Monday, July 30, 2007

ROE (ต่อ)

เมื่อบริษัทใดๆ ก็ตามทำธุรกิจมีกำไร บริษัทมีทางเลือกหลักอยู่ 4 ทางในการจัดสรรเงินดังกล่าว ได้แก่
1. เก็บเงินไว้ลงทุนต่อ - ถ้าบริษัทมีแผนในการลงทุนและคิดว่าการเก็บกำไรเอาไว้ลงทุนต่อจะทำให้บริษัทมีกำไรในอนาคตที่ดีขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี
2. เก็บเงินไว้จ่ายคืนหนี้ - ถ้าบริษัทมีหนี้สินมากเกินไป หรือภาระดอกเบี้ยสูงซึ่งทำให้บริษัทความเสี่ยงมาก บริษัทก็ควรเก็บเงินบางส่วนไว้จ่ายคืนหนี้สินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและลดความเสี่ยง
3. จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล - ถ้าบริษัทไม่มีแผนในการใช้เงินลงทุน การจ่ายเงินสดคืนออกมาให้กับผู้ถือหุ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการที่บริษัทเก็บเงินสดไว้กับบริษัทมากๆ โดยเอาเงินไปฝากธนาคารจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นเอาเงินไปลงทุนต่อเองจะดีกว่า
4. ซื้อหุ้นคืน - กรณีที่บริษัทมีเงินสดเหลือและไม่มีแผนในการลงทุน พร้อมกับการที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง บริษัทนั้นอาจจะกำไรที่เหลือมาซื้อหุ้นของบริษัทคืน เพื่อทำให้จำนวนหุ้นน้อยลง กำไรต่อหุ้นก็จะดีขึ้น รวมถึงปันผลในอนาคตก็จะสูงขึ้นเพราะตัวหารน้อยลง

ทางเลือกทั้ง 4 วิธีนั้นสามารถแสดงถึงวิธีการบริหารจัดการกับเงินของบริษัทได้เป็นอย่างดี และทางเลือกทั้ง 4 นั้นก็มีผลกระทบกับค่า ROE โดยแสดงเป็นตัวอย่างได้ดังนี้

บริษัท A - อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทเห็นว่าการเก็บผลกำไรไว้ลงทุนต่อจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า บริษัทจึงไม่จ่ายเงินปันผลออกมาและเก็บเงินไปลงทุนทั้งหมด ถ้าเราดูจาก ROE จะเห็นว่าค่า E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะบริษัทกำไรจะไปทำให้ E เพิ่มขึ้น (เพราะบริษัทไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นรายได้ก็เพิ่มขึ้น กำไร (Return) ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ROE ของบริษัท A จะยังคงสูงต่อไป ตราบใดก็ตามที่บริษัท A สามารถนำไปลงทุนได้อย่างเหมาะสม (สูงกว่าค่า ROE เดิมของบริษัท) หุ้น A จะถือว่าเป็นหุ้น Growth Stock ที่น่าลงทุนตัวหนึ่ง

บริษัท B - อยู่ในธุรกิจที่ผ่านช่วงลงทุนครั้งใหญ่มาไม่นาน ในอดีตบริษัทต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของบริษัทจนทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต้องกู้หนี้ยืมสิ้นเป็นจำนวนมากทำให้อัตราส่วน D/E ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า บริษัทเห็นว่าการมีหนี้สินมากจะทำให้ความเสียงของบริษัทนั้นสูงเกินไป บริษัทจึงเก็บผลกำไรไว้คืนหนี้สิ้นเพื่อลด D/E ลงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะเห็นว่าทางเลือกนี้ทำให้ค่า E เพิ่มขึ้น (เพราะกำไรแล้วไม่จ่ายออกมาเป็นปันผล) แต่อย่างไรก็ ทั่วไปเมื่อบริษัทมีการลงทุนครั้งใหญ่แนวโน้มรายได้ของบริษัทมักจะอยู่ในช่วงขาขึ้น (ถ้าบริษัทคาดการณ์ถูก) ทำให้กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่า ROE ก็จะคงอยู่ในระดับสูง การคืนหนี้ก็จะทำให้บริษัทนั้นมีผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่ลดลงได้ บริษัท B นั้นจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากหุ้น cycle ในช่วงต้อนๆของวงจรขาขึ้นบริษัทจะลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วค่อยมาคืนหนี้ทีหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหุ้น B ก็น่าลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน

บริษัท C - อยู่ในธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว แทบไม่มีการเติบโต รายได้และกำไรคงที่มาหลายปี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทไม่เห็นการเติบโตบริษัทจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมทำให้สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ถึงแม้ว่ากำไรจะไม่เพิ่ม (R คงที่) แต่ค่า E ก็ไม่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (ได้กำไรมาเท่าไหร่ก็จ่ายปันผลหมด จึงไม่มีสะสมเป็นกำไร) ค่า ROE ก็จะคงที่ต่อไป ถ้า ROE ของบริษัทอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่น 15% ติดต่อกันนานๆ หุ้น C จะจัดได้ว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง

บริษัท D - เหมือนกับบริษัท C ทุกประการ แต่เนื่องจากผู้บริหารเห็นว่าหุ้น D ในกระดานนั้นมีราคาถูกมาก แทนที่บริษัทจะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บริษัทจึงซื้อหุ้นคืนจากตลาดแทน การซื้อหุ้นคืนนั้นทำให้ส่วนทุนนั้นลดลง (ค่า E ลดลง) ถ้าบริษัทซื้อหุ้นคืนทุกปีโดยใช้เงินเท่ากับกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีค่า E จะคงที่ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ค่า R จะไม่เพิ่มขึ้น แต่ ROE ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับเดิมได้ต่อไป

ถ้าหุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นมีค่า ROE ที่สูงอยู่แล้ว และบริษัทสามารถใช้ทางเลือกทั้ง 4 ในการบริษัทเงินเพื่อทำให้ค่า ROE ไม่ลดต่ำลงจากเดิมได้ หุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นจะจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้ทั้งหมด

วันนี้ดูเรื่องจะค่อนข้างซับซ้อนหน่อยนะครับ ผมพยายามหาทางอธิบายให้ง่ายแล้วก็ยังทำได้เต็มที่แค่นี้ ถ้าให้พูดให้ฟังอาจจะเข้าใจง่ายกว่า พิมพ์เองมันช้า เอาว่าถ้าใครสงสัยส่วนไหนลองถามๆกันมาดูนะครับ

ROE กับ D/E
มีแถมให้อีกหน่อย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ROE กับ D/E ซึ่งคงหาอ่านจากหนังสือทั่วไปไม่ได้นะครับ เพราะผมคิดของผมเอง ...

ปกติผมจะชอบลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าค่า ROE ที่สูงสม่ำเสมอนั้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินได้อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางบริษัทที่สามารถทำให้ค่า ROE นั้นสูงได้โดยการกู้เงินมาลงทุนเยอะๆ การกู้เงินเยอะขึ้นจะทำให้ค่า D/E (dept/equity) สูงซึ่งค่า D/E นี้แสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท เมื่อเข้ามาลงทุนหลายๆคนคงจะได้ยินที่เค้าบอกกันว่า "High Risk High Return" กันใช่ไหมครับ ในการวิเคราะห์บริษัทเองผมก็ให้ความสำคัญกับประโยคนี้เช่นกัน คือถ้าบริษัทมีค่า D/E ที่สูง บริษัทก็ควรจะมีค่า ROE ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าผมไปเจอบริษัทไหนที่มีแนวโน้มค่า D/E สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ROE นั้นไม่เพิ่มขึ้น (อาจจะคงที่หรือลดลง) ผมจะถือว่าเป็นหุ้นที่ควรระวัง เพราะค่า D/E ที่สูงแสดงว่า High Risk ถ้า ROE ไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่า Low Return หุ้นแบบนี้หลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเจอหุ้นที่ D/E ลดลงแต่ ROE เพิ่มขึ้น แบบนี้ต้องรีบตระครุบเอาไว้เพราะเราจะได้หุ้น Low Risk High Return มาประดับ Port

ปล. ค่า ROE ในแต่ละปีอาจจะผันผวนได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้ค่า ROE รายปีมาหลอกเราได้ ควรจะตรวจสอบย้อนหลังไปหลายๆปีเพื่อให้เห็นแนวโน้มของมัน จะได้นำมาใช้ได้ถูกต้อง

4 Comments:

Anonymous Anonymous said...

แล้วบริษัทที่กู้มาจ่ายปันผลหละครับ D/E เพิ่มขึ้น แต่จ่ายปันผลทำให้ ส่วน equity ลดลง (Return เท่าเดิม) เลยทำให้ ROE เพิ่มขึ้นด้วย อย่างนี้น่าลงทุนไหมครับ

11:28 PM  
Blogger yoyo said...

บริษัทที่ดีจริงๆสามารถรักษาระดับ ROE ไว้ได้โดยที่ไม่ทำให้ค่า D/E สูงจนเกินไป
ส่วนการกู้มาจ่ายปันผลผมว่าต้องดูเจตนาครับว่าทำไปเพื่ออะไร บางครั้งเรามองงบของหุ้นบางตัวเราอาจจะคิดว่าเค้ากู้มาจ่ายเงินปันผล เราก็จะติดภาพว่าบริษัทนั้นแย่ได้ (ผมเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ถ้าได้ยินว่าบริษัทกู้มาจ่ายปันผลนี่ก็คงมองไม่ค่อยดีเท่าไหร่)ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่จริงเลย เช่น
- หุ้นตัวหนึ่งมีกำไรค่อนข้างดี และสามารถเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ (จะเห็นได้บ่อยๆในหุ้นค้าปลีกที่จ่ายเงินเป็นเงินเชื่อแต่รับเงินจากลูกค้าเป็นเงินสด)ในอดีตบริษัทจ่ายเงินปันผล 100% ของกำไรเป็นประจำอยู่แล้ว บังเอิญว่าปีหนึ่งบริษัทมีการขยายสาขาอย่างมากทำให้ใช้เงินไปเยอะ ทำให้เงินสดที่ปกติจะจ่ายเป็นเงินปันผลนั้นถูกดึงไปใช้ในการขยายสาขาก่อน ... พอถึงเวลาจ่ายปันผลจริงๆบริษัทจึงไปกู้เงินมาจ่าย ... กรณีแบบนี้ผมมองว่าบริษัทไม่ได้ทำอะไรเสียหายในการกู้มาจ่ายปันผล

จริงๆแล้ว case ข้างต้นนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งของเรื่อง Mental Accounting (ผมเคยเขียนไว้นานแล้วในเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน) คือคนเราส่วนใหญ่ชอบแยกบัญชีในจิตใจ ในกรณีนี้เราแยกว่าเงินก้อนนี้ใช้ลงทุน เงินอีรกก้อนใช้ปันผล ซึ่งจริงๆแล้วมันคือเงินที่อยู่ในบริษัทเดียวกัน การมองแยกจุดประสงค์จะทำให้เกิด bias ขึ้นมาได้

สมมติในเคสเดียวกัน เราเลื่อนเวลาการขยายสาขาไปอีกหน่อยไปอยู่หลังการจ่ายเงินปันผล (ก่อนหน้านี้การขยายสาขาทำก่อนจ่ายปันผลทำให้ไม่มีเงินพอจ่ายปันผล)บริษัทก็จะจ่ายเงินปันผลออกไปจนไม่เหลือเงินสด แล้วเมื่อถึงเวลาที่บริษัทจะขยายสาขา บริษัทก็ทำการกู้เงินมาลงทุน .. แบบนี้เรากลับมองว่าเป็นเรื่องดีเพราะบริษัทนั้นกำลังเติบโตเพราะมีการลงทุนขยายสาขา ... เห็นมั๊ยครับ จริงๆแล้วทั้ง 2 กรณีนั้นแทบจะไม่ต่างกันเลย แต่กรณีนึงบอกว่ากู้เงินมาจ่ายปันผล ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อีกรณีนึงบอกว่ากู้เงินมาลงทุน แบบนี้ดี

เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกไปข้างต้นครับ ว่าการกู้มาจ่ายปันผลนั้นคงต้องดูเจตนาก่อนว่าเป็นอย่างไร ถึงจะบอกได้ว่า ผู้บริหารตัดสินใจได้สมเหตุสมผลหรือไม่ ...

อย่างไรก็ตามแค่ ROE ตัวเดียวคงบอกเราไม่ได้ว่าบริษัทไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร ต้องดูอนาคตของธุรกิจ ฐานะทางการเงิน และที่สำคัญที่สุด ความถูกความแพงของหุ้น

9:11 AM  
Anonymous Anonymous said...

คุณ Yoyo

ไม่ทราบจะหา VCD วันประชุมได้จากที่ไหนครับ พอดีเพิ่งมาพบ web นี้

ขอบคุณครับ

Nuum

7:55 PM  
Blogger yoyo said...

เร็วๆนี้คงได้เห็นตามร้าน se-ed, b2c และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

10:12 PM  

Post a Comment

Links to this post:

Create a Link

<< Home