Saturday, January 26, 2008

การบริหาร Port style yoyo

นอกจาการเลือกหุ้นที่ดีในราคาที่ไม่แพงแล้ว การจัดจำนวนหุ้นใน port รวมถึงสัดส่วนใน port นี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เรื่องของการจัดสัดส่วนใน port นี่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เห็นความสำคัญในการเขียนถึงซักเท่าไหร่เคยเขียนก็แค่จำนวนหุ้นใน port ... แต่มาในช่วงหลังๆนี้ผมเจอเพื่อนๆคนรู้จักที่มีปัญหาในการลงทุนเนื่องมาจากการบริหาร port เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเลือกหุ้นได้ดีแล้ว หรือบางทีเจอเพื่อนที่ให้แนะนำหุ้นลงทุนให้ ผมก็บอกไป 3-4 ตัว ... ตอนบอกไปก็คิดว่าเพื่อนมันจะไปซื้อตามทั้ง 3-4 ตัว ที่ไหนได้มันหยิบมาแค่ตัวเดียว แล้วซื้ออัดมันทั้ง port ผลที่ตามมาก็คือปีที่แล้วทั้งปีผลตอบแทนมันแทบจะไม่ไปไหนเลย บางคนอาจจะถอยหลังซะด้วยซ้ำ เพราะดันไปเลือกหุ้นที่ผมอาจจะวิเคราะห์ผิด หรือหุ้นนั้นมันดีจริงๆแหละ แต่ราคามันก็ลงเอาลงเอา ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆทีมันไม่ได้เลือก วิ่งเป็น 100% แบบสบายๆ

แต่ก่อนผมเองก็เคยผ่านช่วงที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องการบริหาร port เท่าไหร่ เคยซื้อหุ้นมันตัวเดียวเกือบทั้ง port โชคดีที่หุ้นนั้นๆมันวิ่งขึ้นเยอะ ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่ แต่หลังจากลงทุนไปเรื่อยๆผมก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการจัด port มากขึ้น ซึ่ง Style การจัด port ของผมนั้นอาจจะแตกต่างจากหลักวิชาการ Portfolio Management ที่เด็ก Finance หรือ MBA ได้เรียนกันมาก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ผมเป็นพวกไม่ค่อยจะเชื่อหลักวิชาการเป๊ะๆเท่าไหร่อยู่แล้ว อาศัยประสบการณ์มั่วๆคิดขึ้นมาเอง :)

ลองทำตามกันดูง่ายๆนะครับ
- เริ่มต้นโดยผมเอาจำนวนหุ้น และราคาตลาดของหุ้นที่ผมถืออยู่ในไปใส่ในตาราง Excel ที่สร้างขึ้นมาเองง่ายๆ โดยมีช่อง ชื่อหุ้น จำนวนหุ้น ราคาตลาด และมูลค่าหุ้น (มูลค่าหุ้น = จำนวนหุ้น x ราคาตลาด)

- เพิ่ม Column มาอีก 1 ช่องให้เป็น "สัดส่วนใน port" โดยเอามูลค่าหุ้นตัวนั้นๆ หารด้วยผลรวมมูลค่าหุ้นทั้ง port แล้วคูณด้วย 100 จะได้ออกมาเป็นสัดส่วน %

- เพิ่ม Column อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า "ราคาเป้าหมาย" และ "Upside Gain" ช่องแรกก็ตรงตัวครับ เราต้องคิดประมาณราคาเป้าหมายของหุ้นออกมาให้ได้แล้วใส่ลงไป ส่วนในช่อง Upside Gain เอาผลต่างของราคาเป้าหมายกับราคาตลาด หารด้วยราคาตลาดแล้วคูณ 100 ก็จะได้เป็นผลตอบแทนที่น่าจะได้รับ ณ ราคาตลาดเวลานั้นๆ ถ้าหุ้นมันขึ้นไปตามเป้าหมายจริงๆ

- เพิ่ม Colunm อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า "ระดับความมั่นใจ" และ "ผลตอบแทนคาดหวัง" ระดับความมั่นใจที่เราใส่ลงไปจะต้องสอดคล้องกับราคาเป้าหมายที่เราใส่ไปก่อนหน้านะครับ เช่นผมคาดว่าหุ้น A ราคา 10 บาท มีเป้าหมาย 15 บาท และผมมั่นใจค่อนข้างมากว่ากำไรจะเป็นไปตามคาด ก็จะให้คะแนนเยอะๆ โดยมีตั้งแต่ 1-10 (ความมั่นใจจะมาจากข้อมูลที่เรามีในการวิเคราะห์ ความยากง่ายในการวิเคราะห์ ความผันผวนของกำไรของหุ้นนั้นๆ) ส่วนช่องผลตอบแทนคาดหวัง ก็เอา Upside Gain มาคูณกับระดับความมั่นใจแล้วหารด้วย 10 ค่าก็จะออกมาเป็น %

หลังจากเราสร้างตารางทั้งหมดเสร็จแล้วผมจะสอนต่อไปว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันยังไง
1. เราควรจะถือหุ้นอย่างน้อย 3 ตัว เพราะการปรับ Port จะทำได้ลำบากมาก ขณะเดียวกันก็อย่างถือเยอะจนเกินไปจนไม่มีเวลาติดตามพื้นฐานของหุ้นใน port จะให้ดีก็ประมาณ 4-6 ตัวนี้กำลังสวยเลย (ปัจจุบันผมมีประมาณ 4 ตัว)

2. ทีนี้ให้เราดูช่องสุดท้าย (ผลตอบแทนคาดหวัง) หุ้นตัวไหนมีค่ามากๆ เราก็ควรจะซื้อเป็นสัดส่วนมากๆใน Port เพราะฉะนั้นตรงช่อง "สัดส่วนใน port" กับ "ผลตอบแทนคาดหวัง" ก็ควรจะสอดคล้องกัน ตัวที่ผลตอบแทนคาดหวังต่ำๆ สัดส่วนใน Port ก็ควรจะน้อยตาม

3. เมื่อเราทำการซื้อขายหุ้นจนปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ได้ตามข้อที่ 2 แล้วที่นี้เราก็นั่งสบายใจได้เลย แล้วปล่อยให้หุ้นมันทำงานหาเงินให้เราต่อไป

4. อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีข้อมูลของหุ้นนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแง่บวกหรือแง่ลบที่ส่งผลให้ราคาเป้าหมายของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องไปเปลี่ยนค่าราคาเป้าหมายใหม่ด้วย หรือบางทีการมีข้อมูลหุ้นเพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับความั่นใจของเรานั้นเพิ่มขึ้น เราก็ควรไปปรับระดับความมั่นใจของหุ้นด้วย ทีนี้พอค่าที่เราใส่ลงไปเปลี่ยน ระดับผลตอบแทนคาดหวังนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงตาม ถ้าค่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เราก็สามารถที่จะปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ของเราใหม่ได้ โดยการขายหุ้นที่มั่นใจน้อยไปซื้อหุ้นที่มั่นใจมากขึ้นได้ อย่างปีนี้ผมก็มีการปรับ port ครั้งใหญ่ไป 1 ครั้ง เมื่อได้ข้อมูลหุ้น TR เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เป้าหมายหุ้น TR นั้นเพิ่มขึ้นและระดับความั่นใจก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนคาดหวังนั้นเพิ่มขึ้นจนมีค่ามากที่สุดใน Port ผมจึงตัดสินใจขายหุ้นตัวที่มีผลตอบแทนคาดหวังน้อยที่สุดออกไปแล้วเอาซื้อ TR เพิ่ม รวมทั้งยังขายหุ้นที่ผลตอบแทนคาดหวังรองๆลงมามาซื้อ TR เพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนหุ้น TR เพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกัน

5. กรณีที่หุ้นแต่ละตัวมีราคาขึ้นลงที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้ช่องราคาตลาดของเรานั้นเปลี่ยนแปลง และก็ย่อมส่งผลถึงไอ้เจ้าผลตอบแทนคาดหวังของเราให้เปลี่ยนแปลงอีก โดยเฉพาะเมื่อมีหุ้นบางตัวราคาเพิ่มขึ้นมากๆ ในขณะที่หุ้นบางตัวราคาลดลงมากๆ ผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ขึ้นเยอะๆจะลดลง และผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ลงเยอะๆจะเพิ่มขึ้น หลายๆครั้งผมก็จะทำการปรับสัดส่วนหุ้นใน port ใหม่ให้สอดคล้องกับผลตอบแทนคาดหวัง

6. การปรับ Port ในข้อ 4 และ 5 นั้นไม่ควรจะปรับบ่อยครั้งจนเกินไป ควรจะทำเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจริงๆเท่านั้น ไม่งั้นคนที่จะรวยก็คือโบรกเกอร์ของเราครับ

ข้อดีของการบริหาร port แบบนี้
- เป็นการจัด Port โดยใช้หลักทางวิชาการมาช่วยตัดสินใจการซื้อขายหุ้นซึ่งถ้าเราไม่ได้คำนวณออกมาแบบนี้การจัดสัดส่วนจะทำไปตามสัญชาติญาณซึ่งหลายๆครั้งมันก็อาจจะผิดได้

- เป็นการหลีกเลี่ยงการถือหุ้นน้อยตัวใน port ซึ่งมีความเสี่ยงมากๆ ไม่ว่านักลงทุนท่านไหนจะเก่งซักแค่ไหน ผมเชื่อว่าก็มีโอกาสผิดพลาดบ้าง โดยที่นักลงทุนที่เก่งอาจจะเลือกหุ้นมา 10 ตัวอาจจะพลาดซัก 1-2 ตัว คงไม่มีใครที่เก่งขนาดเลือกหุ้นไม่เคยพลาดเลยในชีวิต แม้เราจะมั่นใจมากแค่ไหนถ้าเราลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียวทั้ง port แล้วมันดันเป็นไอ้เจ้า 1 ในสิบตัวที่เป็นตัวที่เราคิดผิด... อาจจะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นต่ำมาก หรืออย่างรุนแรงก็อาจจะขาดทุนอย่างหนัก

- การลงทุนในหุ้นตัวเดียวทั้ง port นั้นความยืดหยุ่นต่ำ เพราะบางครั้งแม้ว่าเราจะวิเคราะห์มาดีแล้ว ผลงานของบริษัทก็เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ทุกอย่าง แต่ในบางครั้งราคาหุ้นอาจจะไม่สะท้อนออกมาในทันที คุณอาจจะต้องรอเป็นเวลา 1 ปี 2 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งถ้ามีหุ้นตัวเดียวที่ดีแล้วดันฟลุ๊คไปเจอหุ้นที่มันไม่สะท้อนราคาพื้นฐานขึ้นมา ผลตอบแทนของ port เราจะอืดอาดไปถนัดตา แต่ถ้าเรามีหุ้นใน port ซัก 4 ตัว มันก็จะมีหุ้นบางตัวที่สะท้อนมูลค่าแล้วราคาวิ่งขึ้นไป บางตัวอาจจะไม่ไปไหนเลยทั้งๆที่ผลประกอบการออกมาดีมาก เราก็สามารถขายหุ้นที่ขึ้นเยอะๆ (ผลตอบแทนคาดหวังลดลง) ไปซื้อหุ้นที่ราคาไม่ไปไหนแต่ผลประกอบการออกมาดี (ผลตอบแทนคาดหวังอาจจเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งจะทำให้ port เรานั้นมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น และสามารถเดินหน้าทำผลตอบแทนให้เราได้ในทุกจังหวะเวลา

- สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาลงและขาขึ้น ... อ้าวคงงงสิครับ ไอ้ขาขึ้นแล้วกำไรก็คงไม่แปลก ว่าแต่ไอ้ขาลงนี่จำกำไรได้ยังไง ผมยกตัวอย่างง่ายๆถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้นะครับ ที่ตลาดหุ้นนั้นไหลลงมาค่อนข้างลึกมาก ... ผมก็ใช้หลักการจัด port ง่ายๆแบบข้างต้น คือ หุ้นทั้งหมด 4 ตัวของผมนั้นก็ไหลลงทุกตัวเหมือนกัน ... แต่บางตัวก็ลงเยอะ บางตัวก็ลงน้อย ตัวที่ลงเยอะๆ ผลตอบแทนคาดหวังมันจะเพิ่มขึ้นเยอะกว่าตัวที่ลงน้อยๆ เพราะฉะนั้นผมก็อาจจะขายหุ้นที่ลงน้อยๆบางส่วน ไปซื้อหุ้นที่ลงเยอะๆแทน การทำแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เราเห็นกำไรในทันที แต่จะเป็นทำให้ผลตอบแทนในอนาคตของ port เรานั้นเพิ่มขึ้น เพราะเราสามารถขายหุ้นที่มี upside น้อยไปซื้อหุ้นที่มี upside เยอะแทน เมื่ออนาคตราคาหุ้นมันเป็นไปตามเป้าหมายที่เราคิดไว้ การปรับ port แบบนี้ก็จะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นดีกว่าการอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย (ความเชื่อที่ผิดอย่างหนึ่งของ vi หลายๆคนคือ "ถ้าหุ้นไม่เปลียนแปลงพื้นฐาน เราไม่ควรจะขาย" คาดเชื่อนี้ถูกแค่ครึ่งเดียวครับ จริงๆแล้วเราควรจะขายหุ้นทิ้งด้วย เพื่อไปซื้อหุ้นอื่นๆที่มีอนาคตมากกว่า มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าครับ)

- กรณีขาขึ้นก็เช่นกันกับขาลง คือหุ้นบางตัวมันขึ้นเยอะ บางตัวมันขึ้นน้อย ถ้ามันขึ้นต่างกันมากผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นมันจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างกันมาก เราก็สามารถปรับ port ขายหุ้นที่ขึ้นเยอะมาซื้อหุ้นที่ขึ้นน้อยแทนได้เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเนื้อหาคราวนี้มันยากเกินไปรึเปล่านะครับ ผมเองก็นั่งเขียนตั้งนาน หาวิธีอธิบายให้เห็นภาพ นี่ถ้าเป็นเพื่อนกันพูดให้ฟังต่อหน้านี่พูดจบไปตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้วมั๊ง นี่เขียนอยู่เป็นชม. ยังไม่เสร็จเลย

ปล.1 เน้นนะครับ ว่าการปรับ port ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป เพราะค่า com มันจะกินกำไรเราหมด ควรจะทำเมื่อมีการเปลี้ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น ปกติในเดือนนึงผมอาจจะมาคิดสัดส่วนซักครั้งว่าจะปรับ port อย่างไร นอกจากว่าจะเป็นช่วงที่หุ้นมันมีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือพื้นฐานเยอะๆ เช่นช่วงที่ตลาดๆผันผวนแบบนี้ ช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการ เพราะข้อมูลจะเยอะขึ้นทำให้ราคาเป้าหมาย และระดับความั่นใจนั้นเปลี่ยนแปลงได้มาก

ปล.2 จริงๆว่าจะเอาตารางของผมมาลงไว้ให้จะได้อธิบายได้ง่าย เห็นภาพชัดเจนกว่า แต่ไม่รู้วิธีเอาตารางมาลง ทำไม่เป็นครับ แฮะๆ

8 Comments:

Anonymous Chalee : Chaleerx@hotmail.com said...

เป็นวิธีที่น่าสนใจมากนะครับ ผมเคยมีความคิดลักษณะนี้มาก่อนเหมือนกันว่าบางครั้งเราอยากขายหุ้นมาซื้อตัวที่ Upsideสูงกว่าเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้มากยิ่งขึ้น แต่ยังหาวิธีคิดที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมไม่ได้เสียที แต่พอได้มาอ่านบทความอันนี้แล้วผมเห็นแนวทางเพิ่มขึ้นเยอะเลย น่าสนใจจริงๆครับ จะลองทำตารางดูเดี๋ยวนี้เลยครับ แต่ยังมีเรื่องที่สงสัยสักนิด ตรงที่ระดับความมั่นใจในราคาเป้าหมายน่ะครับ ส่วนมากหุ้นที่เราสนใจและจะซื้อเราก็มักจะค่อนข้างมั่นใจมากอยู่แล้วว่าจะถึงจุดที่คาดการไว้บางที่ เอาเข้าจริงๆก็อาจไม่เป็นตามคาดก็ได้ ผมหมายความว่าการที่จะประเมินความมั่นใจให้มันถูกต้องมันทำได้ยากนะครับ บางครั้งก็เอนเอียงด้วย มีข้อแนะนำตรงนี้เพิ่มเติมยังไงบ้างครับ คุณโยโย่

12:22 AM  
Blogger yoyo said...

ค่าระดับความมั่นใจนั้นผมว่าก็เป็นในลักษณะที่คล้ายกับที่คุณ chalee เขียนมานะครับ ว่าปกติจะซื้อหุ้นซักตัวนั้นควรจะต้องมีความมั่นใจมากอยู่แล้ว ถึงจะซื้อ เพราะฉะนั้นปกติหุ้นที่ผมซื้อใน port ก็มักจะได้คะแนนอย่างต่ำก่อนซัก 7 แล้วล่ะครับ ถ้าต่ำกว่านั้นผมว่าแสดงว่าผมยังศึกษาหุ้นตัวนี้ไม่ดีพอที่จะซื้อเก็บไว้ได้

ส่วนเรื่องที่มีการเอนเอียงนี่ก็คงจะหลีกเลี่ยงได้ยากครับ แต่ก็ต้องพยายามลด bias ให้ได้.. ลองใช้เกณฑ์พวกนี้ดูนะครับ เพราะผมก็ใช้อยู่
1 หุ้นไหนที่ศึกษามาเป็นเวลานานๆแล้ว เช่นตามดูธุรกิจเค้ามาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ยิ่งดูมานานเท่าไหร่เราจะเข้าใจธุรกิจเค้าได้ดี และความมั่นใจในการวิเคราะห์ควรจะสูงขึ้นด้วยครับ
2 หุ้นที่มีรวามผันผวนด้านรายได้และผลกำไรน้อย พวกนี้มักจะได้คะแนนเยอะๆ เพราะการที่กำไรและรายได้นั้นไม่ผันผวนนั้นเราจะสามารถคาดการณ์มันได้ไม่ยากนัก เพราะฉะนั้นความมั่นใจก็จะสูงกว่า
3 ข้อมูลที่มีในการวิเคราะห์ ถ้าข้อมูลของบริษัทนั้นหายาก ที่มีอยู่ก็อาจจะไม่เท่าไหร่... อาศัยวิเคราะห์ด้วยการคิดเอาเองบ้าง เอา logic มาโยงเองบ้าง พวกนี้คะแนนความมั่นใจจะต่ำครับ
4 ราคาเป้าหมายที่เราประเมินนั้นเราใช้แบบอนุรักษ์นิยมแค่ไหน.. ถ้าเราคิดราคาเป้าหมายออกมาด้วยวิธี pe เพราะฉะนั้นราคาเป้าหมายนั้นจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1. pe ที่เหมาะสม 2. กำไรที่คาดว่าจะได้ ... ถ้าเราให้ pe ที่เหมาะสมไม่สูงเท่าไหร่เทียบกับคุณภาพของบริษัท แบบนี้ถือว่าเรา conservative ความมั่นใจของเราก็ควรจะสูง ส่วนกำไร หรือตัว E นั้น ถ้าเราคำนวณแบบเข้าข้างตัวเองมาก คือให้ค่าออกมาค่อนข้างสูง (ซึ่งไม่ควรทำเท่าไหร่ การประมาณที่ปลอดภัยคือคิดให้มันน้อยไว้ก่อนนะดีที่สุด)แบบนี้ถือว่าเราไม่ conservative เท่าที่ควร ค่าความมั่นใจควรจะต่ำ

ส่วนตัวผมมีเกณฑ์คร่าวๆประมาณ 4 ข้อข้างบนนี่แหละครับ แต่ใช้งานจริงๆก็จะเป็น 3 ข้อแรก เพราะข้อสุดท้ายการประเมิน pe ที่เหมาะสมกับการประมาณค่า e นั้นผมจะทำแบบ conservative อยู่เสมออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหุ้นแต่ละตัวก็จะมีความมั่นใจไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

พอเห็นภาพชัดขึ้นมั๊ยครับ

12:38 AM  
Blogger house said...

น่าสนใจครับ ไว้จะเอาไปใช้บ้าง

9:30 AM  
Blogger yoyo said...

พอดีมีคนเขียนมาถามผมผ่านทาง thaivi ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยจะเอามาลงไว้ในนี้ด้วยนะครับ..

คำถาม ******************
ผมพึ่งศึกษา เกี่ยวกับการลงทุนแบบ vi ได้ประมาณ 1 ปีและพยายามศึกษาเพิ่มเติมตลอด แต่พอมาอ่าน Blog ของคุณ YOYO จึงมีคำถามว่า
เพราะอย่างวิธีการจัดการ port ของคุณ yoyo นั้น จะคล้ายกับวิธี asset allocation หรือ ป่าว ถ้ามองว่า สมมติ ว่า คุณ yoyo ได้กำไรจากหุ้นตัวหนึ่ง 20-30%แล้วก็จะเปลี่ยน ไปถือหุ้นที่คัดเลือกไว้ที่ยังไม่ขึ้นเพราะมองว่าผลตอบแทนตัวอื่นจะดีกว่า
อย่างนั้น มันก็จะกลับมาสู่จุดเริ่มว่า ได้กำไรจาก หุ้น 20-30%ก็ขายเพราะผมมองว่า ถ้าตามหลักคิดของคุณ yoyo นี้ ถ้ามีตัวไหนให้ผลตอบแทนระดับ 20-30% return ที่คาดหวังในอนาคตย่อมที่จะต่ำกว่าตัวอื่นๆที่เล็งไว้ ก็จะเกิดการปรับ port อีก ไม่ทราบผมเข้าใจถูกหรือป่าวคับ
- อีกคำถาม คือ ถ้าเกิดว่าผมเข้าถูก เรื่องข้างบนนั้น ดังนั้น ผมจะเสีย return แน่นอนในส่วนของการปรับ เพิ่ม P/E ของตลาด และพี่พอจะมีวิธีการคาดคะเนว่า ตลาดจะเพิ่ม P/E. ให้กับหุ้นตัวนั้นในระยะยาวดูจากอะไรได้บ้าง เพราะ มุมองผมนั้นคิดว่าการที่จะปรับ ค่า P/E ของหุ้นในระยะยาว น่าจะมาจาก อตสาหกรรมที่มี Growth ที่ดี และ บริษัทนั้นให้ ROE ที่สูงผ่านมา1-2ปี

ซึ่ง พี่ช่วย แสดงความคิดเห็นว่าผมเข้าใจถูกหรือไม่
ขอบคุณครับ
จบคำถาม **************

คำตอบ ****************
ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นถูกต้องเลยครับ ถ้าหุ้นขึ้นไปซัก 20-30% นั้นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้นตัวอื่นๆใน port จะดีกว่าตัวที่ขึ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าทำตามกฏเกณฑ์เป๊ะๆนั้นผมควรจะต้องขายหุ้นตัวนั้นทิ้งแล้วไปซื้อหุ้นตัวอื่นแทน

แต่อย่างไรก็ตาม สูตรพวกนี้ไม่ได้มีความตายตัวขนาดนั้นหรอกครับ เพราะอย่างราคาเป้าหมายที่ผมคิดขึ้นมาเองนั้น ส่วนใหญ่ผมจะพยายามคิดให้มันมีค่า conservative ไว้ก่อนเสมอ ... เช่นหุ้นบางตัวผมอาจจะให้ pe ที่เหมาะสมซัก 8 เท่า ... ทั้งๆที่คิดว่าหุ้นที่ดีแบบนี้ควรจะมี pe ซัก 10-12 เท่าด้วยซ้ำ ... และพอผมให้ pe แค่ 8 เท่า ราคาเป้าหมายก็อาจจะไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อหุ้นนั้นๆมีคนมาสนใจมากขึ้นอย่างชัดเจน มีข่าวออกมามากขึ้น ผมอาจจะปรับ pe ที่ผมตั้งเป้าไว้มาเป็น 10 เท่าแทน ราคาเป้าหมายก็จะเพิ่มขึ้นแทน.. สุดท้ายผมก็อาจจะไม่ได้ปรับ port เลยก็ได้....

จริงๆแล้ววิธีที่นั้นเหมาะกับนักลงทุนที่ยังลงทุนแบบที่ยังมือใหม่อยู่ครับเพราะส่วนใหญ่ผมจะเจอคนมีปัญหากันเยอะๆตรงจัด port ไม่เป็น แม้จะเลือกหุ้นกันได้ดีแต่ผลตอบแทนก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร และก็เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ช่วยคิดสำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ได้ดี ซึ่งไม่ต้องเชื่อตามกฏเป๊ะๆทุกครั้งก็ได้ครับ ผมเองก็ไม่ได้ปรับ port บ่อยเท่าไหร่หรอกครับ... แต่ช่วยทำให้ลด Bias ของตัวเองได้ดีครับ.. เพราะบางครั้งเมื่อเราลงทุนหุ้นตัวไหนมานานๆ และยิ่งเป็นหุ้นที่ทำกำไรดีให้กับเรา.. เราจะผูกพันธ์กับหุ้นตัวนั้นมากเกินไปจนทำให้แม้ว่าราคามันขึ้นมาเยอะแล้ว เราก็ยังไม่ยอมขายหุ้นทิ้ง ทั้งๆที่หุ้นตัวอื่นมีโอกาสที่จะทำกำไรได้สูงกว่ามาก ซึ่งผมเองก็มีปัญหานี้เหมือนกัน เลยพยายามหาวิธีที่จะมาช่วยลด bias ให้เราได้ครับ
จบคำตอบ *************

10:40 PM  
Anonymous Chalee said...

เห็นภาพชัดเจนขึ้นมากเลยครับ ขอบคุณคุณโยโย่มาก ผมว่านอกจากความสามารถในการลงทุนของคุณที่มีอยู่สูงแล้ว คุณโยโย่ยังมีความสามารถในการเป็นนักถ่ายทอดที่ดีอีกด้วย อธิบายได้ชัดเจนและจริงใจดีครับ

12:37 AM  
Anonymous ding said...

บทความนี้อันนี้มีประโยชน์มากครับ จะเอาไปใช้ครับ ติดตามคุณโยโย่จาก thaivi และแอบลอกการบ้านมาหลายตัว ข้อเสียของผมคือชอบกอดหุ้นครับ ไม่ยอมปรับ port แม้กำไรบางตัวจะ 100 % ก็ไม่ยอมขายออก กลัวขายไปแล้วไปซื้อผิดตัว จนถึงตอนนี้กำไรลดลงมาก ดีนะครับที่ mos เยอะมาก ทำให้ port ยังบวกอยู่ได้ แต่ก็นึกเสียดายที่ไม่ขายตอนราคาเกินพื้นฐานไป

ขอบคุณคุณโยโย่ที่นำความรู้มาถ่ายทอดแบบง่ายๆครับ

10:58 AM  
Anonymous pooz said...

สวัสดี yoyo

1:20 AM  
Anonymous pojaa said...

มีประโยชน์มากเลยคะ แต่มองภาพไม่ค่อยออกเนื่องจากเป็นมือใหม่ จะเป็นการรบกวนเกินไปมั๊ยคะ ถ้าจะให้ทำ print screen ของ excel sheet แล้วแป๊ะรูปให้ดูหน่ะคะ จะได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขอบคุณล่วงหน้าคะ

11:57 AM  

Post a Comment

Links to this post:

Create a Link

<< Home