าวันที่มีการซื้อขายแล้วแต่ไม่ถึง 20000-80000 บาท ก็อาจจะทำให้เสียค่าคอมมากกว่าที่ควรจะเสียได้

ในภาวะหุ้นขาลงแบบนี้ อย่ามั่วไปวิตกกังวลกับราคาหุ้นเลย หันมาหาความรู้ใส่ตัวเพิ่มกันดีกว่า
วันนี้มีหนังสือมาแนะนำ 1 เล่มครับ

เล่มแรกที่ผมแนะนำให้อ่านกันสำหรับมือใหม่ ก็คือ ตีแตก เขียนโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หาได้ตามร้านหนังสือทั่วไปผมเองเริ่มต้นมาทางนี้ได้ก็เพราะหนังสือเล่มนี้ ตีแตกเป็นหนังสือสอนการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเล่มแรกที่เป็นภาษาไทยเลยก็ว่าได้ หนังสือใช้ภาษาธรรมดา อ่านเข้าใจง่าย และอ่านได้เพลินๆ ไม่วิชาการมากจนเกินไปผมเชื่อว่านักลงทุนแนว VI ส่วนใหญ่ล้วนอ่านหนังสือเล่มนี้มาแล้วทั้งนั้นเพราะฉะนั้นถ้ายังไม่มี วันนี้ไปตามร้าน se-ed แล้วถามหาหนังสือตีแตก ปกติจะมีอยู่ทุกร้านเพราะเป็นหนังสือขายดีพอควรอ่านจนจบแล้วน่าจะได้ไอเดียของภาพรวมการลงทุนแบบเน้นคุณค่าพอสมควร

ส่วนใครที่อ่านจบไปแล้ว จะหยิบมาอ่านใหม่ก็ไม่มีใครว่านะครับ
ผมเองนานๆทีก็หยิบมาอ่านใหม่อีกรอบ เมื่อเวลาผ่านไป บวกกับประสบการณ์ใหม่ๆในการลงทุน บางทีก็ได้มุมมองที่ต่างกันออกไปเกือบทุกครั้งที่อ่านครับ

ทำไมต้อง Value Investing ภาค 2

ในวันก่อน ผมพูดถึงนักลงทุนต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จหลายๆคนใครสนใจอยากลองไปอ่านประวัติของนักลงทุนเหล่านี้เพิ่มเติมก็ตามไปที่ link ข้างล่างนี้เลยนะครับ

ปีเตอร์ ลินซ์ (PETER LYNCH)
จอห์น เนฟฟ์ (JOHN NEFF)
เซอร์จอห์น เทมป์เพลตัน (SIR JOHN TEMPLETON)
ฟิลลิป ฟิชเชอร์ (PHILIP A. FISHER)

ที่นี้อาจจะยังมีคำถามต่อเนื่องอีกว่า ที่ยกตัวอย่างมา คนที่ประสบความสำเร็จมีแต่พวกฝรั่งทั้งนั้น แล้วไอ้การลงทุนแบบ vi มันเอามาใช้กับตลาดไทยได้แน่หรือ?

ผมพอจะมีคำตอบให้ครับ ...ช่วงแรกๆที่ผมเล่นหุ้นใหม่ๆ ผมเองก็ไม่ค่อยจะรู้จักนักลงทุนแนวนี้ในเมืองไทยเท่าไหร่ จนได้มาเจอกับเวป
www.thaivi.com ได้พูดคุยกับพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ หลายคนในเวป
มีสมาชิกขาประจำหลายคนมาก ที่ปัจจุบันมีอิสระภาพทางการเงินแล้ว ตัวอย่างเช่น

- คุณปรัญชา อดีตเป็นนักเก็งกำไรตัวยง ก่อนหน้าจะรู้จักกับการเล่นหุ้นแบบ vi คุณปรัชญากำเงินเข้าตลาดหุ้น แล้วก็หมดตัวไปถึง 2 รอบ แล้วหลังจากที่หันมาใช้การลงทุนแนว vi คุณปรัชญาพลิกจากที่เคยพลาดท่าให้ตลาดหุ้น กลายมาเป็นผู้ชนะอย่างหมดจด ที่ผ่านมาคุณปรัชญาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในหุ้นอย่าง FE มูลค่า Port นั้นผมไม่สามารถประมาณได้ แต่เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 8 เป็นแน่
- คุณฉัตรชัย นักลงทุนรุ่นเก๋าอีกท่าน เป็นทีโด่งดังในด้านการวิเคราะห์งบการเงินแบบทะลุปรุโปร่ง สามารถตั้งตัวเริ่มจากเงินหลักแสน ปัจจุบันคุณฉัตรชัยกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ WG ถือหุ้นเพียงตัวเดียวใน port ด้วยความมั่นใจมายาวนานหลายปี ผลกำไรและราคาหุ้นก็ขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกปี มูลค่า Port ก็เช่นกัน น่าจะอยู่ในขั้น 8 หลัก
- คุณ Mon Money นอกจากจะมีตำแหน่งเป็นเจ้าของเวป Thaivi.com แล้วยังเป็นนักลงทุน VI ที่หาตัวจับยากอีกท่านหนึ่ง เล่นหุ้นแต่ละตัวกำไรเป็นเท่าๆทั้งนั้น ผันตัวเองจากพนักงานประจำมาเป็นนักลงทุนเต็มตัว ปัจจุบันมีเงินเหลือกินเหลือใช้ จนไปเปิดร้านขายต้นไม้ด้วยใจรัก
- ดร. นิเวศน์ ผู้เผยแพร่การลงทุน VI เป็นคนแรกๆในไทย ด้วยการเขียนหนังสือการลงทุนชื่อ ตีแตก ก็เป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จเอามากๆจากหุ้น ปัจจุบันดร. น่าจะมี port มูลค่าไม่ 1000 ล้าน ก็น่าจะเฉียดๆ 1000 ล้านแล้ว แม้ดร. จะไม่ได้ post ความคิดเห็นต่างๆในเวป แต่ท่านก็เข้ามาอ่านเวป thaivi เพื่อหาข้อมูลในการเลือกหุ้นอยู่เสมอๆ
- ในเวป thaivi ยังมีมือเซียนอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็น ลูกอีสาน, Mr. Big, Naris, CK, Jay Chou, แม่ทัพสุมาอี้, ครรชิต, ลุงขวด, woody และอีกหลายๆท่านที่ยังเอ่ยไม่ครบ

ความสำเร็จของนักลงทุนไทยเหล่านี้เป็นคำตอบได้ดี ว่าการลงทุนรูปแบบนี้เอามาใช้กับตลาดหุ้นไทยได้ดีแค่ไหน

ปล. ระหว่างที่ศึกษาแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) อาจจะต้องใช้เวลา และใช้ความพยายามพัฒนาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง หลายๆคนที่ยังไม่เห็นผล อาจจะมีเหนื่อยมีท้อแท้บ้าง ผมอยากจะให้นึกถึงความสำเร็จของนักลงทุนเหล่านี้ แม้จะเหนื่อยจะท้อเพียงไร แต่ผลตอบแทนนั้นคุ้มเกินคุ้มผมรับประกันครับ

Monday, June 05, 2006

ทำไมต้อง Value Investing

หลายๆคนอาจจะถามนะว่าการลงทุนมีหลายรูปแบบ ทำไมต้องเป็น Value Investing ?
ลองมาดูกันก่อนว่า VI คืออะไร? VI ก็คือการเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และมีหลักการในการประเมินมูลค่าหุ้นเหมือนกันการประเมินมูลค่าธุรกิจ โดยไม่สนใจกราฟหุ้น แนวรับแนวต้าน อย่างที่การลงทุนแบบอื่นๆสนใจกัน

แล้วการลงทุนแบบนี้มันมีดียังไง ก็ต้องขอเล่าย้อนหลังไปก่อนว่าตอนที่เราเริ่มสนใจหุ้นเป็นครั้งแรก เราก็พยายามมองหาวิธีการลงทุนที่น่าจะใช้ได้ผล วิธีมองหาก็ดูจากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทั้งระดับโลกรวมถึงคนรอบๆตัวเรา พอดีตอนนั้นคนรอบๆตัวยังไม่มีใครรุ่งในการเล่นหุ้นก็เลยศึกษาเอาจากพวกที่สำเร็จระดับโลก

คนที่รวยอันดับ 2 ของโลก Warren Buffet เค้ารวยมาจากการเล่นหุ้นแบบ VI
คนที่ดังรองๆลงมา เป็นผู้จัดการกองทุน Fidelity ที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงอย่างต่อเนื่อง ชื่อตา Peter Lynch
ต่อมาก็มี JOHN NEFF ผู้จัดการกองทุน, SIR JOHN TEMPLETON สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปี เบนจามิน เกรแฮม และ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ 2 คนหลังนี่เป็นเหมือนอาจารย์ของวอเรน
ทุกคนที่ร่ายมาทั้งหมดลงทุนโดยใช้หลักการเดียวกัน คือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือที่เรียกกันว่า VI นั้นเอง นอกจากนี้ในเมืองไทยเองก็มี ดร. นิเวศน์ อีกท่านที่โด่งดังเป็นพลุแตกอยู่ในตอนนี้ก็เป็น VI พันธ์แท้คนนึงเช่นกัน

ในขณะที่มองหานักลงทุนที่ประสบความสำเร็จด้วยการใช้กราฟหรือที่เค้าเรียกกันว่า Technical Investor ไม่รู้เพราะว่าคนกลุ่มนี้ไม่ค่อยเปิดตัวหรือว่าเราศึกษาน้อยไปเองก็ไม่รู้ จนแล้วจนรอดก็ยังหานักลงทุนที่ใช้กราฟเพียวๆในการซื้อหุ้น แล้วรุ่งๆไม่เจอซักคน

นี่เลยเป็นสาเหตุที่เราเลือกเดินในทาง VI และคิดว่าเพื่อนเอง ถ้าเลือกเดินทางนี้ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก



Sunday, June 04, 2006

เล่นหุ้น Style YoYo


สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ Value Investor และคนที่ต้องการจะเป็น Value Investor ทุกท่าน

weblog นี้เขียนขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะแบ่งปันความรู้ในการเล่นหุ้น (ขอใช้คำว่าเล่นหุ้นนะครับ ดูแล้วสนุกกว่าคำว่าลงทุนเยอะเลย) บางวันอาจจะเขียนแนะวิธีการเล่นหุ้น บางวันอาจจะหาบทความดีๆมาลง บางวันก็นั่งวิเคราะห์หุ้น บางทีอาจนั่งเขียนระบาย หรือบางทีอาจจะเอาอะไรที่ไม่เกี่ยวเลยมาใส่ก็ได้ อย่าคิดมากกันนะครับ คิดว่าอ่านเอามันส์ละกัน

ปล. เพิ่งเริ่มเขียน Blog นะ ยังงูๆปลาๆอยู่เลย